“อ.สิริพรรณ” ชำแหละ 5 ปมเลือกตั้ง กทม. เตือนพรรคประชาชน-เพื่อไทย ฐานเสียงสั่นคลอน!
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงในเพจ Siripan Nogsuan Sawasdee
เพิ่งเห็นผลเลือกตั้งที่นับคะแนน 100% แล้ว มี 5 ประเด็นที่อยากบันทึกไว้ ดังนี้ค่ะ
1. หากต้องการทำความเข้าใจพรรคการเมือง คะแนน สก. สะท้อนฐานเสียงของพรรคได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเลือกผู้บริหารโดยตรงอย่างผู้ว่าฯ กทม. คุณสมบัติ บารมี ความดึงดูด และความน่าเลือกส่วนบุคคล มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง การประเมินความเข้มแข็งของพรรคการเมือง จึงควรวิเคราะห์คะแนน สก.
สิ่งที่พบคือ voting consistency หรือ ความมั่นคงในการเลือกที่ยึดโยงกับพรรคการเมืองมีความวูบวาบอย่างมีนัยสำคัญ หากเปรียบเทียบผลเลือกตั้ง สก. ปี 2565 ผลเลือกตั้ง สส. ปี 2569 และผลเลือกตั้ง สก. ปี 2569 จะพบว่า
a. คะแนน สก. ของก้าวไกล ปี 65 ได้ 480,000 เสียง หรือ 21% 14 ที่นั่ง เลือกตั้ง สส. กทม. ได้ 1,400,000 เท่ากับ 45% ส่วน สก. พรรคประชาชนครั้งนี้ได้ 600,000 คะแนน หรือ 36%
มองมุมหนึ่ง คะแนนหดหายไป 9% แต่ตัวเลขนี้ไม่อาจเป็นกระจกพยากรณ์ความนิยมของคน กทม. ต่อพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้อย่างแม่นยำนัก เพราะประชาชนใช้คนละชุดเหตุผลในการตัดสินใจในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับผลเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่พรรคก้าวไกล แม้จะจับมือกับอดีตนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานเสียงเดิม กลับแพ้มากกว่าเดิม จากที่พัทยาร่วมใจ + คณะก้าวหน้าเคยได้ 21,521 ครั้งนี้ผู้สมัครในนามพรรคประชาชน ได้เพียง 11,566 คะแนน
คำถามเรื่องความผูกพันกับพรรคการเมือง จึงเป็นโจทย์สำคัญทางรัฐศาสตร์
b. เพื่อไทย สก. ปี 65 ได้ 27% หรือ 620,000 จาก 20 เขต เลือกตั้ง สส. กทม ปี 69 ได้ 300,000 หรือประมาณ 10% ไม่ส่งผู้สมัคร สก. แต่กลุ่มเพื่อไทย life ลงตัว ได้ 250,000 คะแนน 13% ซึ่งถ้าดู % ที่สูงกว่าการเลือกตั้ง สส. ทั้ง ๆ ที่ส่งผู้สมัครเพียง 10 เขต สะท้อนความเข้มแข็งในพื้นที่ส่วนตัวของผู้สมัคร
และเป็นคำถามใหญ่ถึงความนิยมของแบรนด์เพื่อไทยใน กทม.
c. ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่หลังจากปรับฐานลงมาตั้งแต่ปี 2562 ที่มั่นในกรุงเทพฯ ค่อนข้างนิ่ง การเลือกตั้ง สก. ปี 65 ได้ 350,000 คะแนน คิดเป็น 15% การเลือกตั้ง สก. ครั้งนี้ ทีมประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์ คุณกรณ์ คุณการดี คุณสกลธี ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงหนักมาก เพราะไม่ได้มองเป็นเพียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แต่มองยาวไปยังการเลือกตั้ง สส. ครั้งหน้า จึงใช้เป็นจังหวะรื้อฟื้นสายสัมพันธ์กับคนกรุงเทพฯ ที่ในอดีตเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคให้กลับมาชื่นมื่นอีกครั้ง
ผลคือได้คะแนนเสียงใกล้เคียงกับเดิมคือ 350,000 ซึ่งมากกว่าเลือกตั้ง สส.ปี 69 เล็กน้อยที่ได้ 300,000 คะแนน และเมื่อคิดเป็นสัดส่วน ที่ 19% ก็นับว่าเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้าง
2. คนเลือกคุณมัลลิกามากถึง 304,949 คะแนน คิดเป็น 13% น่าจะมาจากคนที่เคยเลือก สก.พรรคพลังประชารัฐ ปี 65 ที่ 270,000 (11%) และเติมด้วยคนที่เลือก สก.ประชาธิปัตย์ แต่ไม่เลือกคุณอนุชา หรือแม้แต่คนที่คิดว่า อ.ชัชชาติชนะอยู่แล้ว เลยหันมาเลือกคุณมัลลิกาเพื่อความสะใจ ก็คงมี
คุณมัลลิกากลายมาเป็นตัวแทนอนุรักษนิยม-ชาตินิยม (จากบทบาทกรณีพิพาทชายแดนกัมพูชา) ในการเลือกตั้งครั้งนี้
3. คงไม่อาจประเมินการหดหรือขยายตัวของสายอนุรักษนิยม จากผลเลือกตั้งครั้งนี้ได้ชัดเจน เพราะคะแนน อ.ชัชชาติหลอมรวมความนิยมของจากทั้งอนุรักษ์และก้าวหน้า ที่อาจจะชี้ได้คือ คนกลุ่มนี้ปฏิเสธพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนอย่างเหนียวแน่น มั่นคง และพร้อมจะหันไปชูตัวเลือกที่โดดเด่นให้เป็น MVP ในแต่ละครั้ง แม้อาจไม่ตรงกับอัตลักษณ์ดั้งเดิมก็ตาม
คล้ายกับที่คนกรุงเทพฯ เลือก ภูมิใจไทย 550,000 คะแนน มาเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา
4. ชัยชนะของ อ.ชัชชาติที่มากกว่าครั้งที่แล้วประมาณ 150,000 คะแนน แม้คนไปเลือกตั้งน้อยลงจาก 60% เหลือเพียง 52.79% เป็นเพราะครั้งนี้คะแนนไม่ถูกแบ่งให้ผู้สมัครท่านอื่นมากนัก การเลือกตั้งปี 65 มีผู้สมัครที่ได้ 200,000-250,000 ถึง 4 คน ประชาชนที่เคยเลือกผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ คุณสกลธี และพลตำรวจเอกอัศวิน บางส่วนหันมาลงคะแนนให้ อ.ชัชชาติ
5. เหตุผลที่คนไปเลือกตั้งน้อย เป็นไปตามทฤษฎี การแข่งขันไม่สูสี (competitiveness) ผลเห็นชัดตั้งแต่ยังไม่เลือก ถ้าเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 56 อ.สุขุมพันธ์ุ ประชาธิปัตย์ v. คุณพงศพัศ เพื่อไทย คนไปใช้สิทธิ 64% และสโลแกน ไม่เลือกเรา เค้ามาแน่ ทำงานได้ตรงเป้า
หากเปรียบเทียบการเลือกตั้ง สส. ของไทยที่ผ่านมา จะเห็นว่า คนไปใช้สิทธิลดลง ปี 54 (74.7%) ปี 66 (75.7%) ปี 69 (71.4%) ซึ่งสะท้อนความรู้สึกว่าเสียงของตนไม่มีความหมาย (political efficacy) ถ้าคนรู้สึกว่าเลือกไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนก็จะไม่ออกไปเลือกตั้ง
อีกเหตุผลที่คนไปใช้สิทธิน้อย อธิบายได้ด้วย การจัดการเลือกตั้งของ กกต. การไม่ให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งท้องถิ่น ส่งผลชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งระดับชาติ ที่จริงการจัดให้คนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ สำนักงานเขต ไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากอะไร จะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย มากกว่าจัดหลักสูตรอบรมต่าง ๆ มากมาย
ประเด็นเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้มาเลือกตั้ง ขอพูดซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้งว่า บัตรเลือกตั้งควรมีรายละเอียดชื่อผู้สมัคร พรรค หรือสังกัด บัตรเลือกตั้งมีแต่เบอร์ เมื่อเข้าไปในคูหาทำให้จดจำยาก โดยเฉพาะผู้สมัคร สก. ที่มีเป็นจำนวนมาก น่าจะมีคนกาผิดเจตนาพอสมควร
จะเห็นว่าบัตรเสีย 6.9% เป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับบัตรสีเขียวที่เลือกผู้ว่าฯ กทม. เสียเพียง 0.9% หรือเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง สส. ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.8-4%
ตัวเลขเล็ก ๆ ที่น่าสนใจอีกตัวคือ จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้กับผู้สมัคร สก. ประมาณ 10% น่าจะสะท้อนว่า ประชาชนยังไม่รู้จักผู้สมัคร สก. ดีนัก จึงไม่รู้จะเลือกใคร