โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
คำถามหมื่นล้าน! แกะปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้นเท็จ ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ขยับ ได้ประโยชน์อะไร? พร้อมข้อเสนออุดรูรั่วตลาดทุนไทย

ในตลาดทุน ข้อมูลคือทุกสิ่ง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลคือรากฐานของความเชื่อมั่นทั้งระบบ นั่นคือเหตุผลที่การยื่นรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) สัดส่วน 7.0992% ของสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับต้นๆ ของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ในชื่อบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยปรากฏในแวดวงตลาดทุน

ประเด็นสำคัญ

  • ไทม์ไลน์ 10 วัน จากรายงานปริศนา สู่บทสรุป ‘ข้อมูลเท็จ’
  • แบบรายงาน 246-2 คืออะไร?
  • ทำไมต้องรายงานข้ามทุกๆ 5%?
  • มีข้อมูลอะไรบ้างในแบบ 246-2
  • ต้องยื่นแบบรายงานเมื่อไหร่
  • รูรั่วอยู่ตรงไหน?
  • แต่เคสนี้เผยจุดอ่อนของสมดุลดังกล่าวอย่างน้อย 3 จุด
  • คำถามหมื่นล้าน ‘สุภาพร’ ได้อะไรจากการรายงานข้อมูลเท็จ?
  • สมมติฐานที่เป็นไปได้จึงกระจายออกเป็นหลายทิศทาง
  • ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำ จากเกณฑ์ใหม่ที่มาแล้ว ถึงข้อเสนอ ‘ยกเครื่อง’

เมื่อผลการตรวจสอบสรุปว่าข้อมูลทั้งหมด ‘เป็นเท็จ’ คำถามจึงไม่ได้จบที่ตัวบุคคล แต่ลามไปถึงระบบที่เปิดช่องให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลทั้งหมดที่นักลงทุนรับรู้มาในอดีต

เพราะเมื่อตรวจสอบย้อนไปไกลกว่านั้น จะเห็นว่าการรายงานซื้อหุ้น TRUE ไม่ใช่เคสเดียวที่เกิดขึ้นและเป็นข้อมูลเท็จ แต่ยังมีข้อมูลอีก 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ ที่ท้ายที่สุดแล้ว ก.ล.ต. ระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ และนำออกจากระบบไป

ภาพผู้หญิงในเงาดำหน้าอาคาร ก.ล.ต. และกราฟหุ้น พร้อมเอกสารรายงานเท็จที่มองไม่ชัด 1

ไทม์ไลน์ 10 วัน จากรายงานปริศนา สู่บทสรุป ‘ข้อมูลเท็จ’

30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 – มีผู้บันทึกรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เข้าระบบของ ก.ล.ต. ในชื่อ สุภาพร พิมพงษ์ รวม 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ โดยอ้างการได้มาย้อนหลังหลายช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2564 รายการที่สะดุดตาที่สุดคือหุ้น TRUE ที่อ้างว่าถือรวม 7.0992% ซึ่งรวมถึงหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่เคยออกเสนอขาย

3 กรกฎาคม – ก.ล.ต. พบความผิดปกติ ขึ้นสถานะ ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กำกับรายงานดังกล่าว เป็นการแจ้งเตือนระดับแรกต่อผู้ใช้ข้อมูล ขณะที่เรื่องเริ่มแพร่สะพัดในสังคมตลาดทุนช่วงสุดสัปดาห์

6 กรกฎาคม – TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจไม่ถูกต้อง และบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิแก่บุคคลทั่วไป

7 กรกฎาคม – ก.ล.ต. ยกระดับสถานะเป็น ‘ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง’ วันเดียวกันเป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ล่าสุดของ TRUE ซึ่งจะกลายเป็นหลักฐานชี้ขาดในเวลาต่อมา

8 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดเผยข้อสังเกต 5 ประการจากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้ ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ด้านอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. แถลงยืนยันสนับสนุนการหาข้อเท็จจริง พร้อมเร่งรัดกระบวนการปิดสมุดทะเบียนและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ และในวันเดียวกัน เมื่อได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ก.ล.ต. จึงนำรายงานทั้ง 7 รายการออกจากระบบเผยแพร่

9 กรกฎาคม – ก.ล.ต. เปิดแถลงใหญ่ นำโดย ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สรุปว่าข้อมูลทั้งหมดไม่มีความถูกต้อง ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ผู้รายงานมีตัวตนจริงและติดต่อได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจงก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย วันเดียวกัน TRUE ยื่นหนังสือฉบับที่สอง รายงานผลจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ว่าไม่ปรากฏชื่อบุคคลผู้ยื่นรายงานเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่อย่างใด

แบบรายงาน 246-2 คืออะไร?

