โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“ทราย สมุทร” หอบหลักฐานเข้าพบ “ปานเทพ-ทีมกฎหมาย” เดินหน้าสู้คดีมรดก-คดีล่วงละเมิดในวัยเด็ก ยืนยันมีหลักฐานคลิปเสียง-แชต พร้อมผลตรวจชี้ “ไม่ใช่ AI -ไม่มีการตัดต่อ”

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 06.59 น.

“ทราย สมุทร” หอบหลักฐานเข้าพบ “ปานเทพ-ทีมกฎหมาย” เดินหน้าสู้คดีมรดก-คดีล่วงละเมิดในวัยเด็ก ยืนยันมีหลักฐานคลิปเสียง-แชต พร้อมผลตรวจชี้ “ไม่ใช่ AI -ไม่มีการตัดต่อ” ขณะทีมกฎหมายระบุคดีอาญายังไม่ขาดอายุความ ด้าน “สิรณัฐ” เปิดใจถูกข่มขืนและบังคับเสพยาตั้งแต่อายุ 9-15 ปี พร้อมมอบมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินเป็นตัวแทนเจรจา สื่อสารคดี ก่อนขึ้นศาล 10 มิ.ย. นี้

วันที่ 25 พ.ค. 2569 ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสิรณัฐ สก๊อต หรือ ทราย สมุทร หอบหลักฐานเข้าพบ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน , นายเอกราช นามโภคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ และนายคมสัน โพธิ์คง นักกฎหมาย เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินคดีต่อทั้งในเรื่องของมรดกที่ควรได้รับ เรื่องของการถูกกระทำชำเรา ซึ่งมีหลักฐานทั้งคลิปเสียงและแชท ที่นำมาพิสูจน์ในวันนี้ว่าเป็นของจริงหรือไม่

นายปานเทพ กล่าวว่า สิ่งแรกหลังการพูดคุยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ความเห็นและทัศนะจากนายสิรณัฐ และอีกเรื่องคือ ส่วนของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ในมุมนี้เราจะให้ความเห็นบางประการที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี รวมถึงการเคลื่อนไหวต่อไป โดยทางมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินหลังได้รับการร้องขอและพูดคุยกับนายสิรณัฐ ก็มีความเต็มใจที่จะเป็นผู้รับหน้าที่และตัวแทนในการเจรจาไกล่เกลี่ยกับเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยเฉพาะในชั้นการไกล่เกลี่ยในชั้นศาล ซึ่งตนจะไปด้วยตัวเอง

จากการตรวจสอบและได้มีการพูดคุยกับทีมทนายของนายสิรณัฐ ซึ่งมีเดิมอยู่แล้วและมีการยื่นคำให้การเสร็จสิ้นไปแล้วก่อนหน้านี้ ทางทีมทนายทำงานได้อย่างละเอียด มีความรอบคอบ รัดกุม และคิดอย่างตรงประเด็นตามที่เราคิดทุกประการ นั่นจะแสดงให้เห็นว่าทีมทนายมีความเข้มแข็ง รอบรู้ รัดกุม มีความสามารถ ทำให้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมทนายและได้ขออนุญาตนายสิรณัฐ ว่าต่อไปทีมทนายและมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินจะร่วมงานกันอย่างมีเอกภาพ รวมถึงช่วยเสริมความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน เพื่อให้เป้าหมายได้รับประโยชน์สูงสุดและความยุติธรรมที่เป็นไปได้

นอกจากคำสัมภาษณ์แล้วเราได้ถามรายละเอียดที่ถูกกระทำชำเราและบังคับให้ใช้สารเสพติดบางประการว่าเป็นช่วงอายุเท่าไหร่กันแน่ ซึ่งขณะนี้พบว่านายสิรณัฐ ได้ทบทวนเหตุการณ์รวมถึงหลายเหตุการณ์ที่มีการอ้างอิง แลัหลักฐานหลายประการพบว่าเป็นช่วงอายุ 9-12 ปี ที่ถูกข่มขืน กระทำชำเรา และให้ใช้สารเสพติดบางประการในช่วงเวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนสถานภาพ การใช้อวัยวะเพศ ในช่องปากเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีหรือ 15 ปีลงมา เป็นโทษในฐานะเปลี่ยนจากการอนาจารเป็นการกระทำชำเรา ในเดือนกันยายน 2550 ซึ่งมีโทษสูงสุดคือการจำคุกตลอดชีวิต และเป็นอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ นั่นหมายความว่าคดีนี้ยังไม่หมดอายุความ สืบเนื่องจากการลงโทษอายุตลอดชีวิต อายุความ 20 ปี นี่ถือเป็นประโยชน์ต่อการให้ข้อมูลครั้งนี้หากมีการกระทำชำระเกิดขึ้น

