โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์ชาติย้ำ GDP โต 2.3% เผย ศก.ฟื้นตัวดีกว่าที่คาด อานิสงส์ส่งออก AI แต่ยังกระจุกตัว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แบงก์ชาติย้ำจีดีพีโต 2.3% เผยศก.ฟื้นตัวดีกว่าคาด รับอานิสงส์ส่งออก AI แต่ยังโตแบบกระจุกตัว ชี้นโยบายการเงินเป็น ‘กองหลัง’

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานทิศทางเศรษฐกิจล่าสุดจากงาน Monetary Policy Forum 2/2569 ว่า จากประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแรงส่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผลกระทบจากสงครามที่น้อยกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงขยายตัวต่ำและมีการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.3% และจะชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2570 แม้ภาพรวมจะดูยืดหยุ่น (Resilient) แต่เมื่อพิจารณาในเชิงลึกพบว่า ธุรกิจรายใหญ่สามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดีและพอมีสภาพคล่อง ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กลับเผชิญภาวะตึงตัวอย่างชัดเจนและมีข้อจำกัดในการปรับตัว กลุ่มธุรกิจที่สามารถขยายตัวได้ดีในปัจจุบันมีไม่มาก โดยกระจุกตัวอยู่ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับระบบ AI และอิเล็กทรอนิกส์ และ 2) กลุ่มที่ได้ประโยชน์ระยะสั้นจากมาตรการของรัฐ เช่น ธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร

นางปราณี กล่าวว่า เครื่องยนต์หลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2569 คือภาคการส่งออกสินค้า ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 14.0% โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 43.8% สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวจากการขยายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ Data Center

นางปราณี กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ธปท. ตั้งข้อสังเกตที่น่ากังวลว่า ผลบวกจากการเติบโตของการส่งออกเทคโนโลยีอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมน้อยกว่าในอดีต เนื่องจากกระจุกตัวอยู่ในผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีเพียง 1% (ประมาณ 105 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ) ครองสัดส่วนมูลค่าการส่งออกถึง 85% ของกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหมด นอกจากนี้ ภาคการผลิตยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสูงขึ้น (Import content) ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจในประเทศมีจำกัด ทั้งนี้ ด้านการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะถูกพยุงด้วยมาตรการจากภาครัฐโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ก่อนจะเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 ตามเม็ดเงินที่ทยอยหมดลง ประกอบกับกำลังซื้อของประชาชนที่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอตัว

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. กล่าวว่า สำหรับประเด็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ธปท. ระบุว่าเป็นผลชั่วคราวจากหมวดพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบ (Supply-driven / First-round effects) และคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 จะอยู่ที่ 2.8% ก่อนจะปรับลดลงเข้าสู่ระดับ 1.4% ในปี 2570 โดยข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นวงกว้าง หรือเงินเฟ้อที่สูญเสียการยึดเหนี่ยว (Second-round effects) เนื่องจากผู้ประกอบการมีการแข่งขันสูงเพื่อแย่งชิงกำลังซื้อของครัวเรือนที่จำกัด ส่งผลให้สินค้าจำนวนมากไม่เปลี่ยนแปลงราคาอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางและระยะยาวยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3%

นายสุรัช กล่าวว่า ในด้านภาวะการเงิน ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตั้งแต่ต้นปีตามทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่โดยรวมยังมีเสถียรภาพ ภาพรวมของสินเชื่อระบบธนาคารขยายตัวต่ำ โดยแรงส่งหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ สินเชื่อ SMEs หดตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง แม้คุณภาพสินเชื่อภาพรวมจะยังทรงตัว แต่ ธปท. เน้นย้ำว่าต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด

นายดอน กล่าวว่า ท้ายที่สุด ธปท. ระบุจุดยืนในการดำเนินนโยบายการเงินแบบ Accommodative with vigilance หรือการผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยสามารถมองข้ามอัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงนี้ได้ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต้องผสมผสานนโยบายหลายด้าน โดยใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ควบคู่กับการใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้และเสริมสภาพคล่องให้กลุ่มเปราะบางและ SMEs รวมถึงต้องอาศัยนโยบายการคลังในการลดผลกระทบระยะสั้นและเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับศักยภาพในระยะยาว

“เปรียบเทียบให้เข้ากับบรรยากาศของเทศกาลฟุตบอลโลก นโยบายการเงินเปรียบเสมือนกองหลัง ที่มีหน้าที่หลักคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แม้ในบางครั้งหากสถานการณ์ไม่มีความเสี่ยง นโยบายการเงินก็อาจจะขึ้นไปเติมเกมรุกได้บ้าง เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงต้นปีเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่สามารถคาดหวังให้เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง รวมถึงมีหน้าที่ดำเนินมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะจุดด้วย ในขณะที่กองหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น จะต้องเป็นหน้าที่ของนโยบายการคลัง” นายดอน กล่าว

นายดอน กล่าวว่า แม้ ธปท. จะปรับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% นั้น อาจจะเป็นตัวเลขการประเมินที่ค่อนข้างสูงหรืออาจจะสูงที่สุดในตลาดขณะนี้ แต่ในความเป็นจริงยังไม่ใช่ตัวเลขที่เป็นที่น่าพอใจนัก เนื่องจากยังต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจอยู่พอสมควร นอกจากนี้ ตัวเลข 2.3% ยังเป็นเพียงภาพรวมระดับมหภาค (Macro) ที่ซ่อนความไม่เท่าเทียมกันแบบ K-shaped เอาไว้ โดยการฟื้นตัวและตัวเลขที่ดีนั้นเกิดจากการกระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกและภาคเทคโนโลยี ซึ่งยังไม่ได้กระจายผลดีลงมาสู่ประชาชนส่วนใหญ่

นานดอน กล่าวว่า ในส่วนของทิศทางเงินเฟ้อ แม้ว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจะลดลงไปพอสมควร โดยเฉพาะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงไปอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดสงคราม แต่ ธปท. ประเมินว่ายังไม่สามารถตัดความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อทิ้งได้ เนื่องจากยังมี 3 ปัจจัยหลักที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ 1. การส่งผ่านของเงินเฟ้อยังไม่สิ้นสุดและน่าจะยังคงมีให้เห็นอยู่บ้าง 2. ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในช่วงปลายปี (ไตรมาส 3 และ 4) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาอาหารสดปรับตัวสูงขึ้น และ 3. สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังไม่สามารถวางใจได้ โดยเห็นได้จากความผันผวนของราคาน้ำมันที่ยังสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แบงก์ชาติย้ำ GDP โต 2.3% เผย ศก.ฟื้นตัวดีกว่าที่คาด อานิสงส์ส่งออก AI แต่ยังกระจุกตัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...