โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผยต้องทบทวน GDP ปี 68 ใหม่ หลังไทยยังเจรจาสหรัฐไม่สำเร็จ

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 12.29 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 05.16 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 6 ก.ค. – เลขาฯ สภาพัฒน์ ยอมรับต้องประเมิน GDP ปี 68 ใหม่ หลังไทยยังเจรจาสหรัฐไม่สำเร็จ ขณะที่เวียดนามถูกเรียกเก็บ 20% และต้องรอดูประเทศอื่นๆ ด้วย ย้ำต้องพิจารณาหลายปัจจัย เตรียมพิจารณาโครงการใช้งบ 1.57 แสนล้านบาท

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวภายหลังเป็นวิทยากรในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2568 หัวข้อ “รู้ทันโลกการเงิน ทลายหนี้ สู่ความยั่งยืน” ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ที่จัดร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงการทบทวนตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2568 หลังการเจรจากับสหรัฐยังไม่เป็นผลว่า ต้องดูปัจจัยหลายอย่าง เดิมให้กรอบจีดีพีไว้ที่ 1.3-2.3% ค่ากลาง 1.8% ในกรณีที่ไทยถูกเรียกเก็บอัตราภาษีสูงสุด 36% และประเทศอื่นไม่เปลี่ยนแปลง แต่ขณะนี้เวียดนามบรรลุการเจรจาถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 20% เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องมีการประเมินจีดีพีใหม่ และต้องรอดูประเทศอื่นๆ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่สำคัญไทยเองจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเท่าใด ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่ 10-36% พร้อมย้ำว่าสมมติฐานในการคำนวณจีดีพี มีหลากหลายมาก และมีความเป็นไปได้หลากหลายเช่นกัน จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

“ขณะนี้ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งไม่มีใครสามารถเดาใจประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ได้ หากจะถามว่าจีดีพีจะเป็นเท่าไร หลังจากตรงนี้ บนพื้นฐานที่ยังไม่รู้ว่าไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีอัตราเท่าใด สมมติฐานในการคำนวณเยอะมาก” นายดนุชา กล่าว

สำหรับเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ปัจจัยเสี่ยงหลักอยู่ที่การส่งออกที่ขึ้นอยู่กับการเจรจาภาษีด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวก การลงทุนภาคเอกชน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีแม้ว่านักท่องเที่ยวจีนจะลดลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การลงทุนภาครัฐที่จะต้องมีการใช้อย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายดนุชา ยังกล่าวถึงการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท เพื่อพิจารณาโครงการที่เสนอเข้ามาในระบบของสำนักงบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาท นั้นเป็นโครงการที่จังหวัดและกลุ่มจังหวัดเสนอเข้ามา โดยต้องดูว่าจะบรรเทาผลกระทบในด้านไหน และต้องมีการทบทวนพิจารณารายละเอียด เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่ตรงกันกับที่เสนอเข้ามาในระบบของสำนักงบประมาณ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ซึ่งโครงการเหล่านี้จะได้รับการพิจารณาก่อน หลังจากนั้นจะพิจารณาโครงการอื่นๆ.-516-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...