เด็กชายแดนสุรินทร์วอนรัฐเร่งสร้างบังเกอร์ โรงเรียนรองรับไม่พอ 84 คน ใช้ได้แค่ 30 คน หวั่นเหตุฉุกเฉิน
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับเสียงสะท้อนจากเด็กนักเรียน คณะครู และผู้ปกครอง โรงเรียนนิคมสร้างตนเองปราสาท 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ตำบลโคกสะอาด อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ขอความช่วยเหลือเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีจิตศรัทธาช่วยสร้างบังเกอร์หลบภัยเพิ่มเติม หลังพบว่าพื้นที่หลบภัยที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อนักเรียนทั้งหมด
โรงเรียนดังกล่าวมีนักเรียนจำนวน 84 คน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่มีบังเกอร์หลบภัยเพียงจุดเดียว ซึ่งเป็นบังเกอร์ที่ชุมชนร่วมกันก่อสร้าง มีขนาดจำกัด สามารถรองรับนักเรียนได้เพียงประมาณ 30 คนเท่านั้น ส่งผลให้นักเรียนกว่า 50 คนต้องอยู่ภายนอกบังเกอร์ และต้องซ้อมหลบภัยโดยการนอนหมอบราบกับพื้นเมื่อเกิดสถานการณ์จำลอง
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พบว่า โรงเรียนได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยครูได้จำลองสถานการณ์ฉุกเฉินขณะเด็กนักเรียนกำลังทำกิจกรรมกลางสนามฟุตบอล เมื่อมีสัญญาณเตือน เด็กนักเรียนต้องนอนหมอบราบกับพื้น เอามือปิดหู ก่อนจะวิ่งเข้าหลุมหลบภัยที่อยู่ห่างจากอาคารเรียนประมาณ 250 เมตร โดยมีนักเรียนรุ่นพี่ช่วยดูแลน้อง ๆ ระหว่างการเคลื่อนย้าย
ทั้งนี้ หลุมหลบภัยดังกล่าวเป็นท่อซีเมนต์ขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 4 ท่อน รวม 2 ช่อง สามารถรองรับนักเรียนได้จำกัดเพียง 30 คน ทำให้ไม่เพียงพอต่อจำนวนทั้งหมดของโรงเรียน
ด.ช.จิรายุ แก้วปทุม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า บังเกอร์ที่มีอยู่มีขนาดเล็ก ไม่เพียงพอกับนักเรียนทั้งหมด อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยสร้างบังเกอร์ที่มีขนาดใหญ่และปลอดภัยมากขึ้น เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะเป็นอันตรายต่อเด็กนักเรียน
ด้าน น.ส.พรรธน์ชญมน พัชรณภัสสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนนิคมสร้างตนเองปราสาท 3 เปิดเผยว่า โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอปราสาท แต่เป็นเขตรอยต่อใกล้อำเภอพนมดงรัก ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 15 กิโลเมตร ทำให้มีความกังวลด้านความปลอดภัย หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินรุนแรงในพื้นที่ชายแดน
ผู้อำนวยการโรงเรียนระบุว่า บังเกอร์ที่มีอยู่เป็นเพียงของชุมชนที่มาสร้างไว้ภายในโรงเรียน และไม่สามารถรองรับนักเรียนได้เพียงพอ จึงขอวิงวอนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนช่วยสนับสนุนการก่อสร้างบังเกอร์ที่ได้มาตรฐาน มีความมั่นคง และอยู่ใกล้อาคารเรียน เพื่อให้สามารถอพยพนักเรียนได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นางไฮ อภัยชา อายุ 72 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเร่งด่วน เนื่องจากบังเกอร์ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะไม่สามารถรองรับเด็กนักเรียนได้ทั้งหมด อีกทั้งพื้นที่ยังอยู่ใกล้แนวชายแดน ทำให้ชาวบ้านมีความกังวลและต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่รุนแรง แต่ยังมีความหวาดกังวลต่อความไม่แน่นอน และต้องการให้ภาครัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคงเร่งดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนและสถานศึกษาในพื้นที่ชายแดน