โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

MAT คาดเศรษฐกิจซึมยาว 3 ปี งบตลาดไทยหดตัวรอบ 14 ปี บิ๊กแบรนด์แห่ซบคอมเมิร์ซ ดักคนทิ้งรถเข็น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

นายกสมาคม MAT หวั่น GDP ปี 69 เสี่ยงดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ บิ๊กแบรนด์แห่แช่แข็งงบ หันลุยสมรภูมิคอมเมิร์ซดักทางนักช้อปออนไลน์ 75% ชอบ "ทิ้งรถเข็น" กดใส่ตะกร้าแต่ไม่กดจ่ายเงิน แนะกางตำรา "การตลาดช่วงสงคราม" เจาะเซกเมนต์คนรวย พลิกวิกฤตเป็นโบนัส SME

8 มิถุนายน 2569 ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและพฤติกรรมการตลาดตอนนี้ส่งสัญญาณชะลอตัวน่ากลัวมาก สะท้อนจาก GDP ปี 2025 ที่โตแค่ 1.8% ต่ำกว่าเป้าของรัฐบาลที่ตั้งไว้ 3%

“ปีที่ผ่านมา GDP ไทยโตเพียง 1.8% ซึ่งถือว่าต่ำมาก และการพยากรณ์รอบล่าสุดตัวเลขอาจลงไปถึงระดับที่อันตราย เปรียบเหมือนคนที่มีไข้สูงจนเกือบเสียชีวิต”

นอกจากนี้ MAT ยังคาดว่า GDP ปี 69 มีความเสี่ยงจะดิ่งต่ำที่สุดในประวัติการณ์เท่าที่เคยพยากรณ์มา และมองว่าวิกฤตซบเซารอบนี้จะลากยาวส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งนานกว่าที่คนทั่วไปคิดว่าจะจบใน 2 ปี โดยมีปัจจัยเร่งหลักๆ มาจาก 2 ส่วน คือ วัฏจักรธุรกิจที่เป็นขาลง และความไม่แน่นอนของการเมืองโลกจากการรับตำแหน่งปีแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนโยบายที่เปลี่ยนเร็วและผันผวนเกินไปของผู้นำสหรัฐฯ ได้ลดทอนความเชื่อมั่นของเอกชน ทำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนไม่กล้าเคาะงบลงทุนใหม่ๆ ความไม่นิ่งตรงนี้เลยทำให้ภาคธุรกิจเลือกชะลอแผนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจซึมยาวไปอีก 3 ปี

"ความแตกต่างระหว่าง GDP ระดับ 1.8% กับเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ เหมือนอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ที่พุ่งจาก 37.5 ไปเป็น 39 องศาเซลเซียส เปลี่ยนจากภาวะเริ่มป่วยไปสู่ภาวะวิกฤตขั้นอันตราย แม้ตัวเลขส่วนต่างจะดูน้อย แต่ในความเป็นจริงมันส่งสัญญาณเตือนที่อันตรายและรุนแรงมาก"

เบื้องหลังงบตลาดหดตัวรอบ 14 ปี: บิ๊กแบรนด์แห่ตัดงบ Content ทุ่มสมรภูมิ "คอมเมิร์ซ" ดักผู้บริโภคทิ้งรถเข็น

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าพิษเศรษฐกิจลามมาถึงงบการตลาดอย่างจัง โดยผลสำรวจพบว่านักการตลาดกว่า 70% เลือกที่จะ "แช่แข็ง" หรือลดงบประมาณลง ส่งผลให้ภาพรวมงบการตลาดติดลบ 1% ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ปี

“แม้แต่ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เมื่อคำนวณค่าเฉลี่ยรวมทุกอุตสาหกรรมแล้ว ตัวเลขงบประมาณก็ยังไม่มีการปรับตัวลดลงเท่าครั้งนี้”

ผศ.ดร.เอกก์ ขยายความว่า ถึงตัวเลขจะดูลดลงนิดเดียว แต่ในเชิงโครงสร้างถือว่าน่ากังวลเพราะไม่เคยลดลงเลยในรอบ 14 ปี เนื่องจากปกติธุรกิจจะมองงบการตลาดเป็นเหมือน "น้ำมัน" ที่คอยขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ถ้าเทียบกับแผนกอื่นอย่าง HR ที่โดนหั่นงบยับถึง 20-50% งบการตลาดที่ลดลง 1% นี้ถือเป็นส่วนที่ภาคธุรกิจพยายามยื้อและรักษาไว้ที่สุดแล้วภายใต้ความกดดันรอบด้าน

โดยกลุ่มที่เจ็บหนักสุดคือ 1. สื่อสิ่งพิมพ์และ PR ผ่านหนังสือพิมพ์ที่ดิ่งลงแรงมาก 2. งบโฆษณาทีวีที่ลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดลดไปอีก 4.5% และ 3. พฤติกรรมคนซื้อออนไลน์กว่า 75% ที่ชอบ"ทิ้งรถเข็น" คือเลือกของใส่ตะกร้าไว้แต่ไม่กดจ่ายเงิน (Cart Abandonment)

นอกจากนี้ เม็ดเงินโฆษณายังเปลี่ยนโครงสร้างชัดเจน ปีนี้งบส่วนใหญ่ไม่ได้เอาไปใช้ทำเนื้อหาหรือคอนเทนต์เป็นอันดับ 1 แล้ว แต่โยกไปฝั่ง "คอมเมิร์ซ" หรือช่องทางขายเพื่อจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายตรงๆ โดยนักการตลาดเจียดงบลงโฆษณาแค่ 5% แต่เทงบไปอัดในแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop สูงถึง 40% กลายเป็นว่าผู้ประกอบการต้องเจอต้นทุนการตลาดที่แพงขึ้นในฝั่งแพลตฟอร์ม ท่ามกลางงบรวมที่น้อยลง

"ปีนี้งบประมาณอันดับหนึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยภาคคอมเมิร์ซ มุ่งเน้นไปที่การทำโปรโมชั่นเพื่อปิดการขาย โดยภาคธุรกิจปรับลดงบการสร้างเนื้อหาลง แล้วหันไปทุ่มงบให้กับแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop สูงถึง 40% ขณะที่เหลืองบโฆษณาเพียง 5% ประเด็นสำคัญคือ งบประมาณการตลาดโดยรวมของเราลดลง แต่กลับต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในฝั่งของแพลตฟอร์มคอมเมิร์ซเหล่านี้"

กางตำรา 5 ม. "การตลาดช่วงสงคราม" พลิกเกมบิ๊กแบรนด์ถอยทัพ สู่ช่วงเวลาโบนัสของ SME เจาะเซกเมนต์คนรวย

ผศ.ดร.เอกก์ ชี้ว่านาทีนี้ภาคธุรกิจต้องรอดด้วยกลยุทธ์"การตลาดช่วงสงคราม" หรือแนวคิด 5 ม. ดังนี้:

  • การตลาดแม่น (Precision Marketing): บริหารงบที่มีจำกัดให้ปังที่สุด ใช้ดาต้าและ AI เข้าช่วย เช่น Google Performance Max รวมถึงทำ GEO (Generative Engine Optimization) รองรับระบบ AI อย่าง ChatGPT หรือ NotebookLM ให้คอยแนะนำแบรนด์เราแก่ผู้บริโภค
    • การตลาดหมอบ (Pause Marketing): เบรกแผนหรือกิจกรรมบางอย่างทันทีสัก 10-15% เพื่อเก็บกระแสเงินสดไว้ ยึดหลัก "เร็ว ช้า หนัก เบา"
    • การตลาดมุ่ง (Pursue Marketing): เลิกทำตลาดมหาชน (Mass Market) แล้วมุ่งไปกลุ่มเฉพาะ (Niche Market) ที่มีโอกาสชนะชัวร์ๆ เช่น แคมเปญเมนูชิซซ่าในโลก Roblox ของ KFC Thailand หรือทำสินค้าเจาะกลุ่มแม่เพิ่งคลอดลูก
    • การตลาดมิตร (Partnership Marketing): จับมือเป็นพันธมิตรช่วยกันแชร์ต้นทุนและแชร์ฐานลูกค้า เช่น AP คอลแลบกับ Swatch หรือ ไปรษณีย์ไทย ทำแคมเปญฟุตบอลโลกร่วมกับพาร์ทเนอร์
    • การตลาดมอบ (Planet/Purpose Marketing): โชว์ความจริงใจในการช่วยสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อซื้อใจคน เช่น โครงการเปลี่ยนขยะเป็นของใช้ให้คนงานก่อสร้างของแสนสิริ

สำหรับฝั่ง SME ผศ.ดร.เอกก์ มองว่าจังหวะที่แบรนด์ใหญ่พากันหมอบและลดงบแบบนี้แหละคือ "ช่วงเวลาโบนัส" ของคนตัวเล็ก เพราะพี่ใหญ่โครงสร้างเทอะทะ จะปั้นยอดโตเพิ่มแค่ 1% อาจต้องถมเงินถึง 100 ล้านบาท แต่สำหรับรายย่อย (S) ควักเงินเพิ่มแค่ 10,000 บาท สัดส่วนก็โตพุ่งถึง 10% แล้ว

ดังนั้น ถ้า SME กล้าลงทุนเพิ่มงบการตลาดในช่วงที่ยักษ์ใหญ่ถอย จะช่วยให้เรากินแชร์ในช่องว่างตลาดได้ง่ายขึ้น แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเลิกทำตลาดแบบหว่านแห แล้วหันมาใช้ "การตลาดมุ่ง" เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูงหรือกลุ่มคนรวยที่ไม่สะเทือนกับพิษเศรษฐกิจ เหมือนกรณีของ Thailand Privilege Card ที่ขายบัตรราคาถูกสุด 650,000 บาท ไปจนถึง 10 ล้านบาท แต่ก็ยังทำกำไรเนื้อๆ ได้หลักพันล้านบาทเหมือนเดิม

"กลุ่มผู้บริโภคระดับบนหรือกลุ่มคนรวย แม้จะมีการบ่นถึงสภาวะเศรษฐกิจ แต่พฤติกรรมการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่างประเทศหรือการเข้าใช้บริการสปาก็ยังคงดำเนินอยู่ตามปกติ ดังนั้น หากภาคธุรกิจหันมาจับตลาดกลุ่มนี้จะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการควรยุติการทำตลาดแบบมวลชน แล้วเปลี่ยนผ่านมาสู่การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มให้มากขึ้น"

ผ่าผลงานรัฐบาลครบ 2 เดือนซิวเกรด B จี้เร่งอุ้มธุรกิจ "กลุ่ม M" ป้องกันซัพพลายเชนพังเป็นโดมิโน

จากการทำงานของรัฐบาลที่กำลังจะครบ 2 เดือน ผศ.ดร.เอกก์ ให้เกรดผลงานไว้ที่ระดับ "B" (หรือ 7 คะแนน) โดยมีจุดเด่นเรื่องโครงสร้างการบริหารที่เปิดกว้าง ยอมดึงมือโปรและผู้ใหญ่จากภาคเอกชนเข้ามานั่งเป็นที่ปรึกษาร่วมวางนโยบาย และมีการกระจายอำนาจส่งไม้ต่อให้คนนอกเข้ามาช่วยขับเคลื่อนกระทรวงสำคัญอย่าง กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงาน

แต่ทางสมาคมฯ ก็มีข้อเสนอแนะด่วนว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนทิศทางการเยียวยา โดยหันมาปั๊มหัวใจกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง (Medium หรือกลุ่ม M) ที่มียอดขายเฉลี่ย 500 ล้านบาทต่อปีบ้าง เพราะตอนนี้เงินอุ้มและมาตรการต่างๆ มักจะไปกองอยู่แค่กลุ่มเล็ก (S) หรือไม่ก็กลุ่มยักษ์ใหญ่ (L) เท่านั้น

ความจริงแล้ว กลุ่ม M คือยุทธศาสตร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นแหล่งจ้างงานมหาศาล และเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่คอยซัพพอร์ตซื้อสินค้าจาก SME อีกทอดหนึ่ง ถ้าปล่อยให้พี่กลาง (M) ล้ม จะเกิดเอฟเฟกต์โดมิโนลากให้ SME พังครืนไปด้วย การเร่งอุ้มกลุ่มธุรกิจขนาดกลางจึงเหมือนการรักษาแม่ข่าย เพื่อให้ลูกข่ายทั้งหมดในระบบรอดตายและเดินหน้าต่อไปได้

พิมพ์เขียว "5 P" ตัวเร่งติดอาวุธนักการตลาดไทย

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การนำของ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล MAT ได้วางบทบาทเป็น"ตัวเร่ง" ยกระดับฝีมือนักการตลาดและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่าน 5 เสาหลัก คือ

  • Partnership (พันธมิตร): เน้นแท็กทีมระหว่างองค์กรใหญ่ SME และสายอาชีพอื่นๆ รวมถึงคอนเนกกับมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง Cornell และ Cambridge เพื่อดึงความรู้สากลมาอัปสกิลนักการตลาดไทย
  • Platform (แพลตฟอร์ม): เปิดพื้นที่ "Reverse Mentoring" ให้คนรุ่นใหม่ได้ปล่อยของและแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารระดับสูง พร้อมทำ Thailand Marketing Map ทุกไตรมาส คอยส่งสัญญาณเทรนด์ให้นักการตลาดเดินได้ถูกทิศถูกทาง
  • Planet (โลกและจริยธรรม): เน้นเรื่องจริยธรรมการตลาด โดยทำ "บัญญัติ 10 ประการ" เป็นไกด์ไลน์ให้กลุ่มนักค้ารุ่นใหม่ทำธุรกิจแบบยั่งยืนและถูกต้อง ไม่เอาเปรียบใคร
  • People (บุคลากร): ลุยโครงการ "Train the Trainers" พัฒนาอาจารย์ผู้สอนการตลาดทั่วประเทศ เพื่อปั้นให้นิสิตนักศึกษาจบใหม่มีทักษะพร้อมลุยงานจริงตรงสเปกที่ตลาดต้องการ
  • Profession (วิชาชีพ): ผลักดันระบบ Certification สอบวัดระดับมาตรฐานวิชาชีพเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้คนในวงการ พร้อมทั้งดูแลคุณภาพชีวิตของคนสายนี้แบบครบวงจร

ทั้ง 5 มิตินี้ จะเข้ามาเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้นักการตลาดไทยพร้อมรับมือกับทุกความผันผวนในระยะยาว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...