แบบรายงาน 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) คือ แบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ

พูดให้เข้าใจง่ายๆ มันคือแบบฟอร์มที่กฎหมายบังคับให้ผู้ถือหุ้นต้องแจ้งให้ ก.ล.ต. และประชาชนทราบ เมื่อมีการซื้อหรือขายหุ้นจนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นข้าม ‘ทุกๆ 5%’ ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทนั้นๆ

ทำไมต้องรายงานข้ามทุกๆ 5%?

ก.ล.ต. กำหนดเกณฑ์นี้ขึ้นมาเพื่อความโปร่งใส เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยรู้ว่ากำลังมี ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ หรือกลุ่มทุนไหนเข้ามาสะสมหุ้นหรือเทขายหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารควบคุมบริษัท

โดยตัวเลขสัดส่วนที่จะต้องรายงาน (ทั้งขาขึ้นและขาลง) คือ 5%, 10%, 15%, 20% ยาวไปจนถึง 100%

มีข้อมูลอะไรบ้างในแบบ 246-2

เมื่อมีการยื่นรายงานนี้ ข้อมูลจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะบนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. โดยจะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น:

  • ใคร เป็นคนซื้อหรือขาย (ชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล)
  • ทำรายการเมื่อไหร่ และทำผ่านช่องทางไหน (เช่น ซื้อในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง หรือโอนหุ้นนอกตลาด)
  • จำนวนหุ้นและเปอร์เซ็นต์ ที่ได้มาหรือจำหน่ายไปในรอบนั้น
  • ยอดรวมล่าสุด หลังจากทำรายการเสร็จแล้วว่าเหลือถืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์

ต้องยื่นแบบรายงานเมื่อไหร่

กฎหมายกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องยื่นแบบรายงานนี้ภายใน 3 วันทำการ นับจากวันที่เกิดรายการ (วันที่ซื้อขายสำเร็จ)

ทั้งนี้ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มักจะใช้ข้อมูลจากแบบ 246-2 นี้ในการติดตามดูความเคลื่อนไหวของเจ้าของบริษัท, นักลงทุนรายใหญ่ (Whales) หรือกองทุนต่างๆ ว่าพวกเขากำลังมองเห็นโอกาสหรือกำลังถอนตัวจากหุ้นตัวนั้นๆ หรือไม่

รูรั่วอยู่ตรงไหน?

ข้อเท็จจริงที่หลายคนอาจแปลกใจคือ ระบบยืนยันตัวตนของ ก.ล.ต. ไม่ได้หละหลวม ผู้ที่จะบันทึกข้อมูลต้องลงทะเบียนด้วยชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ไปจนถึงชื่อบิดามารดา ซึ่งระบบสอบยันกับฐานข้อมูลกรมการปกครองโดยอัตโนมัติ หากไม่ตรงระบบจะปฏิเสธ และยังต้องยืนยันผ่าน OTP อีกชั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันชัดว่า ‘บอท’ หรือบุคคลไร้ตัวตนไม่สามารถยิงข้อมูลเข้ามาได้ และในเคสนี้ผู้รายงานก็มีตัวตนจริง ติดต่อได้จริง

รูรั่วที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การยืนยันตัวตน แต่ระบบแบบ 246-2 เป็นระบบรายงานด้วยตนเอง (Self-declare) ที่ผู้รายงานรับรองความถูกต้องเอง และข้อมูลถูกเผยแพร่สู่สาธารณะทันทีโดยไม่ผ่านการรับรองล่วงหน้า ด้วยเหตุผลเชิงหลักการที่ ก.ล.ต. อธิบายว่า ข้อมูลการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นต้องถึงมือนักลงทุน ‘เร็วที่สุด’ หากให้สำนักงานตรวจรับรองทุกรายการก่อนเผยแพร่ จะแลกมาด้วยความล่าช้าของสารสนเทศทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกใช้

แต่เคสนี้เผยจุดอ่อนของสมดุลดังกล่าวอย่างน้อย 3 จุด

จุดแรกคือช่องว่างของเวลา

ข้อมูลเท็จลอยอยู่บนระบบสาธารณะรวม 8 วัน (30 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม) แม้จะมีป้ายเตือนกำกับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม แต่ในโลกที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่ากระบวนการตรวจสอบ คำถามจากห้องแถลงข่าวที่ว่า “ในยุค AI ทุกอย่างมันไวหมด มันควรเช็กได้เร็วกว่านี้หรือไม่?”

