ทำไมไทยต้องไป "คาซัคสถาน" โลกเปลี่ยน ต้องหาพันธมิตรใหม่?
ปฐมบท: คาซัคสถานกำลังเดิมพันอะไร?
หากมองจากหน้าต่างรถระหว่างเดินทางออกจากเมืองอัลมาตี เมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐคาซัคสถาน ภาพที่เห็นจากหน้าต่างนั้นอาจเป็นเพียงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดสายตา ภูเขาสูงตระหง่าน และถนนสายใหม่ที่ทอดยาวออกไป พร้อมๆ กับเครนก่อสร้างที่อยู่ไกลออกไป
แต่สำหรับรัฐบาลคาซัคสถาน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างเมืองแห่งใหม่ หากแต่คือการออกแบบอนาคตของประเทศ…
ตลอดหลายวันที่ได้มีโอกาสร่วมคณะผู้แทนไทยและเหล่านักธุรกิจ ผู้ประกอบการในหลากหลายประเภทบริษัทของไทยเยือนคาซัคสถาน สิ่งที่ได้ค้นพบไม่ใช่เพียงเวทีเจรจาการค้า หรือการะพบปะกันของนักธุรกิจ นักลงทุนเท่านั้น หากคือภาพใหญ่ของประเทศนี้ที่กำลังเร่งสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” (Economic Engine) ตัวใหม่เพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป
รัฐบาลคาซัคสถานกำลังลงทุนพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งเมืองใหม่ เขตอุตสาหกรรม ศูนย์โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานหมุนเวียน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการแพทย์และการบริการ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก และลดการพึ่งพาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
คำถามสำคัญในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่ “คาซัคสถานกำลังสร้างอะไร?” แต่เป็น “ทำไมประเทศนี้จึงเลือกลงทุนกับอนาคตในเวลาแบบนี้? และคำตอบอาจเกี่ยวข้องกับประเทศไทยมากกว่าที่หลายคนคิดก็เป็นได้
บทที่ 2: ทำไมคนไทยจึงควรรู้จัก “คาซัคสถาน”
หากถามคนไทยว่า “คาซัคสถานอยู่ตรงไหน?” เชื่อว่า หลายคนอาจนึกภาพยังไม่ออกมากนัก หรือสำหรับบางคน ปรเทศนี้อาจเป็นเพียงชื่อหนึ่งบนแผนที่เอเชียกลาง เป็นอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต หรือดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากประเทศไทย
แต่เมื่อได้เดินทางมาถึงเมืองอัลมาตี ภาพจำเหล่านั้นก็เริ่มเปลี่ยนไป มหานครที่มีฉากหลังเป็นเทือกเขาเทียนซาไม่ได้สะท้อนภาพของประเทศที่กำลังหยุดนิ่ง หากกลับเต็มไปด้วยพลังของเมืองที่กำลังเติบโตขึ้น ทั้งถนนสายใหม่ โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ศูนย์ธุรกิจ และผู้คนจากหลากหลายประเทศที่เดินทางเข้ามาแสวงโอกาส
คาซัคสถานอาจมีประชากรเพียงราว 22 ล้านคน แต่ในเชิงเศรษฐกิจกลับเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าประเทศไทย และกำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงระหว่างจีน รัสเซีย เอเชียกลาง และยุโรป ผ่านเส้นทางขนส่งระหว่างทวีปที่เรียกว่า “Middle Corridor”
และไม่ใช่เพราะขนาดของตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เพราะศักยภาพในการเป็น “ประตู” ไปสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าหลายเท่า
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายภาพของคาซัคสถานในการเยือนครั้งนี้ด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายว่า
“จริงๆ แล้ว มาคาซัคสถาน บิน 6 ชั่วโมงเหมือนไปญี่ปุ่น”
ประโยคสั้นๆ นี้อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะระยะเวลาการเดินทางไม่ได้ไกลเลย นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวต่อว่า “ถ้าใครมาเห็นคาซัคสถาน ก็คงจะมีความประทับใจในความก้าวหน้าของเขา”
ไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าของอาคารสูง ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐาน หากเป็นความพยายามของประเทศที่กำลังออกแบบอนาคตใหม่ให้กับตัวเอง และที่สำคัญกว่านั้น คือคาซัคสถานไม่ได้กำลังมองโลกเพียงฝ่ายเดียว
“เขาเป็นประเทศที่มีความสนใจประเทศไทย สนใจภูมิภาคของเรา” คำกล่าวของนายสีหศักดิ์นี้ยังสะท้อนอีกว่า ความสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ไทยเดินเข้าไปหาคาซัคสถานเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นช่วงเวลาที่ผลประโยชน์และยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศเริ่มเดินมาหากัน
คำถามสำคัญต่อมาคือจึงไม่ใช่แค่ว่า “ไทยได้อะไรจากคาซัคสถาน” แต่คือ “คาซัคสถานกำลังสร้างอะไร จนทำให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเริ่มหันมามองประเทศแห่งนี้”
บทที่ 3: รัฐบาลคาซัคสถานกำลังสร้างอะไร?