ในส่วนของคลิปเสียง เราได้เชิญที่ปรึกษาของมูลนิธิยามเข้าแผ่นดินในเรื่องการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเทคโนโลยี นายสิรณัฐ ได้ส่งไฟล์คลิปเสียงที่เป็นเหตุที่เราได้ฟังแค่บางส่วน การตรวจสอบว่ามีการตัดต่อหรือไม่ ต้นฉบับมาจากอะไร ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคลิปเสียงดังกล่าวไม่ใช่การตัดต่อ เป็นคลิปเสียงจริง ไม่ใช่ ai และที่สำคัญระบุได้ว่ามาจากเครื่องของนายสิรณัฐ เอง ระบุวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งระบุเวลาชัดเจนคือ 40 นาที 44 วินาที ย้อนกลับไปตามเวลาดังกล่าวยังไม่มี ai ในยุคนั้น ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าจากการตรวจสอบทั้งหมดเป็นคลิปเสียงจริง

นายปานเทพ ระบุอีกว่า เมื่อเหตุการณ์ยังไม่ขาดอายุความ ก็มีประเด็นในการฟ้องข้อหาเนรคุณ จากการเตรียมตัวของทีมและเอกสารเราเชื่อมั่นว่านายสิรณัฐ ไม่เข้าข่ายการเนรคุณ โดยพยานหลักฐานการต่อสู้คดีความตามแนวทางของทีมทนายเราเห็นตรงกันว่านายสิรณัฐ อยู่ในฐานะที่มีโอกาสชนะได้ อย่างไรก็ตามเราเห็นว่าจำเป็นต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งได้รับพยานหลักฐานจากนายสิรณัฐ จำนวนมากแต่ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่เราสนใจจะต้องพิสูจน์ความจริงให้มากขึ้น เฉพาะที่ได้รับในวันนี้ก็เพียงพอแล้วว่าเราจะได้รับโอกาสได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบในขณะนี้พบว่านายสิรณัฐ ยังไม่ได้รับสิทธิ์ในสิ่งที่ที่พึงได้ จากส่วนที่เป็นมรดกจากตาหรือยาย ในส่วนนี้จะมีการรวบรวมเพื่อให้ได้รับประโยชน์และสิทธิ์ของตัวเองให้ได้มากที่สุดหลังจากนี้

ย้ำอีกครั้งว่าการที่มูลนิธิย้ำเฝ้าแผ่นถิ่นเข้ามามีบทบาทในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะนายสิรณัฐ เป็นผู้ถูกกระทำในฐานะที่เคยเป็นเด็กครั้งหนึ่งและไม่มีใครช่วยเหลือ แต่นายสิรณัฐ เป็นสัญลักษณ์ของคนที่เป็นเด็กและลุกยืนขึ้นมาในยามที่ยังไม่มีใครช่วยเหลือ ให้รู้ว่าจริงๆ แล้วแม้ปราศจากคนในครอบครัวที่จะเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่มีใครช่วยเหลือตามสมควร อย่างน้อยมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ประชาชน และสื่อมวลชน จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลือให้เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่สามารถลุกขึ้นยืนและได้รับความเป็นธรรม ความยุติธรรมกลับคืนมาได้ และเราต้องการให้กรณีศึกษาครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน หรือคนที่อยู่ใกล้ชิดเยาวชนทุกคน รวมถึงคนที่เป็นพ่อแม่ที่ต้องรู้จักการปกป้องเด็กในครอบครัวตัวเอง สังคมจะดีได้ก็ต่อเมื่อครอบครัวมีสถานที่เข้มแข็ง มีความมั่นคง และไม่สร้างบาดแผลให้เด็กคนนั้นมีความเจ็บปวดหรือมีบาดแผลในชีวิตต่อไป และหวังว่าการลุกขึ้นยืนของนายสิรณัฐ และการสนับสนุนจากประชาชนจะเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมและความกล้าหาญ ไม่ใช่การปกปิดและละอายในสิ่งที่ตัวเองเป็นเหยื่อ แต่ให้รู้ว่าการเป็นเหยื่อครั้งหนึ่งได้สร้างบุคคลคนหนึ่งขึ้นมาให้เป็นความหวัง เป็นโอกาส และเป็นตัวอย่างต่อสังคมต่อไป

