โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เอลนีโญ” เร่งตัว อุณหภูมิน้ำทะเลอุ่น อ่าวไทยเสี่ยงแพลงก์ตอนบลูมถี่

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ดร.สนธิ เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มเร่งตัวในช่วงครึ่งหลังของปี จะส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น และเป็นสาเหตุทำให้ปรากฎการณ์ “น้ำทะเลสีเขียว” หรือ “แพลงก์ตอนบลูม” ในทะเลอ่าวไทยเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น กระทบต่อระบบนิเวศ อาจทำให้ปลาตายจากการขาดออกซิเจน เกิดสารพิษในห่วงโซ่อาหารในทะเล รวมถึงวิกฤตปะการังฟอกขาวจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นได้

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เตือนความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยมหาสมุทรที่ร้อนขึ้น และเกิดสาหร่ายหรือแพลงก์ตอนบลูมได้บ่อยขึ้นในอ่าวไทย โดยปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลที่ร้อนจัดและการสะพรั่งของสาหร่ายหรือแพลงก์ตอนบลูม (Algae Bloom) มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง โดยอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้อเหตุการณ์เหล่านี้รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น

โดยปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้น้ำทะเลร้อนจัด เนื่องจากช่วงที่เกิดเอลนีโญ ลมค้าที่พัดผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นที่สะสมตัวอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกไหลย้อนกลับมาทางตะวันออกและกระจายตัวเป็นวงกว้าง จนอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “คลื่นความร้อนในมหาสมุทร”

เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็จะก่อให้เกิดสภาวะที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอย่างสาหร่ายเกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว จากอุณหภูมิน้ำและแสงแดดจัดซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้แพลงก์ตอนพืชขยายพันธุ์รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะเดียวกันกระแสน้ำเย็นจากก้นมหาสมุทรที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ก็จะไหลขึ้นสู่ผิวน้ำแต่เมื่อผิวน้ำทะเลอุ่นจัด น้ำทะเลจะเกิดการแยกชั้นอย่างรุนแรง (Stratification) อย่างไรก็ตาม เมื่อมีฝนตกหนักสะสมชะล้างปุ๋ยและสารอาหารจากสารเคมีบนบกไหลลงสู่ชายฝั่ง ผิวน้ำที่อุ่นและนิ่งจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สาหร่ายขนาดใหญ่ทันที

นอกจากนี้สภาพอากาศที่แปรปรวนจากเอลนีโญมักก่อให้เกิดพายุหรือฝนตกหนักในบางพื้นที่ น้ำฝนจะชะล้างปุ๋ยเคมีสารอินทรีย์และน้ำเสียจากภาคการเกษตรและชุมชนลงสู่ทะเล กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดี (Nutrient Loading) ที่ทำให้สาหร่ายเติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นกัน

เมื่อสาหร่ายปริมาณมหาศาลหมดอายุไขลง ก็จะเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายโดยแบคทีเรีย เกิดการดึงเอาออกซิเจนในน้ำไปใช้จนเกือบหมด ส่งผลให้สัตว์ทะเล เช่น ปลาและปู เกิดการขาดออกซิเจนและลมตายเป็นจำนวนมาก คล้ายกับเหตุการร์แพลงก์ตอนบลูมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอ่าวไทย

ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมจากสาหร่ายบางชนิดยังก่อให้เกิดการสะสมของสารพิษในห่วงโซ่อาหาร เช่น ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ (Red Tide) สามารถสร้างสารพิษ (เช่น Domoic Acid) ซึ่งจะสะสมในสัตว์ประเภทหอยและปลา เมื่อนกทะเล สิงโตทะเล หรือมนุษย์บริโภคเข้าไป อาจทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้

นอกจากนี้อุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นติดต่อกันยาวนานยังเป็นต้นเหตุของวิกฤตปะการังฟอกขาว เนื่องจากความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรทำให้ปะการังเกิดความเครียดและขับสาหร่ายซูแซนเทลลีที่สร้างสีสันในปะการังถูกขับออกไป ทำให้ปะการังเป็นสีขาวและตายลงในที่สุดหากอุณหภูมิน้ำทะเลไม่ลดลง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...