หากมองเพียงผิวเผิน สิ่งที่รัฐบาลคาซัคสถานกำลังทำอาจถูกเรียกรวมๆ ว่า “Mega Project” แต่หลังจากได้ลงพื้นที่ ทั้งที่สำนักงานพัฒนาแคว้นอัลมาตี พื้นที่โครงการเมืองใหม่ และโครงการลงทุนต่างๆ จึงพบว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังสร้าง ไม่ใช่เพียงอาคาร ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐาน
หากเป็น “เงื่อนไข” ที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกคาซัคสถาน…
ในทุกสถานที่ที่คณะกองสนเทศ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศพาคณะผู้ประกอบการไทยและสื่ออย่าง TNN World เข้าเยี่ยมชม คำอธิบายอาจแตกต่างกัน แต่เป้าหมายกลับเหมือนกันทั้งหมด
‘เมืองใหม่’ ถูกออกแบบเพื่อรองรับประชากรและธุรกิจในอนาคต
‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’ ถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่
‘ระบบดิจิทัลของภาครัฐ’ ถูกพัฒนาเพื่อลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกในการลงทุน
‘ศูนย์ AI’ ถูกวางให้เป็นฐานพัฒนาทักษะของคนรุ่นใหม่
ขณะที่ ‘โครงการด้านกีฬา ความบันเทิง และการท่องเที่ยว’ ก็กำลังถูกใช้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการสร้างเมืองให้น่าอยู่และน่าลงทุนมากขึ้น แม้แต่ทำเลของคาซัคสถานเอง ก็ถูกนำมาใช้เป็นข้อได้เปรียบ ทั้งที่เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Landlocked)
ภาพทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่า รัฐบาลคาซัคสถานไม่ได้มองแต่ละโครงการแยกออกจากกัน หากแต่กำลังผลักดันหลายโครงการไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
บทที่ 4: จากนโยบายสู่ระบบที่รองรับการลงทุน
การทูตเศรษฐกิจจะเกิดผลไม่ได้ หากปลายทางไม่มีระบบที่รองรับนักลงทุน ฉะนั้น สิ่งที่คณะของไทยเดินทางมาดูในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ลงทุน แต่คือวิธีคิดของรัฐบาลคาซัคสถานในการเตรียมประเทศให้พร้อมรองรับนักลงทุนต่างชาติ
หนึ่งในหน่วยงานสำคัญคือ Alatau Invest - Almaty Region Development Center ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานการลงทุนของแคว้นอัลมาตี ตั้งแต่การให้ข้อมูล การเลือกพื้นที่ การขอใบอนุญาต การประสานหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโครงการกับนักลงทุนต่างชาติ
แทนที่จะให้นักลงทุนต้องเดินเรื่องกับหลายหน่วยงาน รัฐบาลพยายามรวบรวมทุกขั้นตอนมาไว้ในระบบเดียว หรือ One-Stop Service เพื่อลดต้นทุนด้านเวลา และเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุน
จุดแข็งอีกประการหนึ่งของแคว้นอัลมาตีคือ “ทำเล” พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมจีน เอเชียกลาง รัสเซีย ตุรกี และยุโรป ผ่านทั้งเครือข่ายรถไฟ ถนน และท่าเรือฝั่งทะเลแคสเปียน ทำให้การลงทุนในอัลมาตี ไม่ได้ถูกมองเพียงตลาดคาซัคสถาน แต่สามารถใช้เป็นฐานกระจายสินค้าไปยังตลาดขนาดใหญ่ในภูมิภาคยูเรเชียได้
พร้อมกันนั้น รัฐบาลยังพัฒนา “เขตเศรษฐกิจพิเศษ Alatau” พื้นที่ซึ่งถูกออกแบบให้รวมทั้งเขตอุตสาหกรรม ศูนย์โลจิสติกส์ เมืองธุรกิจ ศูนย์การศึกษา การแพทย์ และแหล่งท่องเที่ยวไว้ในแผนแม่บทเดียว
