โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“คณะกาหลอ” ดนตรีงานศพแห่งแดนใต้ ความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ที่ใกล้หมดลมหายใจ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 26 พ.ค. เวลา 08.29 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. เวลา 08.26 น.
คณะกาหลอ (ภาพจาก หนังสือ ลักษณะไทย เล่ม 3)

คณะกาหลอ ดนตรีงานศพแห่งแดนใต้

ถ้าจะกล่าวถึงเสียงดนตรีในงานอวมงคล หลายคนอาจนึกถึงเสียงจากวงปี่พาทย์นางหงส์ แต่วัฒนธรรมภาคใต้มีดนตรีงานศพที่คนท้องถิ่นผูกพันและยึดถือปฏิบัติสืบกันมาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง นั่นก็คือ “กาหลอ” วงดนตรีโบราณและพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์

ตำนานท้องถิ่นภาคใต้เล่ากันมาว่า ดนตรีกาหลอถือกำเนิดเมื่อสมัยพุทธกาล แต่ไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใด พระพุทธเจ้าทรงดำริให้มีเครื่องประโคมแห่นำพระเศียรของท้าวมหาพรหมเป็นครั้งแรก พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม จึงให้ศาสนิกชนนำมาใช้บ้าง และกำหนดให้ยึดถือเป็นประเพณีสืบมา

ในอดีตดนตรีกาหลอจะบรรเลงเฉพาะในงานศพ แต่ต่อมาจึงใช้ประโคมในงานบวชนาคด้วย (สำหรับนาคที่บวชไม่สึก) และงานขึ้นเบญจารดน้ำคนเฒ่าคนแก่ แต่ภายหลังไม่นิยมปฏิบัติกันแล้ว ทำให้ปัจจุบันนี้มีเฉพาะในงานศพเท่านั้น

สำหรับเครื่องดนตรีของการประโคมกาหลอ มีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ ปี่ฮ้อ หรือเรียกว่าปี่กาหลอ กลองทน (กลองโทน) และฆ้อง ล้วนแต่มีครูหมอสถิตอยู่ โดยเฉพาะปี่ฮ้อ คนใต้เชื่อว่าเสียงของปี่เป็นสื่อกลางอัญเชิญดวงวิญญาณให้เดินทางไปสู่ภพภูมิที่ดี ถือเป็นเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ต้องเก็บไว้บนหิ้งเหนือหัวนอนของหัวหน้าวง และห้ามผู้หญิงจับต้องปี่รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้รองตั้งโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจมีอันเป็นไป

เนื่องจากศาสตร์นี้ถือว่ามี “ครูหมอ” หรือ “ครูกาหลอ” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือกันมาช้านาน ไม่ใช่ใครนึกอยากจะหยิบเครื่องดนตรีมาเล่นได้ตามใจชอบ กาหลอจึงกำหนดธรรมเนียมให้คนบรรเลงต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น และจะต้องผ่านการทำพิธีครอบครูอย่างถูกต้อง ถ้าหากทำผิดธรรมเนียมอาจเกิดอาถรรพ์ที่เรียกว่า“ผิดครู” ได้เลยทีเดียว

ทุกครั้งที่จะนำปี่ขึ้นลงเพื่อไปใช้งาน จะต้องทำพิธีบูชาครูด้วยหมาก 3 คำกับเทียน 1 เล่ม และหากเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ จะต้องกล่าวคำขอขมาทันที

อีกทั้งยังมีกฎระเบียบที่กำหนดไว้ให้ผู้เล่นต้องปฏิบัติตาม คือ ต้องไม่พูดเท็จ ไม่ผิดลูกเมียใคร ห้ามนั่งร่วมเสื่อกับผู้หญิง ห้ามรับประทานของเหลือจากผู้อื่น และก่อนที่นักดนตรีจะรับประทานอาหารทุกครั้ง ต้องนำเครื่องดนตรีประทับลงบนสำรับเพื่อเซ่นให้ครูหมอทานก่อนเสมอ

ส่วนกลองโทนและฆ้อง แม้คนทั่วไปจะจับต้องได้ แต่ก็ห้ามตีเล่น และห้ามนำลอดราวผ้า ลอดใต้ถุน หรือปล่อยให้ใครเดินข้ามเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดความวิบัติ โดยในการจัดเก็บฆ้องและกลองโทนจะต้องแขวนไว้ในระดับเดียวกัน แต่ต้องต่ำกว่าปี่ฮ้อเสมอ

ในการบรรเลงดนตรีกาหลอ เจ้าภาพจะต้องเตรียมพื้นที่โรงพิธีและเครื่องบูชาครูให้เรียบร้อย เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ตกและนกกาบินกลับรัง คณะกาหลอจะเดินเข้าโรงเพื่อเริ่มพิธี หัวหน้าเป่าปี่เดินนำหน้า และลูกวงจะต้องวางกลองทนลงกับพื้นแล้วกลิ้งเข้าไปโดยห้ามหิ้วเด็ดขาด

เมื่อผู้ประโคมอยู่ข้างในโรงพิธีแล้วจะเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทันที ห้ามออกไปไหนจนกว่าจะเที่ยงวัน รวมถึงห้ามกินอะไรเลยนอกจากหมากและบุหรี่ ไม่รับของต่อจากผู้หญิง และห้ามเอ่ยทักทายใครเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นการนำเสนียดจัญไรเข้าโรงพิธี

เมื่อถึงเวลาเคลื่อนศพ จะตัดสายสิญจน์บนเพดานและรื้อหลังคาให้โหว่ ก่อนจะคำนวณทิศเพื่อหลบหลีก “หลาวเหล็ก” หรือทิศของความอัปมงคล แล้วจึงบรรเลงเพลงแม่บทนำดวงวิญญาณไปสู่ป่าช้า และต้องเดินย้อนกลับทางเดิมหลังจบพิธี

วัฒนธรรมการประโคมดนตรีกาหลอผูกพันกับวิถีชีวิตและความเชื่อของคนใต้อย่างเหนียวแน่น ชาวบ้านยังเชื่อด้วยว่า ถ้าวันใดเกิดได้ยินเสียงปี่ดังขึ้นมาโดยไร้ที่มาที่ไป นั่นคือลางบอกเหตุว่ากำลังจะมีคนเสียชีวิต บ้างก็ว่าหากเจ้าบ้านไม่อยู่ ครูหมอปี่ก็จะช่วยดูแลเฝ้าบ้านให้

ด้วยความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่กล่าวมานี้ นักดนตรีในคณะกาหลอทุกคนจึงต้องปฏิบัติตามกฎเหล็กและข้อห้ามอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้คาถาอาคมเสื่อมหรือเกิดสิ่งไม่ดีแก่ตนเองและครอบครัว ถ้าไม่ทำเช่นนี้ ครูหมอปี่จะทำให้ผู้เล่นหรือคนในครอบครัวต้องมีอันเป็นไป ซึ่งนักดนตรีทุกคนยังคงสืบทอดและยึดถือปฏิบัติกันมารุ่นสู่รุ่น

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน กาหลอกำลังเผชิญกับภาวะที่ใกล้จะสูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนใต้ เนื่องจากการจัดงานศพในยุคใหม่เน้นความสะดวกสบาย นิยมเปิดแผ่นเสียง หรือหันไปใช้วงปี่พาทย์นางหงส์จากภาคกลางแทน ทำให้คณะกาหลอโบราณลดน้อยถอยลงจนแทบจะนับคณะได้

แม้ดนตรีกาหลอจะต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของคณะดนตรีในยุคสมัยใหม่ จนทำให้ความเคร่งครัดในทางปฏิบัติลดลงไปบ้าง แต่ทุกครั้งที่จัดแสดงสาธิตหรือแสดงนอกเหนือจากบริบทของงานศพ จะต้องทำพิธีบอกกล่าวและขอขมาครู

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ชวน เพ็ชรแก้ว. (2541). กาหลอ.ลักษณะไทย เล่ม 3 ศิลปะการแสดง (หน้า 247-255). ไทยวัฒนาพานิช.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (ม.ป.ป.). กาหลอ. มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม. จาก https://ich-thailand.org/heritage/detail/6291e5b8978f238e61f77f7e

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 พฤษภาคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “คณะกาหลอ” ดนตรีงานศพแห่งแดนใต้ ความเชื่อศักดิ์สิทธิ์ที่ใกล้หมดลมหายใจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...