โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง เมื่อวิชาที่รัฐ…อยากสอน อาจไม่ใช่สิ่งที่นักเรียนอยากรู้-ตั้งคำถาม

Thai PBS

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ถ้าวิชาประวัติศาสตร์มีไว้ให้ “จำ” และหน้าที่พลเมืองมีไว้ให้ “ปฏิบัติตาม” แล้วการเรียนรู้จะสร้างพลเมืองแบบไหน ?

คำถามนี้อาจกำลังถูกท้าทายอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลเดินหน้าผลักดันการเรียนการสอน วิชา ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ให้เข้มข้นขึ้น พร้อมวางเป้าหมายให้ผู้เรียนเข้าใจความเป็นมาของชาติ รู้บทบาทของตนเอง และมีทักษะคิดวิเคราะห์

แต่อีกด้านนักเรียนจำนวนไม่น้อยกลับกำลังตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ห้องเรียนเปิดกว้างขึ้นจริงหรือไม่ ?

เพราะสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น อาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มเนื้อหา หรือเปลี่ยนวิธีสอน แต่คือการได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากหลายมุมมอง มีพื้นที่ตั้งคำถาม และทำความเข้าใจความจริงที่อาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

การปฏิรูปวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง อาจต้องเริ่มต้นจากการย้อนมองห้องเรียนว่า วันนี้เด็กกำลังเรียนรู้อะไร ? และกำลังถูกทำให้เป็น “พลเมืองแบบไหน” ?

และสิ่งที่รัฐต้องการผลักดันนั้นสอดคล้องกับความคาดหวังของพวกเขามากน้อยเพียงใด ?

“เรียนมา แต่จำไม่ได้” ปัญหาในทุกยุคของห้องเรียน

“วิชาหน้าที่พลเมืองไม่ได้อะไรเลย จำไม่ได้ว่าเรียนอะไร เหมือนตอนเช้านั่งท่องความดี 12 ประการ ต้องรักชาติ ทำตัวเป็นคนดีตามที่สังคมไทยต้องการ ส่วนประวัติศาสตร์ ก็เรียนตั้งแต่สมัยสุโขทัย และไล่มา 4 ยุค เน้นให้ท่องจำ”

เสียงสะท้อนจาก เอ (นามสมมติ) นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ย้อนเรื่องราวชีวิตในห้องเรียนช่วงมัธยมฯ กับการได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง โดยยอมรับว่า วันนี้ชีวิตในมหาวิทยาลัยกลับแทบไม่เหลือความรู้หรือทักษะจากวิชานี้ ที่จะสามารถนำไปใช้ต่อยอดใช้จริงได้เลย ทั้งในการเรียนและการใช้ชีวิตและก็เชื่อว่าปัญหานี้ก็ยังคงอยู่ในห้องเรียนปัจจุบัน

“วิชาหน้าที่พลเมืองก็จะเรียนกฎหมายพื้นฐาน ทำตามค่านิยมของสังคม ส่วนประวัติศาสตร์ก็เน้นเรียนประวัติศาตร์ไทย เรียนแบบท่องจำเหมือนเรียนชีวะ ทั้งเวลาเรียนและตอนสอบ โรงเรียนไม่เน้นเรื่องการวิเคราะห์ในการตอบ”

เป็นอีกเสียงสะท้อนจาก บี (นามสมมติ) นักเรียนชั้น ม.6 สายวิทย์-คณิตฯ โรงเรียนรัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง และเธอยังเป็นถึงหัวหน้าชมรมประวัติศาสตร์ กลับยอมรับว่า แม้จะชื่นชอบวิชาประวัติศาสตร์เป็นการส่วนตัว แต่รูปแบบการเรียนการสอนในโรงเรียนกลับไม่เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามหรือวิเคราะห์เนื้อหา จนหลายครั้งความรู้ที่ค้นคว้าเองนอกห้องเรียนกลับน่าสนใจกว่าบทเรียนในระบบ

ประวัติศาสตร์ด้านเดียว กับความต้องการเห็นหลายมุมมอง

“ประวัติศาสตร์ไทยส่วนมากที่เรียนเป็นประวัติศาสตร์ที่เขียนแบน ๆ ไปในมุมเดียว เข้าข้างประเทศไทยพอสมควร อาจเป็นการสร้างชาตินิยมในทางของรัฐ เป็นประวัติศาสตร์ด้านเดียวที่ส่งเสริมความเป็นชาตินิยม”

บี สะท้อนมุมมองการเรียนประวัติศาสตร์ ซึ่งในโรงเรียนมักให้ความสำคัญกับการจดจำเหตุการณ์ และนโยบายในแต่ละยุคสมัย มากกว่าการทำความเข้าใจที่มาที่ไปหรือเหตุผลเบื้องหลังของสิ่งเหล่านั้น สำหรับเธอ ห้องเรียนประวัติศาสตร์มักให้ความสำคัญกับ เรื่องที่ต้องจำ ตามที่รัฐต้องการนำเสนอ มากกว่าการมองเหตุการณ์เดียวกันจากหลายมุมมอง

ขณะที่วิชาหน้าที่พลเมือง เธอยอมรับว่า มีส่วนช่วยให้เข้าใจการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและการเคารพกติกาของสังคม แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นการปรับตัวให้สอดคล้องกับค่านิยมที่สังคมกำหนด มากกว่าการสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิด หรือพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน

“สิ่งหนึ่งที่อยากให้มีมากกว่านี้ คือการสอนให้คิดเป็น และไม่คล้อยตามคนอื่นง่าย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่หนูไม่ค่อยได้เรียนจากวิชาหน้าที่พลเมือง”

มุมมองดังกล่าวยังสอดคล้องกับ ซี (นามสมมติ) นักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนเดียวกัน ซึ่งมองว่า ประวัติศาสตร์ที่เรียนในห้องเรียนมักบอกเล่าถึงบุคคลสำคัญมากกว่าการทำความเข้าใจเรื่องราวหรือความซับซ้อนของเหตุการณ์ในอดีต

“ประวัติศาสตร์ที่เรียนเป็นแนวให้เรารู้จักคนคนหนึ่งและยกย่องคนคนหนึ่งขึ้นมา ไม่ได้ทำความเข้าใจแล้วคิดวิเคราะห์ว่าทำไม ? เราถึงต้องเรียนประวัติศาสตร์”

ส่วนวิชาหน้าที่พลเมือง เธอมองว่าเนื้อหาหลายเรื่องเป็นการบอกให้รู้ถึงกฎเกณฑ์และบทบาทที่สังคมคาดหวัง มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถามหรืออภิปรายต่อประเด็นเหล่านั้น สุดท้ายการเรียนก็เป็นไปเพื่อการสอบมากกว่า

สำหรับ เอ ซึ่งจบการศึกษาระดับมัธยมฯ ไปแล้ว ก็มองว่า ประวัติศาสตร์ในโรงเรียนมักให้ความสำคัญกับเรื่องราวของชนชั้นนำเป็นหลัก ขณะที่วิถีชีวิต ความคิด และบทบาทของประชาชนทั่วไปในแต่ละยุคสมัยกลับแทบไม่ได้รับการกล่าวถึง จนทำให้ภาพของอดีตที่ผู้เรียนได้รับไม่รอบด้านเท่าที่ควร

นอกจากนี้ เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าประวัติศาสตร์ร่วมสมัยและเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญบางช่วงก็ได้รับพื้นที่ในบทเรียนน้อย ส่งผลให้ผู้เรียนขาดโอกาสในการทำความเข้าใจความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลง และบทเรียนจากอดีตในมุมมองที่หลากหลาย

“พวกเหตุการณ์ 14 ตุลา มีอยู่ในหนังสือประมาณไม่กี่หน้าเอง ถ้าจะเรียนก็ควรได้เรียนให้ลึกกว่านี้ ควรนำเสนอทั้งด้านดีและด้านเสีย ไม่ใช่เห็นแค่ด้านเดียว เพราะถ้าจะให้เรียนประวัติศาสตร์ก็ควรเปิดให้เห็นหลายมุมมองและชวนให้คิดวิเคราะห์กับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตด้วย”

จะกี่ปีผ่านไป ทำไม ? การเรียนยังคงอยู่ในวังวนเดิม

จากมุมมองทั้งผู้ที่เรียนจบไปแล้ว และผู้ที่ยังอยู่ในระบบการศึกษา ทำให้เห็นปัญหาร่วมกัน นั่นคือ การเรียนการสอนยังคงเน้นการจดจำเนื้อหา นำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองหลักเพียงด้านเดียว และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนตั้งคำถามและถกเถียกต่อประเด็นต่าง ๆ ได้น้อย

ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของหลักสูตรในหลายช่วงเวลาที่มักยังให้ความสำคัญกับการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติ เน้นเรื่องสงคราม และบุคคลสำคัญ มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ตีความหรือมองประวัติศาสตร์จากหลายมุมมอง

ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แม้จะมีความพยายามปรับปรุงหลักสูตรอยู่หลายครั้ง แต่ปัญหาสำคัญคือเนื้อหาที่ใช้ในการเรียนการสอนกลับไม่ได้ปรับตัวตามไปด้วย ตำราเรียนจำนวนมากยังคงเป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์แบบเน้นเนื้อหา เช่น ใครรบกับใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นเมื่อใด มากกว่าการชวนผู้เรียนพิจารณาหลักฐาน เปรียบเทียบข้อมูล หรือฝึกการตีความเรื่องราวอดีตด้วยตนเอง

นอกจากปัญหาด้านเนื้อหาแล้ว ระบบการพัฒนาบุคลากรก็เป็นอีกปัญหาที่สำคัญ เพราะครูจำนวนไม่น้อยไม่ได้จบการศึกษาโดยตรงในสาขาประวัติศาสตร์หรือหน้าที่พลเมือง ส่งผลให้คุณภาพการเรียนการสอนแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม ผศ.พิพัฒน์ มองว่า วิชาเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ เพราะเป็นวิชาที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจที่มาของตนเอง สังคม และความหลากหลายของผู้คน อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ยังช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ของโลกในปัจจุบัน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลและรู้เท่าทันการสร้างเรื่องเล่าต่าง ๆ ในสังคมได้

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ บี ซึ่งมองว่า แม้รูปแบบการเรียนการสอนตอนนี้จะยังเน้นการท่องจำ แต่เธอไม่ได้เห็นด้วยกับการละเลยวิชาประวัติศาสตร์หรือหน้าที่พลเมือง เพราะสำหรับเธอ ประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนที่ช่วยให้สังคมเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมาในอดีต อีกทั้งยังเป็นเป็นรากฐานสำคัญของการคิดวิเคราะห์ และการทำความเข้าใจโลก

การคิดวิเคราะห์บนพื้นฐานความรักชาติ

แม้ภาครัฐจะประกาศแนวทางยกระดับการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์มากขึ้น เพื่อลดปัญหาการเรียนแบบท่องจำที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มายาวนาน แต่ในมุมของนักเรียนกลับยังไม่มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะกรอบการเรียนรู้ยังคงให้ความสำคัญกับพัฒนาการของชาติไทยเป็นหลัก

“คิดว่าจากสถานการณ์ตอนนี้ ถ้ามีการปรับปรุงหลักสูตร ก็อาจทำให้เนื้อหาไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น และเน้นความเป็นชาตินิยมมากขึ้น ไม่ได้คิดว่าจะทำให้เกิด Critical Thinking”

เป็นสิ่งที่ บี สะท้อนความกังวลว่า การปรับปรุงหลักสูตรในครั้งนี้อาจยังคงให้น้ำหนักกับการปลูกฝังความรักชาติ มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์อย่างแท้จริง

ขณะที่ ซี ก็มองว่า การส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาและเห็นประโยชน์ของการเรียนมากขึ้น แต่เธอก็ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องความรักชาติว่าประเด็นนี้อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่รัฐต้องเอาแต่ปลูกฝังผ่านบทเรียน

“คนรุ่นหนูตอนนี้หันมาสนใจความเป็นไทยมากขึ้น แต่ก่อนไม่ได้มีใครสนใจความเป็นไทยมากขนาดนั้น รู้สึกว่าถ้าคนมันจะรักชาติ มันรักได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องบอกให้รักเลย ไม่จำเป็นต้องปลูกฝังผ่านโรงเรียน ถ้าอยากให้คนรักชาติ ก็ทำให้ชาติมันดี เดี๋ยวคนจะรักเอง”

แนวทางของรัฐที่ต้องการผลักดันให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ และรู้จักตั้งคำถามต่อข้อมูล สำหรับ ผศ.พิพัฒน์ ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจ แต่โจทย์สำคัญ คือ แนวคิดดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นภายใต้แนวทางการเรียนการสอนแบบเดิม ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างพลเมืองที่มีระเบียบวินัย เชื่อฟัง และยึดโยงอยู่กับอัตลักษณ์ความเป็นชาติ

วิชาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยังมีลักษณะของการเรียนรู้แบบเรียงลำดับเหตุการณ์ เน้นความขัดแย้ง และการแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ขณะที่การส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้เกิดการตั้งคำถาม ถกเถียง และการพิจารณาหลักฐานจากหลากหลายมุมมองมากขึ้น

