โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กมธ.มั่นคงฯ ลงพื้นที่สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา อัปเดตคืบ 45%

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2569 ที่หมุดหลักเขต 52 อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ นำคณะ กมธ.ความมั่นคงฯ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ศึกษาและสังเกตการณ์ การสร้างรั้วชายแดนความมั่นคงคั่นระหว่างไทย-กัมพูชา โดยมีนาวาเอก ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี) สังกัดกองทัพเรือไทย ให้การต้อนรับและรายงานสรุปภาพรวมการดำเนินงาน

ภายหลังการเดินสำรวจรั้วกำแพง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที นายมณเฑียร ประธาน กมธ.ความมั่นคง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าการลงพื้นที่ดูการสร้างรั้วชายแดนครั้งแรกของไทย ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ คณะกมธ. ความมั่นคงมาในวันนี้ ซึ่งมาดูรั้วแห่งแรกที่สร้างอยู่แนวเขตแดนระหว่างข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ขณะนี้ดำเนินการแล้วในหลักหมุดที่ 52 - 59 มีระยะทาง 1.3 กิโลเมตรซึ่งความยาวของแต่ละหลักหมุดนั้นไม่เท่ากัน ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่า 600 เมตร และกำลังก่อสร้างเพิ่มเติม ซึ่งหากจะใดมีเขตแดนที่ชัดเจนแล้วเราก็พร้อม

โดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีนโยบายชัดเจนว่า เราพร้อมสร้างรั้วให้ทุกพื้นที่ ทั้ง ภาค1, ภาค 2 และกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดง และเราพร้อมที่จะดำเนินการให้

เมื่อถามว่าในเรื่องของความแข็งแรงของรั้วมีอะไรที่ติดขัดต้องแก้ไขหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ส่วนตัวพอใจ สร้างได้สวยงามโดยช่างฝีมือทหาร และไม่ได้จ้างหน่วยงานอื่น และงบสนับสนุน มาจากเงินบริจาคของกองทุนหทัยทิพย์ เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ "มูลนิธิจุฬาภรณ์" รวมถึงงบประมาณแผ่นดิน ทางเราก็มีเตรียมไว้พร้อม

เมื่อถามว่ามีรายงานเกี่ยวกับอุปสรรคการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ไม่มีเพราะการสร้างรั้วได้ ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันชัดเจนในคณะกรรมการ JBC ที่เราได้ตั้งขึ้นมาจึงจะดำเนินการได้ หากจุดใดยังตกลงกันไม่ชัดเจน ก็ให้มาปักเขตแดนคร่าวๆไว้ โดยยืนยันว่าหากตรงไหนเขตแดนชัดเจนก็จะมีการสร้างทันที

เมื่อถามว่าคณะ กมธ.ความมั่นคงฯ จะมีการเดินหน้าสนับสนุนกองทัพอย่างไรบ้าง นายมณเฑียร กล่าวว่า ยินดีในทุกด้าน ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงบประมาณ และเรื่องต่างๆก็ขอให้ประสานงานมาว่าติดขัดจุดใด เราฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นผู้ประสานงานให้ พร้อมยืนยันว่า กมธ.ความมั่นคงฯ จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ 100% และให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไม่สร้าง ส่วนตัวเชื่อว่าอีก 100 ปีก็คุยกันไม่รู้เรื่อง และอาจทำให้เกิดการปะทะขึ้นอีก เนื่องจากเคยปะทะกันมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2568 ที่ผ่านมา ก่อนถึงจะเป็นห่วงประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนด้วย

เมื่อถามอีกว่า ส่วนในอนาคตได้มีการปรึกษาหารือกันใน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ในการเล็งสำรวจพื้นที่อื่นๆเพิ่มอีกหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า เราได้ปรึกษาหารือใน กมธ. แล้ว ซึ่งคณะ กมธ.ความมั่นคงฯ เรามีหลายพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อมาร่วมเป็น กมธ.ความมั่นคงฯ เราไม่มีพรรคการเมือง เราพร้อมร่วมมือกันทุกภาคส่วนในการผลักดันเรื่องความมั่นคงให้ประสบความสำเร็จให้ได้

ส่วนการลงพื้นที่สำรวจและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่ชายแดน ทาง กมธ.ได้ประชุมและลงมติไว้แล้ว วันที่ 11-13 ก.ค.2569 จะลงพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากยังเป็นพื้นที่ล่อแหลม กองกำลังทหารทั้งไทยและกัมพูชายังคงเผชิญหน้ากันอยู่ซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบาง

นอกจากนี้ การจะดำเนินการอะไร ฝ่ายกัมพูชาก็จะเข้ามาเยอะๆไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และไปฟ้องในเวทีระดับโลก เพราะทหารฝ่ายกัมพูชานั้นไม่มีวินัย ไม่เหมือนทหารอาชีพของประเทศไทย ซึ่งข้อมูลและข้อตกลงต่างๆระหว่างประเทศ ฝ่ายไทยรับทราบทั้งหมดขณะที่ส่วนตัวตนได้รับทราบข้อมูลว่าฝ่ายกัมพูชาได้แก้กระทั่งกฎหมายการเกณฑ์ทหาร โดยที่ไม่มีอะไรเลย และจับเยาวชนอายุ 15 ไปเป็นทหาร จึงมองว่าไม่เป็นไรกับวินัยสักเท่าใด

ทั้งนี้ ส่วนตัวขอบคุณทหารหาญทุกหน่วย เพราะการอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนนั้นมีความลำบากมาก เจอทั้งอุปสรรคมากมาย แต่ในพื้นที่แห่งนี้ "เราชนะโดยไม่ต้องรบ" ทาง กมธ.ความมั่นคงฯ จึงได้เดินทางมาที่แห่งนี้เป็นจุดเริ่ม และรับข้อมูลในชุดนี้ไปเป็นข้อมูลเพื่อไปแก้ปัญหาในจุดที่มีปัญหาต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่า ประเด็นรั้วชายแดน ที่ก่อนหน้านี้เกิดประเด็นปัญหาที่ว่าการก่อสร้างกำแพงมีการเว้าในลักษณะรูปประตู ทำให้เปิดโอกาสให้มีการลักลอบเข้าออกในลักษณะที่ผิดกฎหมาย การศึกษาดูงานของ คณะ กมธ.ความมั่นคงฯ จะยืนยันข้อเท็จจริงได้หรือไม่ว่ามีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง นายมณเฑียร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่จริงเพราะเราไปยืนอยู่ตรงรั้วแล้วและที่เห็นว่ามีการเว้นช่องว่างไว้เพราะต้องให้ คณะกมธ. JBC ของทั้งไทยและกัมพูชา หรือคณะกรรมการทั้งสองฝ่ายมาหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาช่องเว้าคล้ายประตูหลักหมุดที่ 52 ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะมีการออกแบบว่าจะทำเป็นรั้วทึบปิดหมด และสามารถเปิดได้หากในอนาคตมีข้อตกลงในการเคลื่อนย้ายหมุด โดยจะเป็นในลักษณะที่ ปิด-เปิด ได้ ทั้งนี้การสร้างรั้วชายแดน ทางฝั่งกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือกับไทยเพราะเป็นเขตแดนที่มีความชัดเจนแล้ว

“ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี“ เผยไทยไม่ได้ทำฝ่ายเดียว แจงดราม่าช่องวางกำแพง รอ JBC-อยู่ระหว่างก่อสร้าง ย้ำปิดชิดแน่นอน

ขณะที่น.อ. ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี) กล่าวรายงานว่า การสร้างรั้วชายแดน ไทยจะสร้างชิดเส้นเขตแดน และได้แจ้งฝ่ายกัมพูชาไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและขอยืนยันว่า ทุกขั้นตอนการปฏิบัติไทยยึดกฎหมายระหว่างประเทศ และไทยไม่ได้ทำฝ่ายเดียว ซึ่งทุกขั้นตอนในการสร้างรั้วชายแดน เราได้เชิญฝ่ายกัมพูชา มาตรวจสอบ และสังเกตการณ์ในการปฎิบัติงานทุกขั้นตอนก่อนที่เราจะดำเนินการ

น.อ. ปรัชญา ยังย้ำว่า ปัจจุบันในพื้นที่ปิดด่าน 100 % ไม่มีเปิด ตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ และรัฐบาล สำหรับรั้วชายแดนดังกล่าว ใช้งบประมาณจากกองทุนหทัยทิพย์ รับผิดชอบการก่อสร้างโดย หน่วยทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ถูกสร้างขึ้นบริเวณหลักเขตแดนที่ 52–54 ในเฟสแรก ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตแดนที่ไทย และกัมพูชา สามารถตกลงกันได้แล้ว ผ่านกลไก JBC ปัจจุบันความคืบหน้าการก่อสร้างอยู่ที่ 45 %

ส่วนในเฟสที่ 2 จะสร้างบริเวณเขตแดนที่ 54–59 ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างถนน จากหลักเขตแดนที่ 54 ประมาณ 600 เมตร เพื่อรองรับการก่อสร้างรั้ว และโครงสร้างด้านความมั่นคงในระยะต่อไป รวมระยะทางก่อสร้างรั้วทั้งสิ้น 8.3 กิโลเมตร

โดยลักษณะของรั้วชายแดน คือ แผ่นปูนทึบสูง 1.95 เมตร ความสูงรวมของกำแพง คือ 4.3 เมตร มีแนวรั้วลวดหนามติดอยู่บนยอดกำแพง ส่วนช่องว่างรั้วกำแพง ที่เคยเป็นดรามาก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการฯ ก็ได้ไปดู และสอบถามว่า เป็นไปตามข่าวจริงหรือไม่ ซึ่งผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้ชี้แจงว่า หลักเขตที่เป็นข่าวคือหลักเขตที่ 52 สร้างมาตั้งแต่สมัยสนธิสัญญาฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นสมบัติของทั้ง 2 ประเทศ (ไทย และกัมพูชา)

โดยสาเหตุที่ต้องเว้นว่างก่อสร้างกำแพงไว้ ตรงบริเวณหลักเขต เนื่องจากกระบวนการของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือJBC ยังดำเนินการไม่ครบถ้วน และยังมาปรับปรุง หลังจากนั้นจะมีการนำแผ่นบานพับ แบบเปิด-ปิด ได้มาครอบตรงบริเวณหลักเขต เพื่อให้คณะกรรมการ JBC ร่วมกันตรวจสอบได้ ยืนยัน จะไม่เว้นช่องว่างไว้แน่นอน แต่ปัจจุบันยังสร้างไม่เสร็จ พร้อมยืนยันว่า หลักเขตก็ไม่ได้หายไปไหน หลังมีการไปตัดต่อภาพนำหลักเขตออก

ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการฯ ได้สอบถามถึงถนนเลียบกำแพงชายแดน ที่อยู่หลังกำแพงนั้นเป็นของใคร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี เปิดเผยว่า เป็นของฝ่ายกัมพูชาสร้างไว้ โดยใช้งบของกัมพูชาเอง ซึ่งได้ก่อสร้าง ห่างจากรั้วชายแดนไทย ประมาณ 3 เมตร

จากนั้นคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ ได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่ตัว ก.ไก่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพื้นที่คล้ายตัว ก.ไก่ อยู่ในพื้นที่บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน ซึ่งมีคลองตะเคียนอยู่ล้อมรอบ ถือเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามแนวธรรมชาติ แต่ปี 2563 พบว่า มีพื้นที่นี้ถูกตัดขาด ส่งผลให้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่เศษถูกตัดขาด ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวเส้นเขตแดน หากไม่เร่งรีบแก้ไข โดยกองกำลังการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) จึงได้ทำหนังสือประท้วงกัมพูชาว่า พื้นที่ที่ถูกตัดขาดไป ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เพื่อหวังให้เส้นทางน้ำเปลี่ยนไป แต่ฝ่ายกัมพูชาพยายามยืนยันว่า เกิดจากธรรมชาติ

น.อ. ปรัชญา กล่าวว่า ปัจจุบันกองทัพ และชาวบ้าน ได้ร่วมมือกันถมพื้นที่ปิดคลอง เพื่อให้แผ่นดินไทยกลับมาเชื่อมกันอีกครั้งเรียบร้อยแล้ว โดยใช้รถขนดินกว่า 200 คัน พร้อมสถาปนาความไว้ใจในพื้นที่ปักธงชาติไทยอีกทั้งยังมีการทำถนนเข้ามายังในพื้นที่ ก.ไก่ และตัวยู เสร็จเรียบร้อยแล้วระยะทางรวมประมาณ 15 กิโลเมตร โดยใช้งบประมาณจากประชาชนทั้งหมด

ในอนาคตหากต้องการให้ถนนมีความคงทน จะต้องมีการเปลี่ยนเป็นถนนลาดยาง ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐ แต่ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่จะเข้ามารับผิดชอบ ซึ่งอยู่ระหว่างพูดคุยกันว่า จะมอบหมายหน่วยงานใดเข้ามาดูแล เช่น กรมทางหลวงชนบท หรือว่า หน่วยทหารพัฒนา เพราะไม่ต้องการให้ถนนที่ประชาชนร่วมแรงร่วมใจในการทำมานั้นสูญเปล่า ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ พร้อมเร่งรัด และประสานงาน เรื่องงบประมาณให้ แต่ว่า ขั้นตอนในการของบฯ จะต้องมีหน่วยงานราชการ อย่างน้อย 1 หน่วยงาน เป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่เสียก่อน

ทั้งนี้ น.อ. ปรัชญา ยืนยันว่า ที่ผ่านมาทหารไม่ได้ละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ และได้ดำเนินการจนสำเร็จลุล่วงด้วยดีด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...