จุดที่สองคือขอบเขตของความเสียหายที่กว้างกว่าแบบ 246-2

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ตั้งข้อสังเกตกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบบ 246-2 แต่บุคคลดังกล่าวยังเคยรายงานผ่านแบบ 59 ซึ่งเป็นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร ทั้งที่ไม่ปรากฏชื่อเป็นผู้บริหารบริษัทใดเลย สะท้อนว่าช่องทางการรายงานด้วยตนเองหลายระบบเปิดรับข้อมูลจากผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่แบบรายงานนั้นกำหนดได้

จุดที่สามคือแรงจูงใจเชิงลบมีต้นทุนต่ำ

ความผิดฐานยื่นเอกสารอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลขที่ถูกตั้งคำถามว่าเพียงพอให้กลัวการกระทำหรือไม่ เมื่อเทียบกับแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นทั้งตลาด และการแก้บทลงโทษให้หนักขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที เพราะต้องผ่านกระบวนการแก้กฎหมายในรัฐสภา

คำถามหมื่นล้าน ‘สุภาพร’ ได้อะไรจากการรายงานข้อมูลเท็จ?

ในหลายกรณีเกี่ยวกับการสร้างข่าวปลอมหรือให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น มักจะเชื่อมโยงกับผลประโยชน์เป็นตัวเงินหรือกำไรที่เรียกได้ว่า ‘ปั่นหุ้น’ แต่ในกรณีของ ‘สุภาพร’ ยังคงมีคำถามว่าเป็นการทำเพื่อหวังผลประโยชน์ในด้านนี้ด้วยหรือไม่

ข้อมูลจากการติดตามภาวะตลาดของ ตลท. ที่เลขาธิการ ก.ล.ต. อ้างถึงในการให้สัมภาษณ์รายการ Morning Wealth ระบุว่า ไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้สมมติฐานปั่นราคาเพื่อขายทำกำไร แบบตรงไปตรงมามีน้ำหนักน้อยลง อย่างน้อยก็ในระยะที่ข้อมูลยังปรากฏบนระบบ

สมมติฐานที่เป็นไปได้จึงกระจายออกเป็นหลายทิศทาง

สมมติฐานที่ 1: หวังผลต่อความสนใจในตัวหุ้น แม้ไม่ใช่การปั่นราคาโดยตรง

ณัฐชาตวิเคราะห์ว่า รายงานประเภทนี้ ทั้งแบบ 246-2 และแบบ 59 มักดึงดูดสายตานักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อย เพราะเป็นสัญญาณว่าหุ้นนั้นอาจกำลังมีความเคลื่อนไหว หรืออาจมีผู้รู้ข้อมูลวงใน (Insider) กำลังทำอะไรบางอย่าง แม้จะต่างจากการจงใจปั่นหุ้น แต่ก็สามารถโน้มน้าวความสนใจของตลาดได้ ในกรอบนี้ ประโยชน์อาจไม่ได้อยู่ที่ราคาในทันที แต่อยู่ที่การสร้างกระแสหรือเงื่อนไขบางอย่างในอนาคต

สมมติฐานที่ 2: สร้างหลักฐานความมั่งคั่งปลอม

เอกสารที่ปรากฏบนระบบทางการของ ก.ล.ต. คือ หลักฐานชั้นดีในสายตาคนนอกตลาดทุน สถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทระดับประเทศสามารถถูกนำไปใช้อ้างอิงเพื่อประโยชน์นอกตลาด ตั้งแต่การสร้างเครดิตทางธุรกิจ การเจรจากู้ยืม ไปจนถึงการหลอกลวงในรูปแบบอื่น สมมติฐานนี้อธิบายได้ว่าทำไมจึงไม่จำเป็นต้องมีความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น

สมมติฐานที่ 3: มีผู้อยู่เบื้องหลังหรือกระทำการร่วม

ก.ล.ต. ยืนยันในการแถลงว่าประเด็นจำนวนผู้เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากพบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มก็จะดำเนินการทุกคน ความเป็นไปได้ที่ผู้ยื่นรายงานเป็นเพียง ‘หน้าฉาก’ ของบุคคลอื่นจึงยังไม่ถูกตัดออก

สมมติฐานที่ 4: การทดสอบระบบ ความเข้าใจผิด หรือปัจจัยส่วนบุคคล

ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าการกระทำนี้ไม่มีเหตุผลทางการเงินรองรับเลย ตั้งแต่การจงใจท้าทายระบบ ไปจนถึงปัจจัยเฉพาะตัวของผู้ยื่นรายงานเอง