เป้าหมายคือสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (Economic Ecosystem) ที่ทำให้การลงทุน การอยู่อาศัย และการดำเนินธุรกิจ สามารถเติบโตไปพร้อมกัน เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลคาซัคสถานยังจัดแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุน ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี การยกเว้นภาษีนำเข้า การสนับสนุนด้านที่ดิน รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกสำหรับแรงงานต่างชาติในโครงการลงทุน
แนวคิดทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือความพร้อมของ “ระบบ” ที่ช่วยให้นักลงทุนเริ่มธุรกิจได้เร็ว และดำเนินธุรกิจได้ง่าย
และหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดที่สุดคือ โครงการที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียงสถานที่จัดกิจกรรม หากแต่ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจท้องถิ่น อย่าง “ASP Arena” นี่คือกรณีศึกษาที่รัฐบาลคาซัคสถานใช้พิสูจน์ว่า การลงทุนด้านการท่องเที่ยว กีฬา และไลฟสไตล์ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่างจากภาคอุตสาหกรรม
บทที่ 5: ASP Arena เมื่อ Entertainment Economy กลายเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาเมือง
หากเขตเศรษฐกิจพิเศษ Alatau คือภาพใหญ่ของการพัฒนา ASP Arena ก็คือหนึ่งในโครงการที่ทำให้ภาพนั้นเกิดขึ้นจริง
ที่นี่ไม่ใช่เพียงสนามจัดอีเวนต์ แต่ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมขนาดใหญ่ที่รวมกีฬา การท่องเที่ยว ความบันเทิง การประชุม และที่พักไว้ในพื้นที่เดียว
ตลอดทั้งปี พื้นที่แห่งนี้สามารถรองรับได้ตั้งแต่งานเทศกาลดนตรี การแข่งขันกีฬา งานแสดงสินค้า งานประชุมธุรกิจไปจนถึงกิจกรรมสำหรับครอบครัว
แนวคิดคือการทำให้ “หนึ่งพื้นที่” สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เบื้องหลังโครงการนี้ จึงไม่ใช่การสร้างสถานที่เพียงแห่งเดียว แต่เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน
เมื่อมีงานขนาดใหญ่เกิดขึ้น โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ การเดินทาง รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นต่างก็ได้รับอานิสงส์ไปพร้อมกัน ซึ่งรายได้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่จัดงาน แต่กระจายออกไปยังเศรษฐกิจของเมืองโดยรอบ
ASP Arena จึงถูกออกแบบให้ใช้งานได้ทุกฤดูกาล อย่างฤดูร้อนก็เป็นพื้นที่จัดคอนเสิร์ต กีฬา และกิจกรรมกลางแจ้ง ฤดูหนาวก็เปลี่ยนเป็นลานสเก็ตขนาดใหญ่ พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวฤดูหนาว ภายในยังมีโรงแรม ร้านอาหาร พื้นที่ประชุม และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร
เป้าหมายไม่ใช่การสร้าง “แลนด์มาร์ก” แต่คือการทำให้พื้นที่แห่งนี้มีผู้คนเดินทางเข้ามาใช้บริการตลอดทั้งปี
นี่คือแนวคิดที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญ จากเดิมที่การลงทุนมุ่งสร้างโรงงานหรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ปัจจุบัน หลายเมืองหันมาใช้ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” กีฬาและความบันเทิง เป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการสร้างรายได้กระตุ้นการท่องเที่ยว และดึงดูดการลงทุน ซึ่ง ASP Arena คือหนึ่งในตัวอย่างของแนวคิดดังกล่าว
เมื่อผู้คนเดินทางเข้ามามากขึ้น ธุรกิจก็เกิดมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนก็แน่นแฟ้นมากขึ้น และในมุมของคาซัคสถาน นี่คือการลงทุนที่ไม่ได้สร้างเพียงรายได้จากการท่องเที่ยว แต่สร้าง “ความเชื่อมโยง” ระหว่างประเทศในระยะยาว
คำถามต่อไปจึงไม่ใช่ว่า คาซัคสถานสร้างอะไร แต่คือ ประเทศไทยจะใช้โอกาสที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร เพราะการเปิดประตูของอีกฝ่าย จะเกิดผลไม่ได้เลย หากไม่มีคนเดินเข้าไป
บทที่ 6: ตลาดใหม่ ไม่ได้เริ่มจากการซื้อขาย แต่เริ่มจากการรู้จักกัน
รัฐบาลสามารถสร้างถนน สร้างเมืองใหม่ หรือออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลสร้างแทนภาคธุรกิจไม่ได้คือ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ”
แม้คาซัคสถานจะเปิดประเทศมากขึ้น มีเที่ยวบินตรงระหว่างไทยและคาซัคสถาน มีการยกเว้นวีซ่าระหว่างกัน (Free visa) และรัฐบาลทั้งสองฝ่ายกำลังเร่งสร้างกรอบความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน แต่ในมุมของภาคเอกชน นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
เมธา จารัตนากร กรรมการผู้จัดการบริษัท CIP Value ซึ่งได้ติดตามและศึกษาตลาดคาซัคสถานมาตั้งแต่เริ่มสำรวจโอกาสการลงทุนเมื่อเกือบสิบปีก่อน มองว่า การเปิดตลาดใหม่มีอุปสรรคสำคัญอยู่สองเรื่อง
โลจิสติกส์
เนื่องจากคาซัคสถานเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล การขนส่งสินค้าจากประเทศไทยยังต้องผ่านหลายต่อ ทั้งทางเรือ รถไฟ และถนน การพัฒนาเส้นทางขนส่งให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้นเคยในการใช้งาน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะทำให้ต้นทุนการค้าลดลงในระยะยาว
ความคุ้นเคยระหว่างนักธุรกิจ
อีกอุปสรรคหนึ่ง ซึ่งเมธามองว่าสำคัญไม่แพ้กันกลับไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน หากเป็น “ความคุ้นเคยระหว่างนักธุรกิจ ถ้าเรายังไม่คุ้นเคยกันในเชิงธุรกิจ วัฒนธรรมการทำธุรกิจก็ยังแตกต่างกันพอสมควร”
เขาอธิบายว่า แม้คนไทยและคนคาซัคสถานจะเริ่มรู้จักกันผ่านการท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ในโลกธุรกิจ ทั้งสองฝ่ายยังต้องใช้เวลาเรียนรู้วิธีคิด วิธีทำงาน และวัฒนธรรมการเจรจาของกันและกัน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Business Forum หรือกิจกรรมจับคู่ธุรกิจมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาล โดยเมธาเชื่อว่า การสร้างตลาดใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการพบกันในห้องประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี Official กับ Non-official Parallel กันไป โดยเขาอธิบายว่า การประชุมอย่างเป็นทางการมีความจำเป็น แต่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนอกห้องประชุมก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้เรียนรู้กันในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่เพียงคู่ค้ากัน
เมธายกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า “ประชุม 5 ครั้งก็ไม่ซื้อของกัน แต่มีครั้งหนึ่งไปทานอาหารด้วยกัน ชนแก้วกัน อีกวันหนึ่งก็ซื้อขายกัน” คำอธิบายที่ฟังดูแล้วก็เรียบง่าย แต่กลับสะท้อนหัวใจของการทำธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างชัดเจน
การลงทุนไม่ได้เริ่มจากตัวเลขเสมอไป แต่เริ่มจากความสัมพันธ์ที่เมธามองว่า เราแค่สร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ให้เขามาเจอกัน แล้วให้เขาแสดงออกในเชิงธรรมชาติซึ่งกันและกัน เมื่อผู้คนรู้จักกันมากขึ้น ความคุ้นเคยก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นนั้นก็กลายเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจลงทุน
เมธาทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่น่าสนใจอีกว่า ภาครัฐและภาคเอกชนต่างมีบทบาทที่แตกต่างกัน รัฐบาลมีหน้าที่สร้างกรอบความร่วมมือและอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนต้องเป็นผู้ต่อยอดความสัมพันธ์ให้เกิดเป็นธุรกิจจริง
บทที่ 7: บทเรียนจากคาซัคสถาน เมื่อการทูตเศรษฐกิจไม่ได้จบลงแค่ลงนาม
การติดตามคณะผู้แทนไทยและผู้ประกอบการไทยในการเยือนคาซัคสถาน สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงโครงการลงทุน เมืองใหม่ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่คือวิธีคิดของประเทศที่กำลังวางแผนอนาคตอย่างเป็นระบบ
ตั้งแต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การออกแบบเมือง การพัฒนาโลกจิสติกส์ การสร้างระบบรับรองนักลงทุน ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้คนผ่านการท่องเที่ยว กีฬา และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน
คาซัคสถานไม่ได้มองการลงทุนเป็นโครงการแยกส่วน แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่ทำให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และประชาชนเติบโตไปพร้อมกัน
ในอีกด้านหนึ่ง การเดินทางครั้งนี้ยังสะท้อนแนวทางใหม่ของการทูตไทย จากเดิมที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจมักกระจุกตัวอยู่ในตลาดเดิม วันนี้ประเทศไทยกำลังขยายความร่วมมือไปยังภูมิภาคใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทย
เอเชียกลางจึงไม่ใช่เพียงภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลบนแผนที่โลก แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เชื่อมเอเชียกับยุโรป และเป็นตลาดที่มีศักยภาพทั้งด้านการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์
ในโลกหลายขั้วที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจเข้มข้นขึ้นทุกวัน ประเทศที่สร้างการเติบโตได้ อาจไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด หรือมีตลาดใหญ่ที่สุด แต่อาจเป็นประเทศที่มองเห็นโอกาสก่อน เชื่อมโยงผู้คนได้ก่อน และสร้างความร่วมมือได้ก่อน
บางที…นี่อาจเป็นเหตุผลที่ประเทศไทยเลือกบินมาคาซัคสถาน ไม่ใช่เพราะกำลังมองหาตลาดใหม่เพียงแห่งหนึ่ง แต่เพราะกำลังมองหา “พันธมิตรใหม่” สำหรับอนาคตของเศรษฐกิจไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ไทย–มาเลเซีย เห็นพ้อง เปิดประตูการค้า-ท่องเที่ยว เร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน
- “สีหศักดิ์“ หารือ ผบ. USPACOM ส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาค หวังปราบอาชญากรรมไซเบอร์
- นาโต 3.0 เมื่อสหรัฐฯ ไม่แบกยุโรปอีกต่อไป
- “เวียดนาม” เศรษฐกิจโตมานาน ทำไม World Bank เพิ่งเลื่อนชั้น
- สีหศักดิ์-ทูตฝรั่งเศส ลงนามความร่วมมือ ขยายความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส