โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ “คนกรุงเทพฯ” ให้การ

ไทยโพสต์

อัพเดต 30 มิถุนายน 2569 เวลา 6.05 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กทม.คือ….

“เมืองคนหมดอาลัยตายอยากกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ”!

จริง-ไม่จริง

ดูได้จากจำนวนคนไปใช้สิทธิ!

กทม.ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๔,๔๒๘,๖๔๔ คน

ออกไปใช้สิทธิ คือออกไปเลือกตั้งแค่ ๒,๒๐๑,๗๓๙ คน

คิดเป็น ๔๙.๗%

“ไม่ถึงครึ่ง” ของผู้มีสิทธิ!?

ในจำนวน ๒ ล้านกว่าคนที่ไปเข้าคูหา ยัง X ในช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” มากถึง ๔๙,๖๑๔ คน

ทำบัตรเสียซะอีก ๒๐,๗๘๔ คน

รวมคนไม่ประสงค์ลงคะแนนกับคนทำบัตรเสีย มากถึง ๗๐,๓๙๘ คน!

สรุป คนที่ได้รับเลือกเป็น “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” เมื่อ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ คือ “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

แม้ได้คะแนน “เกินล้าน”

แต่เป็นจำนวน “เกินล้าน” ของคน กทม.ที่ออกมาเลือก "ไม่ถึง ๕๐%!"

การชนะที่คนออกมาเลือกตั้งไม่ถึง ๕๐% การชนะนั้น ไม่ถือว่า “เป็นไปตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตย”

เพราะ “เจตนารมณ์” ประชาธิปไตย….

การชนะที่ “สมบูรณ์แบบ” ต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิ เพราะเสียงส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิ

มันหมายถึง “ศรัทธา”!

“ศรัทธา” จะมาจากผู้เสนอตัวรับเลือกตั้ง ถ้าคนศรัทธา ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง “จะไปใช้สิทธิกันมาก”

คนไหนที่ผู้ออกเสียงเลือกตั้งมี “ศรัทธามาก” ก็จะเป็นผู้ชนะ คือได้รับเสียงส่วนใหญ่จากผู้ไปใช้สิทธิออกเสียง เกินกว่า ๕๐% ขึ้นไป

นั่นคือ “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ”!

การเลือกตั้งใดก็ตาม ถ้าผู้มีสิทธิออกมาใช้สิทธิไม่ถึง ๕๐%

การชนะเลือกตั้งด้วย “คะแนนมาก” แต่เป็น “มาก” ในจำนวน “น้อย” ของผู้มาใช้สิทธิ

ก็ถือว่า “ชนะเลือกตั้ง” ได้เหมือนกัน

แต่เป็นชนะที่ต่ำกว่า “ค่ามาตรฐาน” เรียกว่า “ชนะที่ตกเกรดประชาธิปไตย”!

ก็มาถึงประเด็น ที่ถามกันว่า…

“ที่คนส่วนใหญ่ไม่ออกไปใช้สิทธิ เพราะหมดศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยด้วยอย่างนั้นหรือ?

คำตอบคือ “ไม่ใช่” เลย

คน กทม.ยังศรัทธาประชาธิปไตย แต่ไม่ศรัทธา และรู้สึก “หมดอาลัยตายอยาก” กับผู้เสนอตัวให้เลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม.ตะหาก!

ที่ออกไปเลือก เหมือนถูก “มัดมือชก”

“จำใจต้องเลือก”

ไม่ไปก็ไม่ได้ เพราะกฎหมายบอก “เป็นหน้าที่” ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง…ต้องไปเลือกตั้ง

มิเช่นนั้น จะถูกตัดสิทธิความเป็นประชาชนบางประการ!

นี่…สมมุติ ๔ ปีข้างหน้า

นายชัชชาติลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีกเป็นสมัยที่ ๓ และผู้สมัครคนอื่นๆ ก็ “ผีจับยัด” ประกาศตัวลงสมัครเอาตอนใกล้เลือกตั้ง แบบคราวนี้อีก

นายชัชชาติก็อาจชนะอีกเป็นสมัยที่ ๓!

แต่เปอร์เซ็นต์คนออกไปเลือกตั้ง อาจเหลือน้อยกว่า ๔๙% แน่

เพราะคน กทม.บางส่วนอาจตะโกนดังๆ…

“ทำไมกูจะต้องไปเลือกให้เป็นการดูถูกตัวเองซ้ำซากขนาดนี้วะ”?

กรุงเทพฯ นั้น “อมรเมือง” เรืองรองด้วยของเก่าเคล้าวัฒนธรรมอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว

คนเป็นผู้ว่าฯ ที่เอากึ๋นตัวเองเข้ามา “พัฒนาเมือง” ที่ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ยังไม่เคยเห็น!