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ ณ วันนี้มีเพียงว่า ก.ล.ต. ติดต่อบุคคลดังกล่าวได้ เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้ยื่นรายงานเอง แต่เนื้อหาคำชี้แจงยังไม่ถูกเปิดเผยเนื่องจากอยู่ในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย คำตอบสุดท้ายของ ‘คำถามหมื่นล้าน’ จึงต้องรอผลการสอบสวน ซึ่ง ก.ล.ต. ระบุว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อกรณีเป็นที่ยุติ

ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำ จากเกณฑ์ใหม่ที่มาแล้ว ถึงข้อเสนอ ‘ยกเครื่อง’

1. เกณฑ์ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติ

ตลท. เปิดเผยว่ามีเกณฑ์ใหม่ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว กำหนดให้เมื่อมีการยื่นแบบ 246-2 TSD จะปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นอัตโนมัติ ณ สิ้นเดือน เท่ากับทุกการกล่าวอ้างการถือหุ้นจะถูกพิสูจน์กับทะเบียนจริงโดยอัตโนมัติในเวลาไม่นาน

เคสสุภาพรเองก็พิสูจน์แล้วว่ากลไกนี้ช่วยให้ข้อเท็จจริงกระจ่างได้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ปิดฉากข้อสงสัยคือผลปิดสมุดทะเบียนของ TRUE ณ วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ไม่พบชื่อผู้รายงาน

2. เชื่อมฐานข้อมูล ยุติการรายงานแบบทางเดียว

ณัฐชาตเสนอว่า หัวใจของการป้องกันคือการเชื่อมระบบและข้อมูลของหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทั้ง ก.ล.ต., ตลท., TSD, บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียน เพื่อตรวจสอบว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและข้อมูลเป็นปัจจุบัน แทนการปล่อยให้เป็นการรายงานแบบทางเดียว (One-way Communication) แบบที่ผ่านมา

“คงต้องเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ของ ก.ล.ต. เหมือนกัน และทำให้รายงานมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น” ณัฐชาตกล่าว

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ชี้ข้อจำกัดทางเทคนิคว่า การเชื่อมกับ TSD ไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะกฎหมายกำหนดให้รายงานทันทีที่ได้มา แม้ยังไม่มีการโอนหลักทรัพย์เข้าทะเบียน และทะเบียนผู้ถือหุ้นไม่ได้ปิดทุกวัน

3. ลดช่องว่างเวลาของการเตือน

บทเรียนตรงจากเคสนี้คือความเร็วของการยกระดับป้ายเตือนและการสื่อสาร ซึ่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่าเป็นจุดที่น้อมรับไปพัฒนา โดยเฉพาะการทำให้สาธารณชนเข้าใจความหมายของสถานะข้อมูลแต่ละระดับ เช่น ข้อมูลเบื้องต้นที่แปลว่ายังไม่ผ่านการสอบทาน ไม่ใช่ข้อมูลที่ ก.ล.ต. รับรองแล้ว

4. ทบทวนบทลงโทษให้ได้สัดส่วนกับความเสียหาย

เพดานโทษปัจจุบัน (จำคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท) ถูกตั้งคำถามถึงพลังป้องปราม แต่การแก้ไขต้องผ่านรัฐสภา จึงเป็นวาระระยะยาวที่ต้องอาศัยแรงผลักจากทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและฝ่ายนโยบาย

5. ยกระดับความเท่าทันของผู้ใช้ข้อมูล

ทั้งนักลงทุนและสื่อมวลชนคือด่านสุดท้าย เคสนี้แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่มีป้ายเตือนกำกับยังสามารถแพร่กระจายในวงกว้างราวกับข้อมูลที่ได้รับการรับรอง ความเข้าใจในสถานะของข้อมูลจึงสำคัญไม่แพ้ตัวข้อมูลเอง

“ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในตลาดทุน แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวระหว่างการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ เคสสุภาพรคือ Stress Test ครั้งสำคัญของสมดุลที่ตลาดทุนทุกแห่งในโลกต้องเผชิญ ระหว่างความเร็วของข้อมูลที่นักลงทุนต้องได้รับ กับความถูกต้องที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์

ระบบไทยตรวจจับและหักล้างข้อมูลเท็จได้ภายใน 8 วัน พร้อมเกณฑ์ใหม่ที่จะทำให้ครั้งหน้าเร็วขึ้น แต่ ‘ราคาที่จ่ายไปแล้ว’ คือคำถามต่อความน่าเชื่อถือของทุกรายงานในระบบ

ดังที่นักวิเคราะห์สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มถามว่า ‘ข้อมูลก่อนหน้านี้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด?’

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...