โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'พลังงานนิวเคลียร์' โลกจ่อโต 44% ใน 10 ปี จีนจ่อแซงสหรัฐขึ้นเบอร์ 1

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตขึ้นถึง 44% ในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยหนุนมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับความมุ่งมั่นอย่างจริงจังของจีนและอินเดียในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้น

รายงานจาก BloombergNEF ระบุว่า การเติบโตดังกล่าวจะส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ทั่วโลกพุ่งสูงถึง 535 กิกะวัตต์ภายในปี 2036 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 372 กิกะวัตต์

ณ สิ้นปี 2025 จีนมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 59 กิกะวัตต์ และจีนกำลังเดินหน้าตามแผนเพื่อขยายกำลังการผลิตรวมให้แตะ 102 กิกะวัตต์ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งตัวเลขนี้จะส่งผลให้จีนแซงหน้าสหรัฐ ขึ้นเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก

อุตสาหกรรมนิวเคลียร์กำลังได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือระดับนานาชาติในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ช่วยกระตุ้นความต้องการพลังงานสะอาดที่ปราศจากคาร์บอนจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์

ในขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนมาใช้ระบบไฟฟ้าในครัวเรือนที่มากขึ้น และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กินไฟมหาศาล

ยิ่งไปกว่านั้น การยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้นในสังคม ยังผลักดันให้บริษัทผลิตไฟฟ้าและรัฐบาลทั่วโลกหันกลับมาทบทวนนโยบายต่าง ๆ ที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานประเภทนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำลังการผลิตนี้อาจถูกชะลอให้ช้าลงเนื่องจากกระบวนการอนุมัติทางกฎหมายที่ล่าช้า ซึ่งในอดีตมักจะทำให้โครงการนิวเคลียร์ใหม่ ๆ ต้องหยุดชะงัก

ตัวอย่างเช่นในสหรัฐ แม้ว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ปัจจุบันกลับมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ถึงกระนั้น BNEF ก็คาดว่าอัตราการเติบโตจะเร่งตัวขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า

รายงานระบุทิ้งท้ายไว้ว่า "พลังงานนิวเคลียร์ตกอยู่ในสภาวะ 'ย่ำอยู่กับที่' มาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติฟุกุชิมะในปี 2011 แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่กำลังจะเปลี่ยนไปต่อจากนี้"

อ้างอิงBloomberg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...