ด้านนายเอกราช ระบุว่า คลิปเสียงที่นายสิรณัฐ นำมาให้ตรวจสอบแล้ว เป็นคลิปเสียงต้นฉบับที่มาจากมือถือเครื่องเก่าของนายสิรณัฐ ซึ่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนเครื่องไปแล้ว และมีการส่งต่อแบบถูกวิธี ซึ่งการเก็บข้อมูลหลักฐานที่ถูกวิธีแบบนี้ก็จะสามารถทำให้พยานหลักฐานหรือคลิปเสียงมีน้ำหนักขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ฝังอยู่ในคลิปหรือข้อมูลที่เราถอนออกมาเป็นคลื่นสัญญาณเสียง ไม่มีตรงไหนที่บ่งบอกว่าคลิปเสียงนี้เป็นการตัดต่อหรือการใช้ ai เลย ในวันที่นายสิรณัฐ มีการอัดเสียงก็น่าจะยังไม่มี ai ในการทำอะไรขนาดนี้ ซึ่งตรวจสอบง่ายมาก คิดว่าคลิปเสียงนี้ทางมูลนิธิจะต้องนำไปทำต่อและใช้ในชั้นศาล

ส่วนจะใช้ในชั้นศาลได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นไลน์ ที่มีการแคปหน้าจอขึ้นมา พยานบุคคลที่อยู่ในช่วงและระยะเวลาเดียวกันกับที่มีการเกิดคลิปเสียงนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้มองว่าคลิปเสียงใช้เป็นหลักฐานได้หรือไม่ แต่จะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อเราเอามาประกอบเข้าด้วยกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นวันนี้พิสูจน์แล้ว ส่วนจะพิสูจน์ด้วยวิธีการไหนก็มีผลลัพธ์ที่เหมือนกัน ยืนยันว่าคลิปเสียงนี้เป็นคลิปเสียงจริงและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ขณะที่ นายคมสัน กล่าวว่า เรื่องนี้เราพบประเด็นข้อกฎหมายค่อนข้างเยอะ ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ในทางแพ่งที่จะต่อสู้คดีที่มีการฟ้อง เราก็พบว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะต่อสู้ได้ และมีโอกาสชนะค่อนข้างเยอะ ใจความสำคัญคือประเด็นเรื่องปัญหาของการฟ้องที่อาจไม่ถูกต้องตามกฏหมายก็มีอยู่

ส่วนเรื่องคดีอาญาที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ยืนยันว่าอายุคดียังเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 5-9 ปี แล้วแต่ว่าบุคคลผู้ใดกระทำในช่วงใด จากการตรวจสอบก็พบว่าที่ถูกล่วงละเมิดในช่วงอายุ 9-15 ปี อายุความยังเหลืออีกเยอะในเรื่องเหล่านี้ ทั้งเรื่องของการกระทำชำเราและอนาจาร

ส่วนในเรื่องของพยานหลักฐานที่นายสิรณัฐ นำมาให้ สะท้อนว่านายสิรณัฐ ยังมีสิทธิประโยชน์หลายอย่างที่ตัวเองต้องพึงได้รับในฐานะทายาทผู้รับมรดกจากตาและยาย เราก็มีเอกสารที่ชี้ได้ชัดว่าอาจมีปัญหาในทางคดีอาญากับบุคคลที่กระทำการเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไป นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่คิดว่าในทางคดีอาจมีการดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ต่อในอนาคตข้างหน้า ซึ่งก็เป็นการเรียกร้องไม่ใช่ทางแพ่งอย่างเดียว แต่รวมถึงทางอาญาด้วย ก็ต้องนำทรัพย์ที่เบียดบังเอามาคืน หากไม่คืนก็ต้องรับโทษในทางอาญา และสามารถวิเคราะห์ในทางกฎหมายออกมาได้

ด้าน นายสิรณัฐ ระบุว่า หลังจากที่ได้ทบทวนข้อมูลอย่างลึกๆ ตอนนี้ตนสามารถยืนยันได้ว่าถูกข่มขืนและกระทำชำเราตั้งแต่อายุ 9-15 ปี ซึ่งในช่วงนั้นก็มีการกดดันให้เสพยาด้วย นี่เป็นเรื่องที่ตนยังไม่พูดออกมา แต่วันนี้สามารถพูดออกมาได้ ต่อจากนี้ไปตนจะมอบหน้าที่การเจรจาและสื่อสารเกี่ยวกับคดีต่อให้กับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และพวกเราจะเดินหน้าทำงานด้วยกันและจะอยู่ด้วยกันในวันที่ 10 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ศาลนัด ที่ตนจะต้องขึ้นศาล

เมื่อถามว่าวันนี้คุณทรายได้รับคำปรึกษาและพูดคุย สบายใจมากขึ้นหรือไม่ นายสิรณัฐ ระบุว่า มีความสบายใจมากขึ้น ตั้งแต่ที่พูดเรื่องพวกนี้ออกมา เราได้มาเจอบาดแผลของตัวเองตอนที่ตัวเองเป็นเด็กและในวันนั้นเราไม่ได้มีใครมาช่วย แต่ในวันรู้สึกว่าเด็กคนนั้นมีคนช่วยเต็มที่ ทำให้รู้สึกสบายใจในใจของตนเองเกี่ยวกับเรื่องนี้

เมื่อถามว่า วันที่ 10 มิถุนายน ที่มีการขึ้นศาลกังวลอะไรหรือไม่ นายสิรณัฐ เผยว่า กังวลว่าอีก 3 เดือน จะไม่กล้ามา

ส่วนกรณีที่ทุกคนช็อคกับเหตุการณ์ที่เล่าว่าตอนเด็กเคยโดนบังคับเสพยาเสพติดด้วย ทำไมถึงตัดสินใจพูดในวันนี้ได้ นายสิรณัฐ กล่าวว่า บางทีตอนเราเจออะไรแบบนี้เราไม่อยากยอมรับกับตัวเองว่าเจอมาเยอะขนาดนั้น เรายังมีความเกรงๆ กลัวๆ เพราะถูกเก็บเสียงมาทั้งชีวิตของเรา การที่เราไม่พูดไม่ใช่ว่าเจาะจงจะพูดเวลาไหน แต่เป็นเพราะว่าเราเองยังเกรงใจและรู้สึกว่าไม่อยากทำร้ายครอบครัว แต่ในวันนี้เราต้องเลือกระหว่างชีวิตของเรากับภาพลักษณ์ของคนอื่น

เมื่อถามว่าในฐานะที่วันนี้ได้พูเไปทุกอย่าง อยากฝากอะไรไปถึงเหยื่อรายอื่นหรือไม่ที่มีปัญหาในรครอบครัวแบบนี้ นายสิรณัฐ กล่าวว่า ตนอยากเป็นกำลังใจให้ กว่าจะตกผลึกว่าการพูดคือวิธีบำบัดหัวใจที่ดีที่สุด ตนก็ผ่านอะไรมาเยอะมาก และมีความสุขมากที่เห็นว่าเราสามารถลัดขั้นตอนให้กับคนอื่นได้รู้วิธีหาทางออก อย่างน้อยอาจจะไม่ครบทุกองค์ประกอบสำหรับพวกเขา แต่แค่การที่เขาอยู่แล้วมีความสุขได้ในใจที่มีอิสระ นั่นคือเรื่องที่สำคัญมากสำหรับตน

