โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

“สสส.” จับมือ มรอ. ปั้น “น่านโมเดล” ยกระดับ “สุขภาพดี วิถีล้านนา” ชูพลังชุมชน-คนรุ่นใหม่ สู้ภัย NCDs และฝุ่น PM2.5

สยามรัฐ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“สสส.” สานพลัง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนสุขภาวะ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ดัน “น่านโมเดล” ต้นแบบการจัดการโรค NCDs อาหารปลอดภัย และรับมือฝุ่น PM2.5 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

วันที่ 18 พ.ค.2569 รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการกองทุน และประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 7 สสส. กล่าวภายหลังลงพื้นที่ศึกษาดูงานภายใต้แผน 13 ด้านการขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชน และเยี่ยมชมการทำงานของภาคีเครือข่ายสุขภาวะ ที่องค์การบริหารส่วนตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จ.น่าน ว่า สสส. ร่วมกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพตามบริบทพื้นที่ ผ่านกลไกบุคคลและสถาบันการศึกษา เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุมทั้งเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่ โดยหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากการรับฟังรายงานในห้องประชุมสู่การลงพื้นที่สัมผัส “ของจริง” เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกในวิถีชีวิตและการจัดการสุขภาวะของชุมชนอย่างแท้จริง

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะกรรมการฯ มุ่งศึกษา 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ 1. การจัดการโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ระดับชุมชน 2. การสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านโมเดลอาหารปลอดภัย 3. การติดตามความพร้อมรับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งสะท้อนการบูรณาการงานวิชาการเข้ากับการทำงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง และจะเป็นฐานสำคัญในการกำหนดนโยบายสนับสนุนงานสุขภาวะที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่จริง” รศ.นพ.สรนิต กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่าน โดยให้ความสำคัญกับการใช้ “พื้นที่เป็นฐาน” เพื่อให้การแก้ปัญหาสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง สำหรับการขับเคลื่อนงานสุขภาวะภาคเหนือตอนบน สสส. มุ่งยกระดับสุขภาวะประชาชนแบบองค์รวมภายใต้แนวคิด “สุขภาพดี วิถีล้านนา” ผ่านการพัฒนาระบบสนับสนุนวิชาการ และเสริมศักยภาพภาคีเครือข่ายในระดับจังหวัดและภูมิภาค โดยความสำเร็จของ “น่านโมเดล” สะท้อนให้เห็นการนำทุนทางสังคมและวัฒนธรรมชุมชนมาใช้แก้ปัญหาสุขภาวะอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ภายใต้แนวคิด “กินอาหารเป็นยา” ในพื้นที่ อบต.ป่าคา จ.น่าน การส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและอาหารพื้นถิ่นเพื่อป้องกันโรค NCDs รวมถึงการสร้างกลไกชุมชนรับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านความร่วมมือของท้องถิ่น ภาคสาธารณสุข และภาคประชาชน จนเกิดการผลักดันสู่เทศบัญญัติท้องถิ่นและการจัดการเชิงนโยบายในระดับพื้นที่

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ กล่าวว่า ภายใต้แผนพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการอำนวยความสะดวกและเสริมพลังภาคีเครือข่าย ผ่านแนวคิด “TOGETHER WE CAN” ที่เน้นการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยน สร้างความเป็นเจ้าของร่วมกัน และเสริมสมรรถนะภาคีให้สามารถขยายผลได้อย่างเข้มแข็ง โดยมี “ศูนย์ประสานงานและสนับสนุนภาคีระดับภูมิภาค” ซึ่งดำเนินงานร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ (มรอ.) เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมประสานภาคีเครือข่ายภาคเหนือตอนบน กลไกดังกล่าวจะทำหน้าที่ผ่าน 4 มิติหลัก 1. การสื่อสารคุณค่าสุขภาวะ 2.การสร้างระบบข้อมูลองค์ความรู้ 3. การพัฒนาศักยภาพ 4. การเชื่อมประสานภาคี เพื่อยกระดับการทำงานข้ามพื้นที่และข้ามประเด็น พร้อมเดินหน้าสร้างพลังคนรุ่นใหม่ ขยายกลไกสนับสนุนภาคี และถอดบทเรียนความสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบ เพื่อผลักดันสู่การขยายผลเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.กิตติ เมืองตุ้ม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กล่าวว่า มรอ. ได้ขับเคลื่อนโครงการ “พัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนวิชาการเพื่อขับเคลื่อนงานสุขภาวะภาคเหนือตอนบน” ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. โดยนำองค์ความรู้และทรัพยากรทางวิชาการมาร่วมยกระดับการทำงานสุขภาวะใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา ลำพูน แพร่ และน่าน ทำให้เกิดการขับเคลื่อน 5 ประเด็นสำคัญ 1. อากาศสะอาด 2. ความมั่นคงทางอาหาร 3. ระบบรองรับสังคมสูงวัย 4. สุขภาพจิต 5. บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านกระบวนการ ‘โชว์ แชร์ เชื่อม’ ที่ช่วยสร้างพื้นที่กลางของการเรียนรู้ข้ามพื้นที่และข้ามประเด็น จนนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้ เช่น มาตรการจัดการฝุ่น PM2.5

ศ.ดร.จักรกฤษณ์ พิญญาพงษ์ ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนวิชาการเพื่อขับเคลื่อนงานสุขภาวะภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับงานสุขภาวะใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ผ่านระบบสนับสนุน 4 ด้าน 1. การเชื่อมโยงฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่ 2. การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ 3. การพัฒนาสมรรถนะภาคี 4. ระบบติดตามประเมินผลเพื่อถอดบทเรียนร่วมกัน ในพื้นที่ อบต.ป่าคา จ.น่าน สามารถบูรณาการงานสังคมสูงวัยเข้ากับความมั่นคงทางอาหารได้อย่างโดดเด่น ผ่านกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุและแนวคิด “กินอาหารเป็นยา” จนเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการทำงานเชิงตั้งรับสู่เชิงรุก และผลักดันเข้าสู่เทศบัญญัติท้องถิ่นเพื่อความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการสร้าง “พื้นที่กลาง” ให้ภาคีทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การขยายผลและผลักดันนโยบายสาธารณะที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...