สยามพิวรรธน์ดึง 4 พันธมิตรโลกปั้น “ลักชัวรีอีโคซิสเต็ม” มัดใจเศรษฐีกำลังซื้อสูง
ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับบนของภูมิภาค แซงหน้าสิงคโปร์-เวียดนาม ข้อมูลอินไซต์พบลูกค้ากระเป๋าหนักมียอดใช้จ่ายต่อปีสูงกว่ากลุ่มทั่วไปถึง 35 เท่า สยามพิวรรธน์เบนเข็มสู่ประสบการณ์เฉพาะบุคคล หลังพบกลุ่ม Ultra HNWIs โตกว่า 50%
การแข่งขันในตลาดสินค้าและบริการระดับบนของโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังยกระดับขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางลักชัวรี (Luxury Destination) อันดับต้นๆ ของโลก โดยนางสาวนาดา รูวีแยร์ ประธาน INSIGNIA ได้ระบุถึงสถานการณ์นี้ว่า “หากมองในมุมลักชัวรี ประเทศไทยกำลังกลายเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาค สิงคโปร์แข็งแกร่งเรื่องระบบการเงินและ Family Office ส่วนเวียดนามเป็นตลาดใหม่ที่ต้องจับตา แต่ในแง่ Luxury Lifestyle ตอนนี้ประเทศไทยคือศูนย์กลางสำคัญ”
ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวระดับบนจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มักเดินทางไปยุโรปตอนใต้ในช่วงวันหยุด ได้เปลี่ยนมารวมศูนย์จับจ่ายและท่องเที่ยวในเอเชีย โดยมีประเทศไทยเป็นจุดหมายหลัก
สยามพิวรรธน์กางยุทธศาสตร์ผนึก 4 บิ๊กแบรนด์ระดับโลก
จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดลักชัวรีโลกดังกล่าว ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับเม็ดเงินหมุนเวียนจากมหาเศรษฐีทั่วโลก ล่าสุด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม กับ สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดและยอดขายสินค้าลักชัวรีในสัดส่วนกว่า 70% ของตลาดรวมในประเทศไทย ได้ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ “Global Privilege Partnership” ร่วมกับ 4 พันธมิตรผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมลักชัวรีระดับโลก
ประกอบด้วย BELMOND (LVMH) เครือข่ายโรงแรมและรถไฟหรู, GALERIES LAFAYETTE ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของฝรั่งเศส, INSIGNIA ผู้ให้บริการดูแลสมาชิกมหาเศรษฐี และ MJETS ผู้ให้บริการด้านการบินส่วนบุคคล เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศธุรกิจไร้พรมแดน (Global Luxury Ecosystem) บูรณาการฐานข้อมูลและการมอบเอกสิทธิ์ข้ามอุตสาหกรรม
ปรับโมเดลธุรกิจรีเทล มุ่งตอบโจทย์ประสบการณ์เฉพาะบุคคล
นางสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เปิดเผยว่า “การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของธุรกิจรีเทลไทย หลังบริษัทศึกษาเชิงลึกทั้งข้อมูลภายในและข้อมูลตลาดต่างประเทศ พบว่าลูกค้าระดับบนไม่ได้ต้องการเพียงการช้อปปิ้งอีกต่อไป แต่ต้องการ “Lifestyle Experience” ที่เชื่อมโยงทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การเดินทาง การพักผ่อน การบริการส่วนตัว ไปจนถึงการเข้าถึงสิทธิประโยชน์เฉพาะบุคคลทั่วโลก”
ส่งผลให้บริษัทปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบส่วนลดหรือคะแนนสะสมแบบเดิม ไปสู่การสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Experience-based Privilege) โดยใช้ฐานข้อมูลพฤติกรรมลูกค้ามาวิเคราะห์และออกแบบบริการให้ตรงกับไลฟ์สไตล์จริงของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งนางสรัลธรย้ำว่า “ลูกค้าแต่ละคนมีไลฟ์สไตล์ต่างกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การให้ส่วนลด แต่คือการสร้าง Personalized Experience ที่ตรงกับชีวิตจริงของแต่ละคน นี่คือ Game Changer ของเรา”
เปิดตัวเลขกำลังซื้อกลุ่ม Ultra HNWIs ในไทย
เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติตัวเลขทางธุรกิจ พบว่าฐานลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (Ultra High Net Worth) ของสยามพิวรรธน์มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยนับตั้งแต่ปี 2565 ถึงปี 2568 จำนวนลูกค้ากลุ่มนี้เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 50% และมียอดการใช้จ่ายคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของยอดขายรวมทั้งหมดภายในศูนย์การค้าในเครือ ทั้งนี้ ข้อมูลตลาดระบุว่าในประเทศไทยมีกลุ่ม Ultra High Net Worth หรือผู้ที่มียอดใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อปี อยู่ประมาณ 9,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีกว่า 5,000 คน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดรวมที่เป็นฐานสมาชิกของสยามพิวรรธน์ โดยมีสมาชิกระดับบนสุดบางกลุ่มมียอดสะสมการใช้จ่ายสูงถึงวันละ 1.5 ล้านบาท
นอกจากนี้ ข้อมูลผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงพลังการจับจ่ายของลูกค้าระดับบนได้อย่างชัดเจน โดยสมาชิกกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงมียอดจับจ่ายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อครั้ง และมียอดใช้จ่ายรวมต่อปีมากกว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปถึง 35 เท่า จากฐานสมาชิกวันสยามทั้งหมดที่มีอยู่ 2 ล้านราย ขณะที่พันธมิตรระดับโลกอย่าง INSIGNIA ซึ่งปัจจุบันดูแลลูกค้ากลุ่ม Ultra High Net Worth อยู่ราว 700 ครอบครัวทั่วโลก ระบุว่ามีกลุ่มลูกค้าระดับสูงสุดที่มีสินทรัพย์ขั้นต่ำ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1,000 ล้านบาท อยู่ประมาณ 100 ครอบครัว ซึ่งกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีความต้องการบริการที่เน้นความเป็นส่วนตัวสูงและการดูแลที่ไร้รอยต่อ
สิทธิประโยชน์ข้ามพรมแดน
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนกลยุทธ์ร่วมกับ 4 พันธมิตรใหม่ในครั้งนี้ จะเน้นการเชื่อมต่อการบริการเพื่ออำนวยความสะดวกในทุกจุดของการใช้ชีวิต ประกอบด้วย เครือ BELMOND ยกระดับบริการผู้ช่วยส่วนตัวแบบ 1-1 ในการวางแผนการเดินทางและให้การต้อนรับระดับ VIP ณ โรงแรมและรถไฟหรูทั่วโลก ทางด้าน INSIGNIA มอบบริการดูแลลูกค้ารายบุคคลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเข้าถึงกิจกรรมและร้านอาหารระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ขณะที่ MJETS เข้ามาเติมเต็มด้านการเดินทางผ่านบริการเครื่องบินส่วนตัว เลานจ์พิเศษที่สนามบิน และรถรับส่งจากรันเวย์ตรงสู่ศูนย์การค้า และ GALERIES LAFAYETTE มอบสิทธิพิเศษในปารีสแก่สมาชิก ONESIAM ระดับ Black, Platinum และ Scarlet ให้สามารถเข้าใช้ Private Personal Shopping Lounge บริการผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนบุคคล และการคืนภาษีแบบเร่งด่วน
นอกเหนือจาก 4 พันธมิตรล่าสุด ปัจจุบันเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศของสยามพิวรรธน์ยังครอบคลุมศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าในโกลบอลเดสติเนชั่น ทั้ง PARCO (ญี่ปุ่น), TAIPEI 101 (ไต้หวัน), Hong Kong Times Square (ฮ่องกง), ION Orchard (สิงคโปร์), Pavilion Kuala Lumpur (มาเลเซีย), Plaza Indonesia (อินโดนีเซีย), FOSUN (จีน) และ Hyundai Department Store (เกาหลีใต้) โดยกลยุทธ์ทั้งหมดนี้มุ่งเน้นการแบ่งปันฐานข้อมูลร่วมกันเพื่อทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization) นำมาซึ่งการเติบโตแบบไร้พรมแดน (Borderless Growth) และดึงดูดเม็ดเงินหมุนเวียนจากต่างประเทศเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว