โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ดร.นงนุช’ บอกเตรียมรับมืออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น!

ไทยโพสต์

อัพเดต 24 มิถุนายน 2569 เวลา 14.06 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

24 มิ.ย.2569 - ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เตรียมรับมืออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น - ทำไมเราถึงต้องระมัดระวังช่วงเวลาแบบนี้ และทำไมการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในสถานการณ์แบบนี้” ระบุว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกอาจต้องมีการปรับขึ้น และอาจทำให้ไทยต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม การขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่แค่เพราะอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้นเพราะการแข่งขันในภาคการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการมีผู้เล่นรายใหม่อย่าง virtual bank

เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั้งหลายจะต้องปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนของเงิน

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แบงก์ชาติประกาศ เชื่อมโยงยังไงกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ (เงินกู้) ที่ลูกหนี้ทั้งหลายต้องจ่าย

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบคงที่และแบบลอยตัว

1. แบบคงที่ – ตอนที่คุณทำสัญญากู้ยืม (สินเชื่อ) มีการระบุอัตราดอกเบี้ยชัดเจน เช่น 2% หรือ 3% ต่อปี สัญญาแบบนี้ต่อให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นหรือลงไปเท่าไหร่ก็ตาม ก็ไม่กระทบกับสัญญาของคุณ คุณยังต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ในสัญญา

2. แบบลอยตัว – สัญญากู้ยืม (สินเชื่อ) มีการระบุให้ชำระดอกเบี้ยโดยขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น MRR+3 , MLR+2 เป็นต้น

MRR = อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยชั้นดี เป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดที่ธนาคารกำหนดสำหรับสินเชื่อบุคคลประเภทที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด

MLR = อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้าชั้นดี เป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่ธนาคารจะคิดกับลูกค้าธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด ซึ่งจะต่ำกว่า MRR

โดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่แต่ละธนาคารกำหนดนี้จะเป็นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อระยะสั้นที่สุด และขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารแบบข้ามคืน (Overnight Repurchase Rate: OR) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่นับเป็นต้นทุนประเภทหนึ่งของธนาคาร รวมถึงต้นทุนอื่นๆ

ธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารของธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง (THOR) โดยปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารแบบข้ามคืนนี้มีความสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย นั่นหมายถึง เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่ม อัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยกู้ยืมจะสูงขึ้น

การที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารต่างก็เพิ่มขึ้น จะดันให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคารสูงขึ้น หากรายรับ (อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ) ไม่ปรับสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก จะส่งผลให้กำไรของธนาคารลดลง

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่แทบจะต่ำสุดและรายได้จากค่าธรรมเนียมที่หายไปกับการใช้ธุรกรรม mobile banking ที่มากขึ้นและการแข่งขันที่สูงขึ้น รวมไปถึงการที่แบงก์ชาติจำกัดหรือยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมบางประเภท ทำให้ผลกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยมีค่อนข้างต่ำบวกกับรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง

หากต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นโดยไม่มีรายรับเพิ่มขึ้นตาม ไม่ใช่เพียงแต่จะกระทบกับผลการดำเนินงานของธนาคารหรือผลตอบแทนผู้ถือหุ้น แต่ยังอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ

การคงอัตราดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป มักจะทำให้เกิดความเสี่ยงจากความคุ้นชิน นั่นก็คือ..,บริโภคและใช้เกินความจำเป็น เช่น เมื่อถึงคราวรายได้หดหาย แทนที่จะประหยัด ก็กู้ไปใช้ก่อน เพราะคิดว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เกิดการสะสมของหนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นกันค่ะว่า หนี้ครัวเรือนสูงมาตลอดระยะเวลาที่เรามีอัตราดอกเบี้ยต่ำ แม้การเติบโตของสินเชื่อจะค่อนข้างต่ำในปีที่ผ่านมา แต่เราต้องไม่ลืมว่าในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ทั้งเศรษฐกิจโลก หนี้สาธารณะที่สูงขึ้นทั้งในไทยและในประเทศต่างๆ

เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างเช่นในปัจจุบัน … ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น รายการค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวันที่สูงขึ้น ทำให้ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้เงินต้นรวมถึงการจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง

เพื่อไม่ให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ (หรือก็คือ เงินที่ออมไว้บวกกับดอกเบี้ยที่ได้รับ สามารถซื้อของได้น้อยลงกว่าใช้เงินวันนี้เพื่อซื้อของวันนี้) และทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้น ก็จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดแรงกดดันดังกล่าว

โดยเฉพาะเมื่อต่างประเทศมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย การคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม จนส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในไทยและต่างประเทศกว้างขึ้นจะทำให้เงินไหลออก จนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงและส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ กลายเป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งให้ต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เมื่ออัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

การเลือกที่จะก่อหนี้ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อประเภทไหนต้องคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะสร้างรายได้สูงพอจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย ไม่ใช่คิดแค่ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในปีนี้นะคะ

สำหรับผู้ที่มีสินเชื่ออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย คอนโดปล่อยเช่า หรือที่ซื้อไว้เมื่อตอนลดราคา โดยเฉพาะเพื่อไว้เก็งกำไร อยากให้ลองคำนวณดูว่าถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 2% และราคาอาหาร ของใช้ น้ำมันสูงขึ้นอีก 10% คุณมีรายได้และเงินออมพอจะจ่ายหนี้แต่ละงวดไปตลอดมั้ย และถ้าไม่พอ คุณคงต้องเลือกว่าคุณจะทำยังไงกับสินเชื่อนี้ เพราะโอกาสที่คุณจะ refinance หรือทำสัญญาเงินกู้ใหม่เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำลงนั้นแทบไม่เหลืออยู่อีกแล้ว

การเลือกผลิตภัณฑ์ในการลงทุนหรือฝากเงินจะต้องคิดให้ดี เพราะถ้าคุณฝากประจำระยะยาวที่ปกติจะได้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำระยะสั้น นั่นจะทำให้เงินฝากของคุณอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเดิมก่อนมีการปรับขึ้น และคุณจะเสียโอกาสในการได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเมื่อมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นตามตลาด นอกจากนี้การถอนเงินออกก่อนกำหนดเวลาเงินฝากประจำ ในบางกรณีก็มีค่าปรับทำให้ได้รับดอกเบี้ยเท่ากับเงินฝากออมทรัพย์

ในส่วนของผู้ที่ทำรายได้จากการลงทุนในสินทรัพย์อื่น หากนั่นเป็นเงินออมของคุณ ก็ต้องคิดถึงความเป็นไปได้ของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน ลองสำรวจดูเล่นๆ ไปก่อน ว่ารายได้และเงินออมของคุณมีพอสำหรับเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมั้ย หากขาดทุนในการลงทุนหลักทรัพย์หรือกองทุนนั้นกลายเป็นศูนย์ คุณยังอยู่ได้โดยไม่ต้องก่อหนี้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ก็หยุดการลงทุนชั่วคราว เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออมเผื่อฉุกเฉินบ้าง เพื่อความไม่ประมาท เพราะเราไม่รู้ว่าผลของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นนี้จะไปไกลแค่ไหน

ท้ายนี้ ขอฝากบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีต เผื่อจะได้เข้าใจกันว่าการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำไว้นานเกินไป ไม่ได้เป็นผลดีกับเศรษฐกิจและทุกคนเสมอไป

ในช่วงปี 2543 เป็นช่วงที่อเมริการเจอ Dot Com Crisis ตามมาด้วยเหตุการณ์ 9/11 แถมเป็นช่วงเริ่มของการเปิดการค้าของจีน ด้วยค่าเงินดอลลาร์ขณะนั้น ดุลการค้าของอเมริกาพังลงเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วง 2544-2546 Fed กดอัตราดอกเบี้ยต่ำลงเรื่อยๆ จนในอเมริกามีการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก เรียกว่าดาวน์ 0% กันเลย ปล่อยง่ายปล่อยเร็วผ่านการขอสินเชื่อออนไลน์

มีการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อแลกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมไปถึงการออกตราสารหนี้ขายให้แก่นักลงทุน โดยตราสารหนี้เหล่านี้มีสินเชื่อประเภทต่างๆ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและให้ผลตอบแทนอ้างอิงกับดอกเบี้ยที่ได้รับจากสินเชื่อเหล่านี้ ตลาดหุ้นอเมริกาเติบโตไปพร้อมๆ กับสถาบันการเงิน ทั้งที่ในขณะนั้น อเมริกามีการเติบโตของหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง (จาก 54.8% มาเป็น 61.2%) อันเป็นผลจากการเข้าสู่สงครามกับผู้ก่อการร้ายและการค้าที่ขาดดุลกับประเทศคู่ค้า

ต่อมาเมื่อ Fed ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นในกลางปี 2547 สถานการณ์พลิกทันที เพราะธุรกิจที่มีสินเชื่อกับธนาคารต้องพบกับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น บรรดาลูกหนี้ธนาคารมีภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้องลดค่าใช้จ่ายประเภทอื่น ส่งผลให้ธุรกิจได้รับผลอีกระลอกคือยอดขายลดลง กำไรลดลงหรือขาดทุน จนต้องมีการลดจำนวนพนักงาน ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยเริ่มมีรายได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยจนต้องขายบ้านที่ติดสัญญาสินเชื่ออยู่หรือไม่ก็ทิ้งสินเชื่อปล่อยเป็นหนี้สูญ บ้านมือสองจำนวนมากออกสู่ตลาด จนราคาอสังหาริมทรัพย์ลดฮวบ มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกันสินเชื่อก็ลดลงอัตโนมัติ

เมื่อเกิดหนี้สูญมากขึ้น ธุรกิจธนาคารย่อมได้รับผลกระทบ มากน้อยอยู่ที่ว่าสินเชื่อที่ปล่อยไปในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจที่มีผลประกอบการดี มีสถานะแข็งแกร่งมีส่วนแบ่งในตลาดสูง อยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าจำเป็นหรือไม่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะเศรษฐกิจมากนัก เป็นสินเชื่อที่ให้แก่คนที่มีรายได้มั่นคง หรือเป็นสินเชื่อที่ให้กับธุรกิจที่ไม่มั่นคง มียอดขายขึ้นอยู่กับการขึ้นลงของรายได้ของบุคคลทั่วไป (เช่น สินค้าฟุ่มเฟือย) เป็นสินเชื่อที่ให้แก่ผู้มีความสามารถในการทำรายได้ต่ำ

จนในที่สุดเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจทางการเงินและลามไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551

ในช่วงนี้เป็นจุดเปลี่ยนของระบบเศรษฐกิจโลกอีกครั้งหนึ่ง อยากให้ผู้อ่านใช้สติในการใช้จ่ายให้มากและระมัดระวังในการตัดสินใจทางการเงิน ไม่ประมาทแต่ก็ไม่ตื่นตระหนก เพราะทุกวิกฤตมักมีโอกาสซ่อนอยู่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...