โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อ.สิริพรรณ” ชำแหละ 5 ปมเลือกตั้ง กทม. เตือนพรรคประชาชน-เพื่อไทย ฐานเสียงสั่นคลอน!

เดลินิวส์

อัพเดต 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 1.24 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
นักวิชาการรัฐศาสตร์ชื่อดังชี้ คะแนน สก. สะท้อนฐานเสียงจริง เตือน

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงในเพจ Siripan Nogsuan Sawasdee

เพิ่งเห็นผลเลือกตั้งที่นับคะแนน 100% แล้ว มี 5 ประเด็นที่อยากบันทึกไว้ ดังนี้ค่ะ

1. หากต้องการทำความเข้าใจพรรคการเมือง คะแนน สก. สะท้อนฐานเสียงของพรรคได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเลือกผู้บริหารโดยตรงอย่างผู้ว่าฯ กทม. คุณสมบัติ บารมี ความดึงดูด และความน่าเลือกส่วนบุคคล มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง การประเมินความเข้มแข็งของพรรคการเมือง จึงควรวิเคราะห์คะแนน สก.

สิ่งที่พบคือ voting consistency หรือ ความมั่นคงในการเลือกที่ยึดโยงกับพรรคการเมืองมีความวูบวาบอย่างมีนัยสำคัญ หากเปรียบเทียบผลเลือกตั้ง สก. ปี 2565 ผลเลือกตั้ง สส. ปี 2569 และผลเลือกตั้ง สก. ปี 2569 จะพบว่า

a. คะแนน สก. ของก้าวไกล ปี 65 ได้ 480,000 เสียง หรือ 21% 14 ที่นั่ง เลือกตั้ง สส. กทม. ได้ 1,400,000 เท่ากับ 45% ส่วน สก. พรรคประชาชนครั้งนี้ได้ 600,000 คะแนน หรือ 36%

มองมุมหนึ่ง คะแนนหดหายไป 9% แต่ตัวเลขนี้ไม่อาจเป็นกระจกพยากรณ์ความนิยมของคน กทม. ต่อพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้อย่างแม่นยำนัก เพราะประชาชนใช้คนละชุดเหตุผลในการตัดสินใจในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับผลเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่พรรคก้าวไกล แม้จะจับมือกับอดีตนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานเสียงเดิม กลับแพ้มากกว่าเดิม จากที่พัทยาร่วมใจ + คณะก้าวหน้าเคยได้ 21,521 ครั้งนี้ผู้สมัครในนามพรรคประชาชน ได้เพียง 11,566 คะแนน

คำถามเรื่องความผูกพันกับพรรคการเมือง จึงเป็นโจทย์สำคัญทางรัฐศาสตร์

b. เพื่อไทย สก. ปี 65 ได้ 27% หรือ 620,000 จาก 20 เขต เลือกตั้ง สส. กทม ปี 69 ได้ 300,000 หรือประมาณ 10% ไม่ส่งผู้สมัคร สก. แต่กลุ่มเพื่อไทย life ลงตัว ได้ 250,000 คะแนน 13% ซึ่งถ้าดู % ที่สูงกว่าการเลือกตั้ง สส. ทั้ง ๆ ที่ส่งผู้สมัครเพียง 10 เขต สะท้อนความเข้มแข็งในพื้นที่ส่วนตัวของผู้สมัคร

และเป็นคำถามใหญ่ถึงความนิยมของแบรนด์เพื่อไทยใน กทม.

c. ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่หลังจากปรับฐานลงมาตั้งแต่ปี 2562 ที่มั่นในกรุงเทพฯ ค่อนข้างนิ่ง การเลือกตั้ง สก. ปี 65 ได้ 350,000 คะแนน คิดเป็น 15% การเลือกตั้ง สก. ครั้งนี้ ทีมประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์ คุณกรณ์ คุณการดี คุณสกลธี ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงหนักมาก เพราะไม่ได้มองเป็นเพียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แต่มองยาวไปยังการเลือกตั้ง สส. ครั้งหน้า จึงใช้เป็นจังหวะรื้อฟื้นสายสัมพันธ์กับคนกรุงเทพฯ ที่ในอดีตเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคให้กลับมาชื่นมื่นอีกครั้ง

ผลคือได้คะแนนเสียงใกล้เคียงกับเดิมคือ 350,000 ซึ่งมากกว่าเลือกตั้ง สส.ปี 69 เล็กน้อยที่ได้ 300,000 คะแนน และเมื่อคิดเป็นสัดส่วน ที่ 19% ก็นับว่าเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้าง

2. คนเลือกคุณมัลลิกามากถึง 304,949 คะแนน คิดเป็น 13% น่าจะมาจากคนที่เคยเลือก สก.พรรคพลังประชารัฐ ปี 65 ที่ 270,000 (11%) และเติมด้วยคนที่เลือก สก.ประชาธิปัตย์ แต่ไม่เลือกคุณอนุชา หรือแม้แต่คนที่คิดว่า อ.ชัชชาติชนะอยู่แล้ว เลยหันมาเลือกคุณมัลลิกาเพื่อความสะใจ ก็คงมี

คุณมัลลิกากลายมาเป็นตัวแทนอนุรักษนิยม-ชาตินิยม (จากบทบาทกรณีพิพาทชายแดนกัมพูชา) ในการเลือกตั้งครั้งนี้

3. คงไม่อาจประเมินการหดหรือขยายตัวของสายอนุรักษนิยม จากผลเลือกตั้งครั้งนี้ได้ชัดเจน เพราะคะแนน อ.ชัชชาติหลอมรวมความนิยมของจากทั้งอนุรักษ์และก้าวหน้า ที่อาจจะชี้ได้คือ คนกลุ่มนี้ปฏิเสธพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนอย่างเหนียวแน่น มั่นคง และพร้อมจะหันไปชูตัวเลือกที่โดดเด่นให้เป็น MVP ในแต่ละครั้ง แม้อาจไม่ตรงกับอัตลักษณ์ดั้งเดิมก็ตาม

คล้ายกับที่คนกรุงเทพฯ เลือก ภูมิใจไทย 550,000 คะแนน มาเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา

4. ชัยชนะของ อ.ชัชชาติที่มากกว่าครั้งที่แล้วประมาณ 150,000 คะแนน แม้คนไปเลือกตั้งน้อยลงจาก 60% เหลือเพียง 52.79% เป็นเพราะครั้งนี้คะแนนไม่ถูกแบ่งให้ผู้สมัครท่านอื่นมากนัก การเลือกตั้งปี 65 มีผู้สมัครที่ได้ 200,000-250,000 ถึง 4 คน ประชาชนที่เคยเลือกผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ คุณสกลธี และพลตำรวจเอกอัศวิน บางส่วนหันมาลงคะแนนให้ อ.ชัชชาติ

5. เหตุผลที่คนไปเลือกตั้งน้อย เป็นไปตามทฤษฎี การแข่งขันไม่สูสี (competitiveness) ผลเห็นชัดตั้งแต่ยังไม่เลือก ถ้าเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 56 อ.สุขุมพันธ์ุ ประชาธิปัตย์ v. คุณพงศพัศ เพื่อไทย คนไปใช้สิทธิ 64% และสโลแกน ไม่เลือกเรา เค้ามาแน่ ทำงานได้ตรงเป้า

หากเปรียบเทียบการเลือกตั้ง สส. ของไทยที่ผ่านมา จะเห็นว่า คนไปใช้สิทธิลดลง ปี 54 (74.7%) ปี 66 (75.7%) ปี 69 (71.4%) ซึ่งสะท้อนความรู้สึกว่าเสียงของตนไม่มีความหมาย (political efficacy) ถ้าคนรู้สึกว่าเลือกไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนก็จะไม่ออกไปเลือกตั้ง

อีกเหตุผลที่คนไปใช้สิทธิน้อย อธิบายได้ด้วย การจัดการเลือกตั้งของ กกต. การไม่ให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งท้องถิ่น ส่งผลชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งระดับชาติ ที่จริงการจัดให้คนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ สำนักงานเขต ไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากอะไร จะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย มากกว่าจัดหลักสูตรอบรมต่าง ๆ มากมาย

ประเด็นเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้มาเลือกตั้ง ขอพูดซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้งว่า บัตรเลือกตั้งควรมีรายละเอียดชื่อผู้สมัคร พรรค หรือสังกัด บัตรเลือกตั้งมีแต่เบอร์ เมื่อเข้าไปในคูหาทำให้จดจำยาก โดยเฉพาะผู้สมัคร สก. ที่มีเป็นจำนวนมาก น่าจะมีคนกาผิดเจตนาพอสมควร

จะเห็นว่าบัตรเสีย 6.9% เป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับบัตรสีเขียวที่เลือกผู้ว่าฯ กทม. เสียเพียง 0.9% หรือเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง สส. ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.8-4%

ตัวเลขเล็ก ๆ ที่น่าสนใจอีกตัวคือ จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้กับผู้สมัคร สก. ประมาณ 10% น่าจะสะท้อนว่า ประชาชนยังไม่รู้จักผู้สมัคร สก. ดีนัก จึงไม่รู้จะเลือกใคร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...