แม้เนื้อหาประวัติศาสตร์จะมีศักยภาพในการนำมาวิพากษ์ วิเคราะห์ หรือเปรียบเทียบหลักฐานได้ แต่ในทางปฏิบัติ ห้องเรียนประวัติศาสตร์ยังมีข้อจำกัด ที่ทำให้การถกเถียงบางเรื่องไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่

“พื้นที่ของประวัติศาสตร์ยังไม่เป็นพื้นที่เปิด ทั้งที่ห้องเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถถกเถียงกันได้ ในทุกสังคมมีทั้งเรื่องที่พูดได้และเรื่องที่ถูกห้าม ขึ้นอยู่กับการเลือกของรัฐว่าจะเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้และตั้งคำถามได้มากแค่ไหน”

ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์

สร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ เท่าทันความเปลี่ยนแปลง

นอกจากประเด็นด้านเนื้อหาและวิธีการเรียนการสอนแล้ว การปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองของรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพผ่านการเรียนรู้รากเหง้าทางประวัติศาสตร์และความเป็นชาติ ยังนำไปสู่คำถามสำคัญว่า… พลเมืองที่มีคุณภาพ ในมุมมองของรัฐและของผู้เรียนเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ ?

ซี ตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า “พลเมืองที่มีคุณภาพ” ถูกใช้บ่อยในนโยบายการศึกษา แต่ความหมายของคำนี้กลับกว้างและตีความได้หลากหลาย

“พลเมืองที่มีคุณภาพ อาจหมายถึงคนที่มีความรู้ความสามารถจนสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ประเทศ หรืออาจเป็นคนที่มีศีลธรรม คอยช่วยเหลือและอุทิศตนเพื่อส่วนรวม นิยามมันมีได้หลายแบบขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนมอง”

เธอยังมองว่า หากเป้าหมายของวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง มุ่งไปที่การสร้างคนดีหรือปลูกฝังคุณธรรมเพียงอย่างเดียว มันอาจไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จได้ง่าย ๆ ผ่านการเคี่ยวเข็ญในห้องเรียนช่วงวัยรุ่น เพราะรากฐานพฤติกรรมและค่านิยมของคนเรา ส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมและฝังลึกมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว

ขณะเดียวกัน เอ ได้บอกเล่ามุมมองถึง ช่องว่างทางความคิด ระหว่างผู้เรียนกับผู้ออกแบบหลักสูตรว่า อาจมีมุมมองต่อพลเมืองที่มีคุณภาพแตกต่างกัน โดยฝ่ายภาครัฐอาจให้ความสำคัญกับความรักและความภักดีต่อชาติ

ขณะที่เธอมองว่า ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว พลเมืองที่มีคุณภาพควรหมายถึงผู้ที่สามารถปรับตัวและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกได้

ท้ายที่สุดแล้ว เสียงจากผู้เรียนไม่ได้ปฏิเสธวิชาประวัติศาสตร์หรือหน้าที่พลเมือง หากแต่สะท้อนความต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไป จากการจดจำเนื้อหาและค่านิยมที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ไปสู่การทำความเข้าใจเหตุผล ความเป็นมา และความซับซ้อนของสังคม เพื่อปรับตัวให้เท่าทันโลก

ในขณะที่ภาครัฐกำลังเดินหน้ายกระดับวิชาดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างความรักชาติและพัฒนาพลเมืองที่มีคุณภาพ เสียงจากห้องเรียนกลับสะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า แนวคิดเรื่องพลเมืองที่มีคุณภาพ อาจไม่ได้มีความหมายเพียงแบบเดียว แต่สามารถตีความได้หลากหลายตามมุมมองของผู้คน

ดังนั้นในห้วงเวลาแห่งความพยายามเปลี่ยนแปลงวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองอีกครั้ง สิ่งที่ผู้เรียนคาดหวังอาจหมายถึงหัวใจสำคัญที่ต้องการให้เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และตีความประเด็นจากมุมมองที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังมาอย่างยาวนานและยกระดับให้ 2 วิชานี้ตอบโจทย์นักเรียนยุคใหม่ได้มากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

“นายกฯ” นำทีมไทยแลนด์เยือนจีนอย่างเป็นทางการ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เขตดินแดงแจ้งเลี่ยงเส้นทาง เหตุ "น้ำผุดกลางถนน" แยกเดอะพร้อม

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สาวรับหิ้วของเอะใจ พัสดุหนักผิดปกติ เปิดเจอยาไอซ์ซุกกระปุกมะขามเปียก

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เปิด 5 นวัตกรรม แก้ปัญหาสังคม – สุขภาพ เตรียมขยายผลครอบคลุมทุกช่วงวัย

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...