เมื่อถามว่าวันนี้ไม่ใช่มีเพียงแค่ธรรมชาติหรือสิ่งที่ทำมาโอบกอด แต่มีทั้งประชาชน แฟนคลับ และมูลนิธิเข้ามาโอบกอด อยากฝากอะไรถึงทุกคนหรือไม่ นายสิรณัฐ ระบุว่า ตนขอบคุณทุกคนจริงๆ ตนสามารถไหว้ได้ทั้งวันทั้งคืน แต่ตนอยากขอบคุณทุกคนจริงๆ เพราะว่ามันเหลือเชื่อ หากตอนเด็กรู้ว่าได้รับความช่วยเหลือขนาดนี้ตนคงไม่รู้สึกทรหดมาทั้งชีวิต

เมื่อถามว่ามองอย่างไร หากมีการติดต่อเข้ามาขอเจรจาในตอนนี้ นายสิรณัฐ เผยว่า ก็เป็นทิศทางที่ถูกต้อง ตนพร้อมที่จะพูดคุยเสมอ แต่จากพฤติกรรมเขาไม่เคยพร้อม จริงๆ เขากล้าที่จะทำร้ายตอนเป็นเด็ก แต่พอโตแล้วไม่กล้าเจอหน้าเลย และตนไม่มีอะไรที่จะพูดกับเขา

ในส่วนของแม่อยากฝากอะไรถึงเขาหรือไม่ นายสิรณัฐ กล่าวว่า ตนคิดว่าคอนเม้นต์หลายๆ อย่าง ที่อ่านบนโซเชียลคนก็พูดแทนตนหมดแล้ว

เมื่อถามว่าคิดว่าทำไมตอนนั้นพี่ชายของตัวเองถึงกล้าที่จะออกมาแถลงข่าวแบบนี้ต่อหน้าสังคม ทั้งที่ก็รู้แล้วว่าเรามีอะไรในมือ นายสิรณัฐ เผยว่า คนที่ทำร้ายเด็ก เขาไม่มีวันรับรู้ได้ว่าคนๆ นั้นจะโตขึ้นแล้วไม่ใช่เหยื่อ ตอนเขาทำร้ายเรา เขาคิดว่าเราด้อยกว่าเขา และก้มมองแต่แบบนั้นว่าเราด้อยกว่า นอกเหนือจากนั้นพี่ชายก็รู้ว่ามีครอบครัวปกป้องอยู่ ตระกูลปกป้องเขามาโดยตลอด แม่ก็ปกป้องเขา เขาเกิดมาบนกองเงินกองทองเสมอ ทั้งที่ตนเกิดมาบนกองทรายกับกองธรรมชาติ เขาไม่เคยคิดว่าสักวันนึงสิ่งที่เขาทำมาในความมืดจะเห็นแสงและคงไม่คิดว่าเหยื่อคนหนึ่งจะกลายเป็นนักสู้ นั่นคือสิ่งที่เขาพลาด นั่นคือกรรม ตนคิดว่าคนผิดแบบนี้แพ้ภัยตัวเอง เขาคิดว่าโลกบิดเบนเหมือนที่เขาเป็นคิดว่าแม่จะปกป้องเขาได้ตลอดชีวิต แต่ถึงเวลาที่เขาต้องโตและยอมรับสิ่งที่ทำ ไม่ใช่ให้เมียหรือให้คนอื่นมารับแต่เขาต้องรับเอง

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึง "มายด์ ลภัสลัล" ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้บ้าง นายสิรณัฐ เผยว่า ตนคิดว่าเขาเป็นเหยื่อที่โดนพี่ชายทำร้ายเหมือนกัน ในมิติที่เราคนหนึ่งเข้ามาแต่งงานและเสียสละร่างกายของให้ ก็ไม่ต่างกับการที่เขาข่มขืนทราย แต่เขาใช้ร่างกายของคนอื่นมาเป็นที่เก็บความลับของเขาต่อ ซึ่งมองว่าไม่แฟร์

เมื่อถามว่าตั้งแต่วันแรกที่พี่ชายให้ "มายด์ ลภัสลัล" ออกหน้ารับตลอด มีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ นายสิรณัฐ ระบุว่า ขี้ขลาด แต่เขาไม่มีความเป็นชายอยู่แล้ว เพราะคนที่เป็นผู้ชายคงไม่ข่มขืนเด็ก

ส่วนจะรู้สึกเสียดายหรือไม่ว่าในวันที่เราจะไปพูดคุยก่อนที่เขาจะแต่งงานจนถึงตอนนี้เราน่าจะบอกอะไรเขาไปในวันนั้นหรือควรจะรับฟังเราในวันนั้น นายสิรณัฐ กล่าวว่า ไม่ง่ายสำหรับคนๆ หนึ่ง ที่จะอยู่ในสังคมที่มีคนรอบข้างป้อนข้อมูลเท็จ ต้องมีจิตวิทยาที่แข็งมากหรือเรียนรู้มาจากประสบการณ์จริงว่าคนรอบข้างไม่โอเค แต่คิดว่าสำหรับเขาคงแยกแยะยากมาก เพราะเขาคงได้ข้อมูลเยอะจากอีกฝั่งนึง แต่ตนก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร เขาตั้งครรภ์ก็สามารถมีชีวิตใหม่ให้กับลูกที่บริสุทธิ์โดยไม่ต้องมีพิษภัยจากคนรอบข้าง ตนมองว่ามันดี เชื่อว่าสังคมคงไม่โทษเด็กและยิ่งมีใครช่วยดูแลเด็กก็ยิ่งดี

นายสิรณัฐ กล่าวอีกว่า ตนพยายามทำในสิ่งที่รู้สึกดีต่อใจทุกวัน จนเทเข้ามาในในชีวิตทุกมุม จนรู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกจะลงทะเลและเลือกทำงานอนุรักษ์ เลือกที่จะออกไปสร้างชีวิตของตัวเอง เราในวันนี้สิ่งนั้นคือสิ่งที่ตนยึด หากเป็นเด็กไฮโซที่ไร้สาระต่อสังคมแล้วมาเจอเรื่องแบบนี้ตนคงตายแล้ว แต่เราไม่เคยถือตัวเองและไม่คิดว่าเก่งกว่าคนอื่น เรารักการทำงานและรู้สึกโชคดี เหมือนคุณแม่บุญธรรมเป็นครูสอนภาษาไทย เป็น ผอ.โรงเรียน ตนรับความรักจากทุกที่ ทุกวันนี้ที่มีคนมากอดตนในที่สาธารณะกลับไม่รู้สึกอึดอัด นั่นคือสิ่งที่รู้สึกว่าได้รับพลังจริงๆ ตนแค่รู้สึกว่าใช้เวลานาน เพราะใช้วิธีที่ไม่ต้องสู้ด้วยการทำร้ายคนอื่น แต่ให้ความจริงพิสูจน์จึงอาจใช้เวลานาน แต่คิดว่าตอนนี้มันคุ้มมากที่เราอยู่กับตัวเองมาตลอดไม่เคยทำร้ายคนอื่น

ส่วนคนที่บอกให้ออกมาขอโทษแม่และกลับไปคืนดีกับครอบครัวได้แล้วเพราะผ่านมาหลายปีแล้ว นายสิรณัฐ กล่าวว่า ตนไม่ได้ฟังสัมภาษณ์ของคนนั้น เพราะดูเหมือนสติไม่นิ่ง และตนเลือกจะฟังความคิดเห็นที่มีธรรมะและจิตที่นิ่ง ถึงไม่ฟังอะไรแบบนั้น และมองว่ายากกับการแนะนำคนในวิธีจัดการชีวิตตัวเอง ตนไม่รู้ว่าเขาเป็นตัวอย่างที่ดีไหมสำหรับการถ่ายเทข้อมูลการใช้ชีวิต

เมื่อถามว่าอยากฝากบอกอะไรกับตระกูลสิงห์บ้าง นายสิรณัฐ เผยว่า ตอนนี้ตนเข้าใจแล้วคำว่า หัวใจสิงห์ เป็นแค่คำโฆษณา

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...