โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แล้วเราไม่รักกันตอนไหน? ปูตินปิดดีลได้กว่า 20 ฉบับ ทรัมป์ได้สัญญาใจ

Amarin TV

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
จีนโชว์บท “มหาอำนาจตัวจริง” เปิดบ้านรับทั้งทรัมป์และปูติน แต่รัสเซียปิดดีลกว่า 20 ฉบับ ขณะสหรัฐฯ กลับมือเปล่า

หลังจากวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซียได้เยือนประเทศจีนเพื่อพบปะ และหารือกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน และเพื่อเป็นการฉลองวันครบรอบ 25 ปีของสนธิสัญญาว่าด้วยเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมือปี 2001 โดยจีนได้เปิดฉากต้อนรับปูตินอย่างยิ่งใหญ่ และสมเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับด้วยพรมแดง เด็ก ๆ ที่โบกธงทั้ง 2 ประเทศ กองทหารเกียรติยศ เสียงปืนใหญ่ และวงโยธวาทิตนอกมหาศาลาประชาชน ก่อนจะเดินเข้าสู่มหาศาลาประชาชนเพื่อเปิดฉากการประชุมสุดยอด

การประชุมระหว่างผู้นำ 2 ประเทศนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเดินทางออกจากปักกิ่ง ภายหลังจากการหารือทางการค้า และทำข้อตกลงต่าง ๆ โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่า ‘ความไม่แน่นอนของนโยบายต่างประเทศของทรัมป์นั่นแหละ ที่ทำให้รัสเซีย และจีนรักกันมากขึ้น’

ดีล 5 ข้อระหว่างรัสเซีย กับจีน

ปูตินได้กล่าวชื่นชมการเยือนครั้งนี้ว่า เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และบรรลุผลลัพธ์งอกงาม ส่วนสี จิ้นผิงก็ได้กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญครั้งใหม่อย่างสมบูรณ์ โดยมีประเด็นดังนี้

1. การสร้าง ‘โลกหลายขั้วอำนาจ’

ทั้ง 2 ฝ่ายบอกจะสนับสนุนโลกที่มีขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และการทูตกระจายอยู่ในมือของหลาย ๆ ประเทศ ไม่กระจุกอยู่แค่ประเทศเดียว และทั้ง 2 ต่างออกมาต่อต้านความเป็น ‘เจ้าโลกขั้วอำนาจเดียว’ ของสหรัฐฯ ปูตินกล่าวเสริม “ชาติตะวันตกน่ะต้องการให้เกิดความขัดแย้ง เพื่อรักษาอำนาจนำของตนไว้ ซึ่งยุคของขั้วโลกอำนาจเดียวกำลังจะสิ้นสุดลง”

2. ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตีตัวห่างดออลาร์สหรัฐฯ

ทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนามในเอกสารข้อตกลงราว 40 ฉบับ โดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึงเกือบ 2.4 แสนล้านดอลลาร์ รัสเซียหันมาพึ่งพาเทคโนโลยี และการผลิตจากจีนมากขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเข้าส่วนประกอบเทคโนโลยีที่ถูกตะวันตกคว่ำบาตรผ่านจีนถึง 90% นอกจากนี้ ธุรกรรมการนำเข้า และส่งออกระหว่างรัสเซีย และจีนเกือบทั้งหมดชำระด้วยสกุลเงิน “รูเบิล และหยวน” โดยทั้งคู่ได้กล่าวว่า นี่คือการสร้างระบบการค้าที่มั่นคง และได้รับการปกป้องจากอิทธิพลภายนอก

3. ความสัมพันธ์ทวิภาคีแตะระดับ 'ไม่เคยมีมาก่อน'

ทำเนียบเครมลินระบุว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและยังคงพัฒนาต่อไป ความร่วมมือนี้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ กีฬา การศึกษา และสื่อมวลชน โดยในปีนี้ยังเป็นการฉลองครบรอบ 70 ปีความร่วมมือระหว่างสำนักข่าว TASS ของรัสเซีย และ Xinhua ของจีนอีกด้วย

4. การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

มีการบรรลุความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางและการก่อสร้างโครงการท่อส่งก๊าซ Siberia 2 ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จจะสามารถส่งก๊าซธรรมชาติของรัสเซียจำนวน 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีไปยังจีนผ่านทางมองโกเลีย ปัจจุบัน จีนได้กลายเป็นผู้ซื้อน้ำมันและพลังงานรายสำคัญของรัสเซีย โดยได้รับส่วนลดราคาพิเศษ หลังจากที่ตลาดทวีปยุโรปปิดประตูรับสินค้าจากรัสเซียอันเป็นผลมาจากสงครามในยูเครนและมาตรการกำหนดเพดานราคาของชาติตะวันตก

5. ปีแห่งการศึกษา

ผู้นำทั้งสองตกลงที่จะขยายโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย และแพลตฟอร์มการวิจัยต่าง ๆ เพื่อผลักดันการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า รัสเซียต้องการจีนมากกว่าที่จีนต้องการรัสเซีย โดยข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนคือ ปูตินต้องเดินทางกลับประเทศโดยที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายในโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 ซึ่งจะส่งก๊าซจากรัสเซียตอนกลางไปยังจีนผ่านมองโกเลีย โครงการนี้รัสเซียพยายามผลักดันมาหลายปีเพื่อชดเชยตลาดทวีปยุโรปที่สูญเสียไป แต่จีนยังคงไม่รีบร้อนที่จะตกลง เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากรัสเซียมากเกินไป และยังมีประเด็นเรื่องราคาที่ต้องเจรจา

วิเคราะห์เกม : การเยือนประเทศจีนของทั้ง 2 ประเทศ

สหรัฐ: ถึงทรัมป์ สหรัฐฯ ไม่ใช่ประเทศที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป

การมาเยือนของทรัมป์เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความมั่นใจที่เพิ่มสูงขึ้นของปักกิ่ง ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของจีน สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นประเทศที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป และจีนก็พร้อมที่จะแสดงออกถึงจุดยืนนี้ให้เห็นอย่างชัดเจน

สิ่งนี้สังเกตได้จากสไตล์การเจรจา และท่าทีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่มีต่อทรัมป์ ตั้งแต่การจับมือที่ค่อนข้างห่างเหิน ไปจนถึงภาษากายที่แสดงออกถึงความเหนือกว่าตลอดการประชุม ซึ่งเป็นการส่งข้อความโดยนัยว่า กรุงวอชิงตันมีอำนาจ และอิทธิพลต่อปักกิ่งน้อยลงกว่าในอดีตมาก โดยนักวิเคราะห์มองว่า ความไม่แน่นอนของทรัมป์ ประกอบกับการที่ทรัมป์กำลังติดหล่ม และคะแนนนิยมตกต่ำจากสงครามในตะวันออกกลาง ได้เปิดโอกาสให้จีนก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯ

ผลลัพธ์ของการเจรจายิ่งตอกย้ำสถานการณ์นี้ ทรัมป์เดินทางออกจากจีนโดยไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ไม่มีการแถลงข่าวร่วม และไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกี่ยวกับประเด็นอิหร่านหรือไต้หวัน

นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุด คือการที่สี จิ้นผิง หยิบยกแนวคิด ‘กับดักธูซิดิส ’ ขึ้นมากล่าวถึงระหว่างการพบปะกับทรัมป์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ระบุว่า การผงาดขึ้นของมหาอำนาจใหม่ย่อมคุกคามมหาอำนาจเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเสี่ยงที่จะนำไปสู่สงคราม สี จิ้นผิง ได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถก้าวข้ามกับดักนี้ และสร้างแบบแผนความสัมพันธ์ใหม่ได้หรือไม่ ความตรงไปตรงมาในครั้งนี้คือการเตือนสหรัฐฯ ว่า หากยังคงใช้กลยุทธ์ปิดล้อมเพื่อต่อต้านการเติบโตของจีน สหรัฐฯ เองอาจเป็นผู้จุดชนวนวิกฤตครั้งใหญ่

รัสเซีย : ถึงเพื่อนรัก โครงการท่อส่งก๊าซอาจจะยัง

ในทางตรงกันข้าม การต้อนรับประธานาธิบดีปูติน เต็มไปด้วยบรรยากาศของความเป็นมิตร ปูตินและสีเรียกขานกันและกันว่า "เพื่อนเก่า" และ "เพื่อนรัก" ปูตินเดินทางกลับบ้านพร้อมกับข้อตกลงมากกว่า 20 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความร่วมมือด้านการค้า เทคโนโลยี ไปจนถึงสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพความสัมพันธ์จะดูแนบแน่นและมีข้อตกลงมากมาย แต่เบื้องหลังนั้นคือ "ความไม่เท่าเทียม" สงครามในยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก ทำให้รัสเซียถูกโดดเดี่ยวและต้องกลายมาเป็นฝ่ายพึ่งพาจีนอย่างหนัก ปูตินพยายามผลักดันโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 อย่างเต็มที่เพื่อหาตลาดใหม่ทดแทนยุโรป แต่สี จิ้นผิง กลับไม่มีท่าทีเร่งรีบ และปล่อยให้ปูตินต้องเดินทางกลับโดยที่ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้ายในเรื่องนี้ สิ่งนี้อาจเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า จีนคือผู้ถือไพ่เหนือกว่า และเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขอย่างแท้จริง

วิเคราะห์เกม: เมื่อจีนเป็นผู้กุมอำนาจเหนือ

การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงสามารถถือไพ่เหนือกว่า และกำหนดทิศทางการเจรจาได้ เป็นเพราะทั้งทรัมป์ และปูตินต่างก็กำลังติดหล่มอยู่ในสงครามที่ยืดเยื้อ และมีค่าใช้จ่ายสูง สำหรับทรัมป์ สงครามในตะวันออกกลางได้กลายเป็นวิกฤตระดับโลกที่ฉุดคะแนนนิยมในประเทศ ส่วนปูตินก็ถูกโดดเดี่ยวจากสงครามในยูเครนที่เข้าสู่ปีที่ 5

อย่างไรก็ตาม บทบาทผู้สร้างสันติภาพบนเวทีโลกของจีนยังคงถูกตั้งคำถาม สี จิ้นผิง เรียกร้องให้ปูตินช่วยผลักดันให้ยุติสงครามในอิหร่านอย่างเร่งด่วน เนื่องจากวิกฤตการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ด้านน้ำมันของจีน แต่ในขณะเดียวกัน จีนกลับนิ่งเงียบ และไม่เอ่ยถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซียเลย

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่จีนเลือกที่จะเงียบในประเด็นยูเครน เป็นเพราะกังวลว่าจะสูญเสียพันธมิตรสำคัญ และเกรงความไม่มั่นคงหากปูตินแพ้สงคราม ทว่า การเรียกร้องสันติภาพในพื้นที่หนึ่ง แต่เมินเฉยต่ออีกพื้นที่หนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของจีน ในสายตาของยุโรป และสร้างความเสี่ยงในช่วงเวลาที่ทางการจีนกำลังพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการค้าเพื่อพยุงเศรษฐกิจของตนเอง

สรุปการเปิดบ้านของประเทศจีน

การเปิดบ้านต้อนรับผู้นำทั้งสองในเวลาไล่เลี่ยกัน คือยุทธศาสตร์ที่ สี จิ้นผิง ใช้เพื่อส่งสัญญาณถึงความเป็นอิสระ ความมั่นใจ และการยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า "วอชิงตันไม่ใช่เมืองหลวงเพียงแห่งเดียวที่มีความสำคัญต่อจีนอีกต่อไป" จีนมีอำนาจมากพอที่จะกดดันสหรัฐฯ ด้วยความนิ่งเฉย ในขณะเดียวกันก็มีอำนาจมากพอที่จะกำหนดทิศทางความร่วมมือกับรัสเซียได้ตามที่ตนเองได้ประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีสีเรียกร้องให้ยุติสงครามในอิหร่านซึ่งเป็นปัญหาของสหรัฐฯ อย่างเร่งด่วน แต่กลับปิดปากเงียบเรื่องสงครามยูเครนของรัสเซีย ก็เป็นอีกหนึ่งการดำเนินนโยบายที่สะท้อนให้เห็นว่า จีนพร้อมจะเล่นบทบาทผู้สร้างสันติภาพ ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของตนเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...