โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อินเดียใช้ ‘กล้อง AI’ จับคนแหกกฎ ออกใบสั่งไปแล้ว ‘กว่า 2 ล้านใบ’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากเหตุโศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี จนเกิดผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน และบาดเจ็บกว่า 30 คนนั้น เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังสะท้อน “วัฒนธรรมการแหกกฎจราจร” ที่ฝังรากลึกจนกลายเป็นเรื่องชินชาของสังคม

ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าไม้กั้นทางรถไฟ ขับย้อนศร ฝ่าไฟแดง พฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนทุกวันจนหลายครั้งถูกมองเป็น “เรื่องปกติ” ส่วนหนึ่งเพราะ “ต้นทุนของการทำผิดในสังคมไทย” ยังต่ำมากเกินไป ผู้กระทำผิดจำนวนมากแทบไม่ถูกลงโทษ จนทำให้ผู้คนไม่น้อยเชื่อว่า “แหกกฎได้ ถ้าไม่ถูกจับ”

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย เพราะ “อินเดีย” เอง ก็เคยเผชิญสภาพจราจรที่ไร้ระเบียบไม่ต่างกัน ทั้งการขับขี่แบบฝ่าฝืนกฎ การจราจรที่ซับซ้อน และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในระดับสูงติดอันดับโลก

ในอินเดีย มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงถึง 177,177 คนในปี 2024 หรือ “เฉลี่ยเกือบ 485 คนต่อวัน” ขณะที่สภาพถนนของอินเดียถือเป็นหนึ่งในระบบจราจรที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ทั้งจากการจราจรแบบ “ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน” ตั้งแต่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ คนเดินถนน สัตว์จรจัด ไปจนถึงถนนที่ไม่มีเลนชัดเจนและพฤติกรรมขับขี่ที่คาดเดาไม่ได้

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แทนที่จะพึ่งพาเพียงตำรวจจราจรหรือการรณรงค์แบบเดิม ๆ อินเดียเริ่มหันมาใช้ “กล้อง AI” และระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาจัดการปัญหาอย่างจริงจัง ตั้งแต่ตรวจจับการใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย การขับรถประมาท รวมถึงการแหกกฎจราจรต่าง ๆ พร้อมออก “ใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์” ที่แนบหลักฐานส่งไปถึงเจ้าของรถผู้กระทำผิด ผ่าน SMS หรือแอปฯภาครัฐที่ชื่อ Parivahan

ที่สำคัญคือ AI กลับไม่ได้มอง “ความวุ่นวาย” ของถนนอินเดียเป็นอุปสรรค ตรงกันข้าม มันกำลังใช้ความโกลาหลเหล่านั้นเป็น “ข้อมูลฝึกฝน” ชั้นดี

- กล้องเอไออินเดีย จับภาพการทำผิดกฎ (ภาพ: India Today) -

AI อ่านแม้กระทั่ง ‘อาการง่วง’

ระบบ AI ยุคใหม่ที่ใช้กล้องวิเคราะห์ภาพหรือ Vision-based AI ถูกพัฒนาจนสามารถตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงแบบเรียลไทม์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการขับจี้ท้ายรถ การออกนอกเลน การเบรกกะทันหัน การใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถ หรือแม้แต่การง่วงขณะขับ

แตกต่างจากกล้องหน้ารถทั่วไปที่มีหน้าที่เพียง “บันทึกหลักฐานหลังเกิดเหตุ” ระบบ AI รุ่นใหม่พยายามเข้าแทรกแซง “ก่อนเกิดอุบัติเหตุ”

เทจา กูเดนา รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของบริษัท Netradyne อธิบายว่า AI เหล่านี้ทำงานเหมือน “โค้ชด้านความปลอดภัย” มากกว่าจะเป็น “เครื่องมือจับผิด”

เมื่อระบบตรวจพบว่าพฤติกรรมของผู้ขับกำลังเข้าสู่จุดเสี่ยง เช่น เริ่มหลับใน ละสายตา หรือมีการตอบสนองช้าผิดปกติ มันจะส่งสัญญาณเตือนในห้องโดยสารทันที เป้าหมายไม่ใช่การลงโทษ แต่คือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นตั้งแต่ต้น

เทคโนโลยียังพัฒนาไปไกลกว่าการดูพฤติกรรมภายนอก โดย AI สามารถตรวจจับ “สัญญาณทางสรีรวิทยา” ของคนขับได้ เช่น ความถี่ในการกะพริบตา การปิดเปลือกตานานผิดปกติ หรือการเคลื่อนไหวของศีรษะ ซึ่งมักเป็นสัญญาณก่อนเกิดภาวะหลับในเพียงไม่กี่วินาที

ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมอินเดียระบุว่า “การใช้ความเร็วเกินกำหนด” เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุกว่า 63.7% และเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตถึง 60.8% ของทั้งประเทศ และเมื่อ AI เริ่มเข้ามา ผลลัพธ์ก็เริ่มเห็นชัดในเชิงสถิติ

Hitachi Cash Management หนึ่งในองค์กรที่ใช้ระบบความปลอดภัยด้วย AI ของ Netradyne รายงานว่า หลังจากใช้ระบบใหม่นี้แล้ว อุบัติเหตุลดลงถึง 50%

นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยลดพฤติกรรมขับรถขณะง่วงได้ถึง 74% และลดการขับขี่แบบเสียสมาธิลง 38% ตามข้อมูลที่บริษัท Netradyne เปิดเผย

ออกใบสั่งจากกล้อง AI ไปแล้วกว่า 2 ล้านใบ

ในบางรัฐของอินเดีย การใช้ AI ยังขยายจาก “ภายในรถ” ไปสู่ “ระบบจัดการเมือง”

ที่เมืองธีรุวนันทปุรัม แห่งรัฐเกรละ อันโตนี ราจู รัฐมนตรีคมนาคมของรัฐเปิดเผยว่า หลังติดตั้งกล้อง AI ตรวจจับการจราจร จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลงจาก 1,669 คน เหลือ 1,081 คนในช่วงเวลาเดียวกันของปีถัดมา

ภายในเวลาเพียง 5 เดือน กล้อง AI ตรวจพบการกระทำผิดกฎจราจร “กว่า 7 ล้านครั้ง” ตั้งแต่ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไปจนถึงใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ โดยมีการออกใบสั่งไปแล้วกว่า “2.1 ล้านใบ”

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มีการเรียกเก็บค่าปรับรวมมากกว่า 139 ล้านรูปี ขณะที่การไม่สวมหมวกกันน็อกยังคงเป็นความผิดที่พบมากที่สุด และรองลงมาคือ ผู้ขับขี่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
แม้แต่รถของ ส.ส. และนักการเมือง 13 คันก็ถูกปรับ แสดงให้เห็นว่าระบบพยายามบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

ที่สำคัญ ระบบไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ออกใบสั่ง” แต่กำลังเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบประกันภัยและฐานข้อมูลของรัฐ โดยรัฐบาลอินเดียเริ่มหารือกับบริษัทประกันเพื่อปรับเบี้ยประกันตามพฤติกรรมการขับขี่จริง รวมถึงอาจกำหนดให้ผู้ที่ยังมีค่าปรับค้างชำระ ไม่สามารถต่อเอกสารหรือใบรับรองรถบางประเภทได้

สิ่งที่น่าสนใจอีกด้าน คือ อินเดียกำลังกลายเป็น “สนามทดสอบ AI ด้านความปลอดภัย” ที่โหดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะหากระบบ AI สามารถทำงานได้แม่นยำบนถนนอินเดีย ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ก็แทบหมายความว่า นี่พร้อมสำหรับการใช้งานในประเทศใดก็ได้บนโลก

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กำลังทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า บางทีสิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ อาจไม่ใช่แค่ “การรณรงค์” หรือแก้ปัญหาแบบฉาบฉวย แต่คือการทำให้ผู้คนรู้ว่า “หากทำผิด จะถูกจับแน่นอน” ผ่านระบบ AI ที่เฝ้ามองตลอดเวลาโดยไม่มีข้อยกเว้น
อ้างอิง: ndtv, time, time(2). times(3)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...