โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ESG ‘ใบเบิกทาง’ สู่ความยั่งยืน

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ในยุคปัจจุบัน ภาคเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลกไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่กำลังดิ่งลึกเข้าสู่ภาวะ "Poly Crisis" หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง การแข่งขันทางการค้าที่ดุเดือด กฎระเบียบระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

วิกฤตการณ์เหล่านี้กำลังเข้ามา “เปลี่ยนกติกาโลก” และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้ง

เศรษฐกิจและความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญ สามารถแบ่งสัญญาณเตือนภัยออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ดังนี้

ระยะสั้น (1-2 ปี) สงครามราคาพลังงาน และภัยแล้งซูเปอร์เอลนีโญ ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง วิกฤตน้ำกระทบอุตสาหกรรมใหม่ และกำแพงการค้าสีเขียว ที่ไทยต้องเผชิญหน้ากับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดทันที

ระยะกลาง (3-5 ปี) การปฏิรูป Supply Chain และการคัดคนตกขบวน ทั้งมาตรฐานสิ่งแวดล้อมขั้นสูง ที่คู่ค้าหลักทั่วโลกกำลังรื้อถอนและปฏิรูปโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่จะกำหนดเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เข้มงวด หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณี UNFCCC ได้ จะถูกตัดออกจากระบบการค้าโลกทันที

ระยะยาว (5-10 ปี) วิกฤตความมั่นคงทางทรัพยากร โดยเฉพาะภาวะโลกเดือดแบบสุดขั้ว ทรัพยากรพื้นฐาน เช่น น้ำ พลังงาน และที่ดิน จะกลายเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงใหม่ของโลก หากไทยไม่เร่งบริหารจัดการทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ต้นทุนการผลิตจะดีดตัวสูงจนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร

ท่ามกลางความผันผวนนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวปาฐกถาในงาน Sustain Daily Talk 2026 ภายใต้หัวข้อ "โลกป่วน เกมเปลี่ยน : ธุรกิจยั่งยืนได้อย่างไร" โดยได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ESG (Environmental, Social, Governance) และเป้าหมาย Net Zero คือ "ใบเบิกทางในการอยู่รอด" ของเศรษฐกิจไทย หากมองว่า ESG เป็นเพียงต้นทุนจะเห็นแต่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงงาน แต่หากมองเป็นโอกาสจะกลายเป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Finance) เพิ่มมูลค่าให้สินค้า และสร้างความได้เปรียบในตลาดโลก

นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3.3 ล้านราย ซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน (คิดเป็น 69% ของการจ้างงานทั้งประเทศ) และสร้าง GDP มูลค่ากว่า 1.72 ล้านล้านบาท ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศถึง 70% กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเสนอให้ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นเข็มทิศหลักในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสู่มูลค่าสูง

รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และเตรียมส่งไม้ต่อสู่ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571-2575) ดังนี้ พัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเทคโนโลยีสะอาด ยกระดับภาคเกษตรและอาหารเพื่อดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก (Global Food Security Hub), ปรับปรุงกฎระเบียบและข้อบังคับ ให้เอื้อต่อการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้สอดรับกับตลาดแรงงานยุคเศรษฐกิจสีเขียว, ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) และพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการ "สืบสาน รักษา และต่อยอด" มาเป็นรากฐานในการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ทุกภาคธุรกิจเพื่อก้าวไปสู่การเป็น "ผู้นำ" ด้านความยั่งยืนในอีก 10 ปีข้างหน้า

แม้ประเทศไทยจะไม่สามารถควบคุมทิศทางหรือปัจจัยบวก-ลบทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ไทยต้องเป็นผู้กำหนดเกมของตัวเอง" ผ่านการเปลี่ยนวิธีคิด เร่งปรับตัว และประสานความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน และต้องทำทันทีเพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจไทย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...