โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“อาเซียน”แกร่ง“FDI”เพิ่ม10%ผล“ซัพพลายเชน”เปลี่ยน-สวน“ลงทุนโลก”ลด11%

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 02.54 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 11.51 น.

การประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด เผยแพร่รายงาน World Investment Report 2025 : International investment in the digital economy สาระส่วนหนึ่งระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกในปี 2024 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 4% มูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขหลักนี้เพิ่มขึ้นจากธุรกรรมทางการเงินที่ผันผวนผ่านเศรษฐกิจยุโรปหลายแห่งที่มีกระแสเงินไหลเข้าสูง ดังนั้นหากไม่นับรวมเงินเหล่านี้ ก็จะพบว่าเนื้อแท้ของการลงทุนโลกเมื่อปีที่ผ่านมา อยู่ในอาการน่าเป็นห่วงคือ FDI ทั่วโลกลดลง 11% และถือเป็นปีที่สองติดต่อกันที่มีการมีการติดลบเป็นเลขสองหลัก

สำหรับแนวโน้มการลงทุนระหว่างประเทศในปี 2025 รายงานชี้ว่าก็อยู่ในในอาการ“เป็นลบ” แม้ว่าจะมีการเติบโตเพียงเล็กน้อย

ในช่วงต้นปี แต่ความตึงเครียดด้านการค้าทำให้มีการปรับลดตัวชี้วัดส่วนใหญ่ของแนวโน้ม FDI ลง รวมถึงการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การสร้างทุน การส่งออกสินค้าและบริการ อัตราแลกเปลี่ยนและความผันผวนของตลาดการเงิน และความรู้สึกของนักลงทุน ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้ปี 2525 การลงทุนโลกก็ยังไม่สดใส

“แม้ว่าการกำหนดภาษีศุลกากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐจะทำให้เกิดการประกาศแผนการลงทุนใหม่ๆ เพื่อการห่วงโซ่อุปทานสอดรับกับสถานการณ์ทางภาษีแต่มีสิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือความรู้สึกไม่แน่นอนที่นักลงทุนกำลังเผชิญคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การลงทุนทั่วโลกมีทิศทางเป็นลบ”

ข้อมูลเบื้องต้นในไตรมาสแรกของปี 2025 ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมในข้อตกลงและโครงการต่างๆ อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์

การเงินโครงการระหว่างประเทศ (International Project Finance: IPF) ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2024 มูลค่าของ IPF ซึ่งมีความสำคัญต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ลดลง 26%

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทข้ามชาติ (MNE) คาดการณ์ถึงความจำเป็นในการปรับสมดุลเชิงกลยุทธ์ของสถานที่ผลิต โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรปตะวันออก และอเมริกากลางเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์หลัก โดยในเอเชียตะวันออก (ส่วนใหญ่คือจีน) โดยFDI ยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ไม่กี่ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยผู้รับ 10 รายคิดเป็นสามในสี่ของกระแสเงินลงทุนจากประเทศกำลังพัฒนา

กระแสเงินลงทุนFDI ไหลเข้าสู่เอเชีย ลดลง3% โดยเฉพาะในจีนลดลงเป็นปีที่สอง ที่29% แต่ในอาเซียน เพิ่มขึ้น 10% เป็น 225 พันล้านดอลลาร์

ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ ส่วนในอินเดีย ลดลง 2% แม้จะมีการประกาศโครงการกรีนฟิลด์เพิ่มขึ้นอย่างมาก กระแสเงินลงทุนไปยังเอเชียตะวันตกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากกระแสเงินลงทุนไหลเข้าจำนวนมากในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แนวโน้มตามภาคส่วนแสดงให้เห็นถึงการลงทุนที่ลดลงในภาคส่วนโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีจำนวนโครงการลดลง 9 %อันเป็นผลจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ยกเว้นการลงทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่มีจำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 4% แม้ว่ามูลค่าเฉลี่ยจะลดลงก็ตาม

"ภาคส่วนดิจิทัลรวมถึงแพลตฟอร์มและบริการต่างๆ มีจำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 17% และมูลค่าโครงการเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในทางตรงกันข้าม การประกาศโครงการด้านพลังงานหมุนเวียนลดลง 12% และโครงการด้านแร่ธาตุที่สำคัญลดลงเกือบ 50% การประกาศโครงการใหม่ในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มข้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องจักร และสิ่งทอ ยังคงทรงตัว"

อุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนในช่วงต้นทศวรรษนี้และปัจจุบันได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านนโยบายจนต้องย้ายฐานการผลิต ก็มีการประกาศโครงการขนาดใหญ่อีกครั้ง จาก 10 โครงการใหญ่ที่ประกาศไป มี 4 โครงการที่อยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดย 3 โครงการอยู่ในสหรัฐ และ 1 โครงการอยู่ในอินเดีย โดยมีการลงทุนรวม 7 หมื่นล้านดอลลาร์

การวิเคราะห์แนวโน้มภาคส่วนในระยะยาวในภูมิภาคกำลังพัฒนาแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการดึงดูดการลงทุนที่หลากหลายในแต่ละขั้นตอนการพัฒนา การเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของภาคส่วนและส่วนแบ่งของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมดในช่วงห้าปีที่ผ่านมากับช่วงห้าปีจากนี้เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการลงทุนไปสู่ภาคบริการ พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาของภาคส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลและโอกาสที่เกิดจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานในภาคการผลิต และการพึ่งพาอุตสาหกรรมการสกัดแร่ในประเทศที่มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง

ในทางตรงกันข้ามพบว่า การลงทุนระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศกำลังพัฒนาลดลงอีกครั้งในปี 2024 โดยลดลง 35%ในโครงสร้างพื้นฐาน ,31% ในพลังงานหมุนเวียน ,30% ในน้ำและสุขาภิบาล และ19% ในระบบเกษตรและอาหาร

มีเพียงภาคส่วนสุขภาพเท่านั้นที่มีการเติบโตในเชิงบวกทั้งจำนวนและมูลค่าของโครงการ นับเป็นกลุ่าที่มีมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงแต่ในการจัดหาเงินทุนโครงการในบริการด้านสุขภาพ (เช่น โรงพยาบาล) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมยาด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...