โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

น้ำมันแพง ดันเชื้อเพลิงชีวภาพพุ่ง เสี่ยงเร่งวิกฤตอาหารโลก

เดลินิวส์

อัพเดต 6 มิถุนายน 2569 เวลา 3.17 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
น้ำมันแพง หันใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอาจไม่เวิร์คเสมอไป หลังนักวิจัยเตือน ‘ยิ่งเร่งใช้ อาจยิ่งเสี่ยงเกิดวิกฤตอาหาร-สิ่งแวดล้อม’

หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นใกล้แตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลายประเทศจึงเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ผสมในเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย บราซิล ไทย และอีกหลายประเทศ

อย่างไรก็ตามนักวิจัยเตือนว่า การนำพืชผลทางการเกษตรมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงมากขึ้น อาจส่งผลต่อปริมาณอาหารในตลาดและเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหารทั่วโลก

เดอะ การ์เดียน สหราชอาณาจักร เปิดเผยข้อมูลจากทรานสปอร์ต แอนด์ เอนไวรอนเมนต์ (Transport & Environment: T&E) องค์กรวิจัยด้านการขนส่งและสิ่งแวดล้อม ที่ระบุว่า ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นราว 30% ภายในปี 2569 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 70% ภายในปี 2573 หากวิกฤตน้ำมันโลกยังยืดเยื้อ

นอกจากตลาดพลังงานแล้ว สงครามยังส่งผลกระทบต่อตลาดปุ๋ยโลก ทำให้อุปทานตึงตัวและราคาปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ประชาชนจำนวนมากยังพึ่งพาอาหารราคาประหยัด นักวิจัยจึงมองว่าโลกอาจต้องเผชิญวิกฤตอาหารรอบใหม่ในอีกไม่ช้า

พืชอาหารถูกดึงไปผลิตพลังงาน

‘เคดี ริสต์ค็อก’ ผู้อำนวยการฝ่ายพลังงานและสภาพภูมิอากาศจาก T&E กล่าวว่า หลายประเทศกำลังพยายามหาทางรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมัน แต่การนำพืชอาหารไปใช้ผลิตเชื้อเพลิงอาจสร้างผลกระทบตามมามากกว่าที่คิด เพราะยิ่งความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดการแข่งขันในการใช้ที่ดินและทรัพยากรทางการเกษตรมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบันปุ๋ยที่ใช้ทั่วโลกประมาณ 5% ถูกนำไปใช้ในการปลูกพืชสำหรับผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรายใหญ่บางแห่งใช้ปุ๋ยเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวในสัดส่วนที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ราว 10% และอินโดนีเซียมากถึง 20%

ซึ่งริสต์ค็อกมองว่า ความต้องการพืชพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ความต้องการปุ๋ยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อปุ๋ยมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตอาหารก็สูงขึ้นเช่นกัน สุดท้ายภาระดังกล่าวจะส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาอาหารที่แพงขึ้น

ความเสี่ยงต่อราคาอาหาร

ปัจจุบัน เชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชน้ำมันและธัญพืชคิดเป็นประมาณ 4% ของพลังงานที่ใช้ในภาคขนส่งทั่วโลก และหากหลายประเทศยังเดินหน้าตามแผนเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ สัดส่วนดังกล่าวอาจขยับขึ้นเป็นราว 6%

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในระดับดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ที่ดินและทรัพยากรทางการเกษตรจำนวนมาก ซึ่งรายงานของ T&E ระบุว่า หากต้องการให้เชื้อเพลิงชีวภาพมีสัดส่วน 20% ของเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ทั่วโลก จะต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกขนาดใกล้เคียงกับประเทศแอฟริกาใต้ทั้งประเทศ นั่นหมายความว่าการจะเพิ่มกำลังการผลิตโดยไม่กระทบต่อพื้นที่ปลูกอาหารและการใช้ปุ๋ยเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

‘ไซมอน ซูซาน’ นักวิเคราะห์พลังงานอาวุโสจาก T&E กล่าวว่า แม้จะยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อราคาอาหารมากเพียงใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตชี้ให้เห็นว่าผลกระทบดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นได้จริง โดยในช่วงวิกฤตราคาอาหารปี 2550-2551 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) ประเมินว่า การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพมีส่วนทำให้ราคาข้าวโพดและถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นประมาณ 40-70%

ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่า ราคาอาหารในประเทศปีนี้จะเพิ่มขึ้นราว 2.2-4.7% โดยมีปัจจัยหลักมาจากความขัดแย้งในอิหร่านที่ส่งผลต่อภาคพลังงานและต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรทั่วโลก

อีกด้านของเชื้อเพลิงชีวภาพ

ซูซานมองว่า การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าอาจช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวภาพได้มากกว่าในระยะยาว เนื่องจากการผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้พื้นที่น้อยกว่าและให้พลังงานได้คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการนำพื้นที่การเกษตรมาปลูกพืชเพื่อผลิตเชื้อเพลิง โดยข้อมูลจาก T&E ระบุว่า หากนำพื้นที่เพียง 3% ของที่ดินที่ใช้ปลูกพืชเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แทน พลังงานที่ได้จะเพียงพอสำหรับรถยนต์ราว 1 ใน 3 ของโลก

นอกจากเรื่องราคาอาหารแล้ว นักวิจัยยังชี้ว่าเชื้อเพลิงชีวภาพอาจไม่ได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่หลายคนเข้าใจ โดยรายงานของ T&E ระบุว่า การขยายพื้นที่ปลูกพืชเพื่อผลิตเชื้อเพลิงอาจนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ซึ่งเมื่อรวมผลกระทบทั้งหมดแล้ว เชื้อเพลิงชีวภาพอาจปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นำมาแทนราว 16%

ส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้หรือของเสีย แม้จะมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนได้ดีกว่า แต่ปัจจุบันยังมีการผลิตในปริมาณที่จำกัด เนื่องจากวัตถุดิบเหล่านี้มีอยู่ไม่มาก และหลายส่วนถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงมองว่า การแก้ปัญหาพลังงานไม่ควรพิจารณาเฉพาะปริมาณเชื้อเพลิงที่ผลิตได้เท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่ออาหาร การใช้ที่ดิน และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญต้นทุนการผลิตอาหารที่สูงขึ้นอยู่แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...