เชื่อเสียงหัวใจตัวเองมากกว่าสายตาของคนอื่น ‘เอินเอิน ฟาติมา’ จากละคร ‘สอดสร้อยมาลา’ ผู้หลงรักการแสดงตั้งแต่ 6 ขวบ และทุกวันนี้ขอมีชีวิตอยู่เพื่อความสุข
“เอินเอินนะคะ เป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีความฝันอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่ 6 ขวบ” นี่คือคำนิยามตัวตนของ ‘เอินเอิน - ฟาติมา เดชะวลีกุล’ สาวน้อยช่างฝันวัย 21 ปี ที่เลือกใช้ทุกช่วงชีวิตอย่างคุ้มค่า เพราะกลัวที่จะเสียดายในภายหลัง
เส้นทางในวงการบันเทิงของ ‘เอินเอิน’ เริ่มต้นจากเวที THE STAR IDOL ก่อนจะก้าวเข้าสู่สายการแสดง และกลายเป็นที่รู้จักจากบทบาท ‘พี่แอน’ ในภาพยนตร์ ‘แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า’ มาจนถึงผลงานละครล่าสุดอย่าง ‘สอดสร้อยมาลา’ ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของ ‘มาลา’ และ ‘สร้อย’ สองนางรำหลวงที่เคยสัญญาว่าจะรำด้วยกันตลอดไป แต่มิตรภาพของพวกเธอกลับค่อยๆ พังทลายลง เพราะมีฝ่ายหนึ่งคิดเกินเพื่อน
ละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าในอดีต ‘การเล่นเพื่อน’ หรือการชอบเพศเดียวกัน ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ทำให้แซฟฟิกยุคนั้นมักเผชิญกับจุดจบที่ไม่ดี หรือไม่มีที่ยืนในสังคม ก่อให้เกิดเป็นไดอะล็อกสุดเจ็บปวดในละครที่ว่า “มันไม่ใช่โรคที่จะหายกันง่ายๆ นะมาลา”
ขณะที่มาลาไม่อาจรับได้กับความรักที่เพื่อนมีให้ ทว่า สำหรับ ‘เอินเอิน’ แล้ว เธอเชื่อว่า “การชอบเพศเดียวกันไม่ใช่โรค ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ และไม่สามารถบังคับให้เลิกรู้สึกตามที่คนอื่นบอกได้ เพราะมันคือความชอบส่วนบุคคล และความรู้สึกที่แท้จริงของคนคนหนึ่ง อยากให้ทุกคนเคารพความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น”
การแสดงบทบาทต่างๆ ทำให้ ‘เอินเอิน’ มองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมากขึ้น เพราะทุกตัวละครล้วนมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะด้วยฐานะทางการเงิน ความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือสภาพสังคม ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถเลือกความสุขของตัวเองได้ตามที่ต้องการ
จากมนุษย์เป็ดที่เคยเป็น Perfectionist จนบางครั้งก็กดดันตัวเองมากเกินไป จึงเริ่มเปลี่ยนแปลงมายด์เซ็ต และให้พื้นที่ตัวเองได้ผิดพลาดมากขึ้น เพราะคนเราไม่ได้เก่งในทุกด้านและทุกวัน ซึ่งหากถามว่าตอนนี้ ‘เอินเอิน’ มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงจะตอบว่า ‘ความฝัน’ แต่ตอนนี้เธอขอตอบว่า ‘ความสุข’
“Go with the unexpected ไม่รู้ว่าชีวิตในอนาคตจะเป็นยังไง แต่จะทำทุกวินาทีให้มีความสุขและคุ้มค่ามากที่สุด” - Motto ของเอินเอินวัย 21 ปี
กลัวที่จะเสียดาย
เธอคนนี้ได้ลองเรียนรู้และลงมือทำหลายสิ่งหลายอย่าง นับตั้งแต่การฝึกเล่นเครื่องดนตรีอย่างขิม กีตาร์ ไวโอลิน ไปจนถึงการเรียนยิมนาสติก ก่อนที่เธอจะพาตัวเองไปเปิดโลกกว้างไกลถึงประเทศอินเดียและนิวซีแลนด์