เห็นแต่ภาครัฐ-ภาคธุรกิจการค้าเอกชนแต่งแต้มเมืองให้มีสีสันและชีวิตชีวา ชนิดแหงนหน้าคอตั้งบ่ามองเมือง

แต่พอก้มหน้าลงต่ำ ถนนหนทาง ตรอก ซอกซอย กำแพง รูท่อ ตลาดสด กองขยะ ไฟส่องทาง น้ำท่วมขัง แผงลอย รถเข็น

มันหดหู่ ดูและเดิน แทบไม่ได้

“กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร” แหงนหน้ามองสูงได้

แต่ก้มหน้ามองต่ำ มันแสนจะระกำใจ…

มีผู้ว่าฯ ไปทำไม กี่ยุค-กี่สมัย ทางเท้า กทม.ใช้เดินไม่ได้เลย!

ผู้ว่าฯ กทม.ที่เข้ามาพัฒนาให้เป็นเมืองอารยวิไล ยังไม่เคยเห็น

เห็นแต่ “เหลือบฝูงเดิม-ฝูงเก่า” ผัดเวียนกันเข้ามา

แล้วโหนความเป็น “กรุงเทพฯ เมืองอมร” ตรงบริเวณ “เกาะรัตนโกสินทร์” เกาะกินไปวันๆ

ประเทศลอกคราบ ตามสังคมโลกเปลี่ยนยุค

การเมืองใหญ่ เริ่มปฏิรูปและกวาดล้างสังคมโฉด-คอร์รัปชันชั่ว

“การเมือง กทม.” ก็ต้องคิดกระดิกตัว จากการเป็นปลิง-เป็นเหลือบ เกาะการเติบโตของ “กรุงเทพฯ” กินไปแต่ละเดือน-แต่ละปี

๔ ปีของชัชชาติ….

มีตรงไหนที่พูดได้เต็มปากว่า เป็นงานสร้างสรรค์และพัฒนาเมืองที่จับต้องได้บ้าง?

อย่าบอกว่า “สวนป่าเบญจกิติ” ตรงโรงงานยาสูบเก่าย่านคลองเตย ที่โด่งดังระดับโลกตอนนี้เชียวนะ

เพราะนั่น “กรมธนารักษ์” กระทรวงการคลังเขาสร้าง และกองทัพบกร่วมดำเนินการ สมัยรัฐบาล "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา"

สร้างเสร็จ เขายกให้ กทม.ดูแลต่อ ไม่ใช่ผลงาน กทม. ใครก็อย่าเข้าใจผิด

เอาล่ะ เห็นอยู่ในบรรยากาศควันหลงหลังเลือกตั้ง กทม. ผมก็เฉลิมฉลองไปกับเขาพอหอมปากหอมคอ

วันนี้มีเรื่องให้อ่าน เพราะนานๆ ที จะเห็นจีนเมาธ์เรื่องชาวบ้าน สนุกดี อ่านแก้เครียดกันเนอะ

…………………………………..

China Focus 关注中国

สื่อเผย “ทรัมป์” หลุดคำพูดแฉยับ

อินเดียชอบของฟรี

ส่วนเซเลนสกี คือนักเจรจาสุดห่วย

กลายเป็นหนังสือร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมิถุนายนทันทีเมื่อสองผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวของ The New York Times

ปล่อยหนังสือ "Regime Change"

แฉเบื้องลึกห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ในช่วงสิบวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์

ซึ่งเนื้อหาข้างใน ทำเอาทั้ง “นิวเดลี” และ “เคียฟ” ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะมันสะท้อนว่า

ในสายตาของประธานาธิบดีนักธุรกิจคนนี้ "มิตรภาพสากล" ไม่มีอยู่จริง

มีแต่ "ใบเสร็จรับเงิน" เท่านั้น

1.โมดีและอินเดีย: พันธมิตรร่วมสาบาน ที่ "ไม่เคยจ่ายเงิน"

เรื่องราวสุดแสบสันเกิดขึ้น เมื่อรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) พยายามเสนอไอเดียแก้ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน

โดยเสนอให้ #อินเดีย เป็นผู้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปตรึงแนวรบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กองกำลังนาโตไปกระตุ้นอารมณ์ของ “วลาดิเมียร์ ปูติน”

แต่ “แวนซ์” พูดไม่ทันขาดคำ “ทรัมป์” ก็เบรกหัวทิ่มพร้อมเสียงหัวเราะด้วยประโยคคลาสสิกว่า:

"คนอินเดียไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก…พวกเขาไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้กับเรื่องประเภทนี้แน่นอน"

แถมยังตบท้ายด้วยการนินทาแบบเจ็บลึกว่า

"นายกฯ #โมดี น่ะชอบผมมากนะ และเขาก็อยากมาเยือนด้วย…แต่ก็นั่นแหละ คนอินเดียไม่เคยยอมควักเงินซื้ออะไรเลย"

คำพูดนี้ ทำเอาภาพลักษณ์ "ผู้นำกลุ่มประเทศก้าวหน้า" ของอินเดียพังทลาย เพราะในโมเดลธุรกิจของทรัมป์ พันธมิตรมีแค่สองประเภทคือ

"พวกที่ยอมจ่ายเงิน" กับ "พวกที่ชอบนั่งรถฟรี (Free Rider)"

ซึ่งอินเดียถูกจัดอยู่ในหมวดหลังอย่างไม่ต้องสงสัย

ปากบอกเป็นเพื่อนรัก “อินโด-แปซิฟิก”

แต่พอตรวจบัญชี กลับพบว่า “ชอบต่อราคาอาวุธ” แถมยังแอบไปซื้อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียแบบเงียบๆ

2.เซเลนสกี:นักเจรจาสุดห่วยในสายตานักค้าที่ดิน

ไม่เพียงแค่อินเดียที่โดนด้อยค่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ #เซเลนสกี ของ #ยูเครน ก็โดนทรัมป์ตราหน้ากลางที่ประชุมว่า

เป็น "Bad Negotiator" (นักเจรจาที่แย่มาก)

ยิ่งไปกว่านั้น “สกอตต์ เบสเซนต์” (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลัง ยังสำทับด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในวงปิด โดยเปรียบเซเลนสกีว่า

เป็นเหมือน "มิสเตอร์บีน” เวอร์ชันเมายา (Mr.Bean on Adderall)"

เหตุผลที่ทีมงานของทรัมป์เอือมระอาเซเลนสกี เกิดจากการที่ยูเครนพยายามแบมือขอเงินและอาวุธจากสหรัฐอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ในมิติการเจรจาขอบเขตดินแดน หรือการเข้าเป้าหมายนาโต กลับไม่มีความยืดหยุ่น

และไม่ยอมปล่อยดีล (Deal) ใดๆ ออกมา

ในสายตานักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างทรัมป์ การเจรจาที่ไม่รู้จักการ "หมุนไพ่" หรือหยิบยื่นผลประโยชน์ต่างตอบแทน

คือการทำธุรกิจที่ล้มเหลวสิ้นดี

เมื่อหน้ากาก "คุณธรรมโลกเสรี" ถูกฉีกกระชาก

สิ่งที่น่าสนใจจากบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ ไม่ใช่ความหยาบคายของทรัมป์

แต่เป็น "การเปลื้องผ้า" นโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา:

-คำว่า "#ค่านิยมร่วมกัน" (Shared Values): พลิกออกมาดูหลังบ้านก็คือ "#ร่วมกันหารค่าใช้จ่าย" (Shared Bills)

วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย หรือประเทศไหนๆ ต่างต้องตื่นจากฝันหวานและกลับมาคำนวณตัวเลขใหม่ว่า

“การเป็นเพื่อนกับวอชิงตันมีราคาที่ต้องจ่ายเท่าไหร่?”

-สัจธรรมของประเทศขนาดเล็ก: ฉากทัศน์ของยูเครนคืออุทาหรณ์ชั้นดีว่า

"การขายความน่าสงสาร" เพื่อแลกความช่วยเหลือทางการทหาร

มันมี "ช่วงเวลาหมดอายุ"

เมื่อใดที่ผู้ควบคุมโรงละครในวอชิงตันเปลี่ยนคน

บัญชีหนี้สินทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปเรียกเก็บที่เจ้าตัวทันที

สุดท้ายนี้ ทั้งพันธมิตรประเภท "ชอบนั่งฟรี" และแขกรับเชิญประเภท "นักเจรจาสุดบูด" ต่างก็ติดกับดักเดียวกัน

นั่นคือการลืมตื่นมาส่องกระจกแล้วถามตัวเองว่า

"บนโต๊ะเจรจาของมหาอำนาจ…ตนเองมีไพ่ในมือที่กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้จริงๆ กี่ใบกันแน่?"

………………………………………..

จบ…จีนนินทาทรัมป์

พรุ่งนี้ค่อยมาหาเรื่องอำชาวบ้านกันต่อ…นิ!.

-เปลว สีเงิน

๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๙

คนปลายซอย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...