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเพราะโควิด-19 ทำให้เอินเอินต้องกลับมาอยู่ที่ไทย จึงตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขันในรายการ THE STAR IDOL ซึ่งเปรียบเสมือนใบเบิกทางสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัว ทำให้เธอมีเพลงเป็นของตัวเอง และมีโอกาสได้แสดงซีรีส์เรื่อง My Sassy Princess เจ้าหญิง 2022, Across the Sky ลัดฟ้าล่าฝัน และภาพยนตร์ ‘แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่าง เ ร า’ รวมถึงผลงานละครล่าสุดอย่าง ‘สอดสร้อยมาลา’
บางคนอาจจะไม่ชอบการเป็น ‘มนุษย์เป็ด’ แต่สำหรับเอินเอินแล้ว นี่คือชิ้นส่วนสำคัญของตัวตนเธอ “เอินรักการเป็นมนุษย์เป็ดมาก เพราะต่อให้ในตอนเด็ก เราจะไม่ได้เก่งที่สุดสักทาง แต่ ณ ตอนนี้ ทุกอย่างเป็นเครื่องมือให้เราได้หยิบใช้ในการทำงาน ความไม่สำเร็จในอดีตกลายเป็นของขวัญให้เราในปัจจุบัน เอินจึงเชื่อเสมอว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะร้ายหรือดี มันคือสิ่งที่ทำให้เอินเป็นเอินในทุกวันนี้”
ถึงเธอจะกล้าทำทุกอย่างเพื่อความฝัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่กลัว “ถ้าถามว่ากลัวไหม กลัวมากค่ะ แต่เอินเป็นคนที่ ‘กลัวจะเสียดาย’ มากกว่า กลัวว่าความกลัวจะทำให้เราเสียดายในอนาคต เราจึงเลือกที่จะทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่รัก เพราะถ้าเราอยากไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ เราก็ต้องผ่านบททดสอบต่างๆ อยู่ดี ฉะนั้น ถ้าเราหยุดทำตั้งแต่วันนี้ มันก็จะไม่มีวันไปถึงเป้าหมายได้เลย เราไม่รู้หรอกว่าทำไปแล้วจะสำเร็จไหม แต่อย่างน้อยก็ลองทำไปก่อนแล้วกัน” ด้วยมายด์เซ็ตนี้ทำให้เอินเอินไม่มีเรื่องที่เสียดายในชีวิตเลย
และก่อนที่จะเป็นมนุษย์เป็ด เอินเอินเล่าว่าเธอเป็น Perfectionist มากๆ ทำให้ก้าวข้ามความผิดพลาดได้ยาก แต่ทุกวันนี้เธอให้พื้นที่ตัวเองได้ผิดพลาดมากขึ้นแล้ว “ถ้าเป็นตอนเด็ก เราจะนึกถึงความผิดพลาดวนอยู่อย่างนั้นทั้งวัน เคยถึงขั้นร้องไห้เพราะร้องเพลงเสียงไม่ถึง แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วค่ะ ตั้งแต่เข้าวงการบันเทิง เอินเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดพลาดมากขึ้น คนเราไม่ได้เก่งทุกอย่าง และไม่ได้เก่งในทุกๆ วันด้วย วันนี้ทำได้ดี พรุ่งนี้อาจจะไม่ดีก็ได้ ซึ่งนี่คือเรื่องธรรมดาของชีวิตที่มีขึ้นและมีลง”
“ความผิดพลาดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมากๆ ทั้งสิ่งแวดล้อม ความรู้สึกของเรา ณ ตอนนั้น และประสบการณ์ที่ผ่านมา คนเราเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วินาที สิบนาทีที่แล้ว เราอาจจะคิดแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้เราอาจจะเปลี่ยนไปคิดอีกแบบก็ได้ ฉะนั้น เอินเลยพยายามบอกกับตัวเองว่าไม่ต้องกดดันมาก แค่อยู่กับปัจจุบัน แค่สนุกกับสิ่งที่ทำก็พอ”
ซึ่งหนึ่งในประสบการณ์ที่ทำให้เอินเอินมีความหัวใจที่แข็งแกร่งขึ้น นั่นคือคอมเมนต์แง่ลบในช่วงแข่งขันรายการ THE STAR IDOL “ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะรับมือยังไง เพราะยังเด็กมากค่ะ การทำงานในวงการบันเทิงคือสิ่งที่เราใฝ่ฝันมาตลอด แต่ก้าวแรกที่เข้ามา มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เราคิดไว้ ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงว่าเรา ทั้งที่เราทำเต็มที่ในระยะเวลาที่มีจำกัดแล้ว เราก็เสียใจที่เห็นคอมเมนต์ “น้องร้องไม่ดีเลย” ยิ่งเราเป็น Perfectionist อยู่แล้ว มันยิ่งทำให้รู้สึกเครียด และทำโชว์ต่อไม่ได้ สุดท้าย ครอบครัวก็เป็นคนที่คอยช่วยซัปพอร์ตเรา เฮียบอกกับเอินตลอดว่าจะต้องจัดการกับความคิดยังไง อะไรที่เราควรจะเก็บเป็นบทเรียน และอะไรที่เราควรจะปล่อยไป”
“จริงๆ มีช่วงหนึ่งที่คอมเมนต์ในแง่ลบทำให้เราด้อยค่าตัวเองไป ทำไมเราถึงทำสิ่งที่รักได้ไม่ดีเลย แต่ถ้าไม่ทำงานนี้แล้วจะไปทำงานอะไร กลับไปขายของที่บ้านจะเอาไหมล่ะ เราก็ไม่อยากทำอยู่ดี อย่างที่บอกว่า ชีวิตเราไม่ได้ดีมากๆ ในทุกวัน ไม่งั้นเราก็จะไม่มีทางได้เรียนรู้และเติบโต”
เส้นทางจาก ‘แฟลตเกิร์ล’ สู่ ‘สอดสร้อยมาลา’
ผลงานทั้งสองเรื่องเล่าถึงมิตรภาพของผู้หญิงสองคนที่แตกหักกันในภายหลังเหมือนกัน แต่เนื้อหาส่วนอื่นนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เอินเอินเล่า “สิ่งที่คล้ายคลึงกันคือ การเล่าถึงความสัมพันธ์ของเพื่อนผู้หญิงสองคนที่กำลังค้นหาตัวเองว่า เราจะไปในทิศทางไหนดี โดยสอดแทรกประเด็นแซฟฟิกเข้ามา แต่สิ่งที่แตกต่างของสองเรื่องนี้คือกรอบด้านบทบาทและฐานะ รวมถึงสภาพสังคมในแต่ละยุคสมัย ทำให้ตัวละคร ‘พี่แอน’ กับ ‘มาลา’ มีข้อจำกัด โอกาส หรือเงื่อนไขชีวิตที่ไม่เท่ากัน”
“ข้อจำกัดของตัวละคร ‘พี่แอน’ คือฐานะทางการเงินของครอบครัว ทำให้เขาอยากจะออกไปมีชีวิตที่ดีกว่านี้ อยากจะออกไปโบยบิน อยากทำตามความฝันในการแอร์โฮสเตส ซึ่งความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงวัย 18 ปี แต่สำหรับ ‘มาลา’ เป็นตัวละครที่ผ่านหลายช่วงวัย ตั้งแต่อายุ 16-40 ปี และใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้น ทำให้เขาไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ทั้งหมด เพราะมันมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นรอบตัวมาลา ทั้งสภาพแวดล้อม ความรู้สึกของเพื่อนรัก ผู้มีพระคุณ และคนที่เราชอบ ยิ่งมาลาโตขึ้น การตัดสินใจต่างๆ ของมาลาจะยิ่งส่งผลต่อคนอื่น ฉะนั้น มาลาจึงเลือกแค่ความสุขของตัวเองไม่ได้”
หากพูดถึงความแตกต่างระหว่าง ‘มาลา’ กับ ‘เอินเอิน’ เธอเล่าว่ามาลามีคาแรกเตอร์ที่เรียบร้อยมาก และเมื่อโตขึ้นก็จะยิ่งอยู่ในกรอบมากขึ้น จนช่วงอายุ 30 ปี ผู้ชมจะเห็นได้เลยว่าตัวละครนี้หาความสุขในชีวิตได้ยากมาก “มาลาผ่านเรื่องราวมากมายที่เอินในวัย 21 ยังไม่เคยได้สัมผัส ซึ่งในทุกครั้งที่แตกหักกับสร้อย ปัญหาก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และด้วยยุคสมัยที่ต่างกัน ทำให้ความคิดและการตัดสินใจของ ‘เอินเอิน’ ไม่เหมือนกับ ‘มาลา’ เพราะในยุคนี้ เอินสามารถเลือกทำในสิ่งที่ชอบได้ โดยไม่ได้เดือดร้อนใคร ขณะที่มาลาจะเลือกคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ และไม่ยอมมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นเลย”
“หลายคนอาจจะคิดว่า ‘มาลา’ ใจร้าย แต่เอินอยากให้ผู้ชมมองตัวละครนี้ให้ลึกกว่านั้น ในทุกการปฏิเสธทุกคำพูดของ ‘มาลา’ มีคำว่ารักเต็มไปหมด จริงๆ มาลาเลือกสร้อยก่อนตัวเองด้วยซ้ำค่ะ เหตุผลที่มาลาออกจากวังใหญ่ไม่ใช่เพราะต้องการปฏิเสธสร้อย แต่เพราะไม่อยากให้สร้อยต้องเจอเรื่องราวเหมือน ‘พี่หนู’ ที่ต้องจบชีวิตตัวเอง เนื่องจากการชอบเพศเดียวกันในยุคนั้นถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก”
‘การเล่นเพื่อน’ ไม่ใช่โรคหรืออารมณ์ชั่ววูบ
ละคร ‘สอดสร้อยมาลา’ เผยให้เห็นว่าผู้คนในอดีตยังไม่ยอมรับ ‘การเล่นเพื่อน’ ทำให้ ‘แซฟฟิก’ มักมีจุดจบที่ไม่ดี ซึ่งแม้แต่ตัวนักแสดงเองก็คาดไม่ถึงกับประเด็นนี้เหมือนกัน “ตอนอ่านบทละคร ‘สอดสร้อยมาลา’ ครั้งแรก เอินตกใจเหมือนกันว่า การชอบเพศเดียวกันในยุคนั้น มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ ต้องโดนตำรวจจับ หรือต้องจบชีวิตตัวเองเลยเหรอ ทั้งที่พวกเขาแค่มีความรักต่อกัน สำหรับเอินมองว่า ความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม การที่คนอื่นรักเรา นั่นเป็นเรื่องที่ดี ทำไมเราจะต้องต่อต้านด้วย มีคนรักก็ดีกว่ามีคนเกลียด”
“มันไม่ใช่โรคที่จะหายกันง่ายๆ นะมาลา” นี่คือไดอะล็อกของตัวละคร ‘สร้อย’ ที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดของ ‘แซฟฟิก’ ในยุคนั้น ซึ่งมักโดนสังคมรอบข้างแปะป้ายว่าการชอบเพศเดียวกันคือ ‘โรค’ ที่จำเป็นต้องรักษา ทว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายยุคหลายสมัย แต่ก็ยังมีพ่อแม่บางส่วนที่มองว่าการเป็นแซฟฟิกคือโรค หรืออารมณ์ชั่ววูบที่วันหนึ่งก็จะหายไป เช่น เดี๋ยวพอโตขึ้น ลูกก็คงกลับมาชอบผู้ชาย และอยากแต่งงานมีลูกเอง เป็นต้น
ซึ่งในประเด็นดังกล่าว เอินเอินมองว่า “การชอบเพศเดียวกันไม่ใช่โรค ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ และไม่สามารถบังคับให้เลิกรู้สึกตามที่คนอื่นบอกได้ เพราะมันคือความชอบส่วนบุคคล และความรู้สึกที่แท้จริงของคนคนหนึ่ง อยากให้ทุกคนเคารพความรู้สึกและรสนิยมทางเพศของคนอื่นมากขึ้น ทุกวันนี้ เอินก็ไม่ได้จำกัดว่าเราจะต้องมีความรักกับเพศไหน ถ้าเราสบายใจที่จะอยู่กับใคร เราก็อยู่กับคนนั้น เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันไหนเราจะไม่ได้เจอกันอีก ฉะนั้น ในวันที่ยังมีโอกาส เราก็อยากจะจดจำโมเมนต์ที่ดีที่สุดของเขาไว้”
“สำหรับเอิน ตัวละคร ‘สร้อย’ มีความกล้าหาญมากๆ ตั้งแต่เด็กจนโต ถึงมาลาจะปฏิเสธ แต่เขาก็ไม่เคยยอมแพ้หรือตัดใจเลย เพียงแค่เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเป็นแฟนกับมาลา สร้อยขอแค่ได้เห็นความสัมพันธ์ที่สวยงามนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ได้เห็นว่าอีกฝ่ายปลอดภัยและมีความสุข แค่นั้นก็พอแล้ว”
บางคนอาจจะรู้สึกไม่โอเค เมื่อเพื่อนสนิทมาสารภาพรัก เพราะรู้สึกเหมือนความเชื่อใจถูกทำลายลงไป แต่ในมุมของ ‘เอินเอิน’ เธอไม่ได้คิดเช่นนั้น “เอินไม่ได้มองว่าการแอบรักเพื่อนสนิทคือการทรยศความเป็นเพื่อน เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และความรู้สึกที่เขามีต่อเราก็เป็นสิ่งที่สวยงามมากๆ แล้วจะเรียกว่าทรยศได้ยังไง แต่เราอาจจะต้องคุยกันให้เข้าใจว่า ความสบายใจของทั้งสองฝ่ายคือจุดไหน เราจะอยู่ด้วยกันต่อไปในรูปแบบไหน”
เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
ตัวละคร ‘มาลา’ มีชีวิตอยู่เพื่อการรำ แล้วเอินเอินล่ะ มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? “ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะตอบว่า ‘ความฝัน’ แต่ถ้าตอนนี้ขอตอบว่า ‘ความสุข’ เพราะเอินแฮปปี้กับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้มาก เอิน appreciate กับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ง่ายขึ้น ถ้าวันนี้ทำงานเหนื่อย ขอแค่ได้กินของอร่อย ได้กินข้าวกับครอบครัว แค่นี้ก็สามารถกู้ชีพเราได้แล้ว ไม่ต้องมีอะไรมาก”
“จริงๆ ความฝันก็ยังเป็นเป้าหมายของเราอยู่นะ แต่เราเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่เราสามารถควบคุมได้ ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามโอกาสหรือโชคบ้าง อย่าไปเครียดกับมันมาก เกิดมาทั้งทีอ่ะ ขอมีความสุขเหอะ (หัวเราะ)”
นี่คือแง่คิดที่เอินเอินได้รับจาก ‘มาลา’ ซึ่งเป็นตัวละครที่ใช้ชีวิตแบบไม่มีความสุขเลยสักวัน ในขณะเดียวกัน การแสดงบทบาทอื่นๆ ก็ทำให้เอินเอินได้มองเห็นความคิดของแต่ละตัวละคร หากสิ่งไหนดีก็จะหยิบมาปรับใช้ แต่หากสิ่งไหนไม่ดีก็จะไม่ทำแบบนั้น
“เรามองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่มากขึ้น เพราะบางตัวละครเขาไม่มีโอกาสแบบเรา เช่น เมื่อก่อนพยายามจะหนีจากครอบครัว เพราะอยากอยู่กับเพื่อน แต่พอได้รับบทเป็น ‘พี่แอน’ เราก็มองเห็นคุณค่าของครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้อยากอยู่กับครอบครัวมากๆ”
แม้ตอนนี้เอินเอินจะทำความฝันของเด็ก 6 ขวบคนนั้นได้สำเร็จแล้ว แต่ก็ยังอยากพัฒนาตัวเองมากขึ้นไปอีก และสร้างเป้าหมายใหม่ไปเรื่อยๆ เหมือนกับการไล่เก็บแต้มแต่ละด่านของชีวิต
ฝากถึงเจ้าจิ๋ว ‘เอินเอิน’ วัย 6 ขวบ
“เก่งมากไอ้จิ๋วที่อนุญาตให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ ขอบคุณที่เด็กคนนั้นเชื่อใจตัวเองว่าทางนี้แหละที่ฉันจะไป ทางนี้แหละที่ฉันจะทำ ไม่ว่าใครจะไม่เชื่อในตัวเรา แต่เราก็ยังเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวเองว่าสักวันอาจจะเป็นวันของเรา”
บทความต้นฉบับได้ที่ : เชื่อเสียงหัวใจตัวเองมากกว่าสายตาของคนอื่น ‘เอินเอิน ฟาติมา’ จากละคร ‘สอดสร้อยมาลา’ ผู้หลงรักการแสดงตั้งแต่ 6 ขวบ และทุกวันนี้ขอมีชีวิตอยู่เพื่อความสุข
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Wonderfruit ‘Chapters Kyoto’ ชวนเปิดประสบการณ์ความ Wonder ในมุมใหม่ 22 - 25 ตุลาคมนี้ ที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น
- กฎหมายใหม่ตาลีบันกำหนดว่า หากเด็กผู้หญิง ‘เงียบ’ จะถือว่า ‘สมยอม’ ในการแต่งงานกับชายรุ่นใหญ่ แต่จะหย่า ต้องมีเงื่อนไขมากมาย และไปต่อสู้ในศาลเอง
- เชื่อเสียงหัวใจตัวเองมากกว่าสายตาของคนอื่น ‘เอินเอิน ฟาติมา’ จากละคร ‘สอดสร้อยมาลา’ ผู้หลงรักการแสดงตั้งแต่ 6 ขวบ และทุกวันนี้ขอมีชีวิตอยู่เพื่อความสุข
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com