โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจ้าพ่อไอเดียระดับโลกวัย 13 ปี ‘ไมกี้ นิธิยุทธ’ ใช้ประโยชน์จากคำถาม

VoiceTV

อัพเดต 26 ต.ค. 2564 เวลา 05.50 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 01.53 น. • วรรณโชค ไชยสะอาด

พลังจากคำถามและความสงสัย กลายเป็นแรงผลักดันให้ ‘ไมกี้’ นิธิยุทธ วงศ์พุทธา วัย 13 ปี พัฒนาเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้คน 

จากสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรก I-See Cap for the Blind หรือหมวกช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา เมื่อตอนเรียน ป.5 จุดประกายความเป็นนักแก้ปัญหาที่จับต้องได้ คิดค้นสิ่งประดิษฐ์และคว้ารางวัลอย่างต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุด เขาเพิ่งพา ‘เก้าอี้ช่วยยืน’ ผงาดซิวเหรียญทองระดับนานาชาติ ในรายการ “The 5th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo” 

“ผมทำทุกอย่างจากความสงสัยครับ” เจ้าพ่อไอเดียวัยละอ่อนพูดเรียบๆ สั้นๆ แฝงไปด้วยความมั่นใจ 

เก้าอี้ช่วยยืน กลเม็ดยกคุณภาพชีวิต

ไมกี้ ที่เรียนอยู่ระดับเกรด 8 โรงเรียนอินเตอร์เนชั่นแนลเกวลี เล่าว่าทุกๆ สิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ในทุกๆ ความเป็นไปในชีวิต ทั้งเรื่องปกติและไม่ปกติ 

“เมื่อผมเห็น ผมก็จะสงสัยว่าทำไมปัญหานี้มันต้องมีด้วย ผมก็เลยไปศึกษาเพื่อหาวิธีแก้ไขครับ”

ผลงาน ‘เก้าอี้ช่วยยืน’ เกิดจากการสังเกตเห็นผู้สูงอายุที่เผชิญกับภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง จำเป็นต้องมีผู้ช่วยพยุงขณะลุกยืน เป็นภาระและมีโอกาสสร้างความบาดเจ็บให้กับผู้ช่วยได้ โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายนั้นมีน้ำหนักมากหรืออยู่ระหว่างฟื้นฟูร่างกาย 

“ผมคิดว่าหากเก้าอี้สามารถผลักดันให้เขาลุกขึ้นได้ด้วยตัวเอง คุณภาพชีวิตของเขาและคนใกล้ชิดจะดีขึ้นมาก”

ไมกี้ออกแบบเก้าอี้ด้วยการตัดแต่งบริเวณส่วนกลางของพื้นที่นั่งแยกออกมา เพื่อให้สามารถเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระ โดยต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้าและใช้พลังงานจากแบตเตอรี มีปุ่มควบคุมการขึ้นลงอยู่บริเวณที่เท้าแขน

ตั้งคำถาม ฝึกฝน ต่อยอด 

สิ่งประดิษฐ์ชิ้นเเรกของไมกี้เกิดขึ้นเมื่ออายุ 11 ขวบ ขณะเรียนอยู่ชั้น ป.5 นั่นคือI-See Cap for the Blind หรือ “หมวกแจ้งเตือนสำหรับคนตาบอด” ชนะเลิศงาน Science Fair ของโรงเรียน ก่อนพัฒนาส่งเข้าประกวดในระดับนานาชาติ ก้าวไปคว้ารางวัล Special Award from Republic of Korea จากเวที Korea International Youth Olympiad 4i 2020

“ผมเห็นคนตาบอดที่ขายล็อตเตอรี่เขามีแผลบริเวณหน้าผาก ผมเลยไปถามเขาว่า ทำไมถึงมีแผลนั้น สอบถามไปถึงว่าศีรษะเขาไปชนกับพวกป้ายที่แขวนอยู่ข้างทางครับ ไม้เท้าของเขาไม่สามารถช่วยได้ เนื่องจากมันจัดการได้แค่ส่วนด้านล่างเท่านั้น” 

สิ่งประดิษฐ์และผลงานเกิดจากการสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว ซึ่งการลงมือทำแต่ละครั้งนำไปสู่ไอเดียและความรู้อื่นๆ ไม่รู้จบ 

“เมื่อผมเจอปัญหา ผมก็จะคิด ทำยังไงถึงจะจัดการได้ กลายเป็นไอเดียขึ้นมาครับ”

“การฝึกฝนและการประดิษฐ์ของผมมันจะช่วยให้ผมมีความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเท่ากับการพัฒนา ยิ่งทำงานมากก็ยิ่งได้ความรู้เพิ่ม พยายามหาวิธีปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์และสร้างสิ่งใหม่ที่สามารถปรับปรุงชีวิตของคนได้ครับ”

เด็กวัย 13 ปี บอกอย่างมั่นใจว่า แต่ละวันคือการเก็บเกี่ยวและลงมือทำปัจจุบันให้ยอดเยี่ยมที่สุด 

"ตอนนี้แผนชีวิตมันเป็นสิ่งที่ผมถือว่ายังไม่สามารถไปดูได้เนอะ มันยังไม่แน่นอนว่าในอนาคตจะทำอะไร แต่ ณ ตอนนี้ผมคิดว่าผมจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยเหลือคนได้ไปเรื่อยๆ ครับ"

ครอบครัวเป็นลมใต้ปีก  

เบื้องหลังความสำเร็จของไมกี้คือครอบครัว โดยคุณพ่อสรยุทธ และคุณแม่นิธิวดี วงศ์พุทธา ให้ความสำคัญ ส่งเสริมให้ลูกได้ทดลองศึกษาและทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

วิธีการของคุณพ่อคือ เมื่อลูกตั้งโจทย์ในการพัฒนาขึ้นมา เขาจะแนะนำแหล่งข้อมูลเพื่อให้ลูกชายได้ศึกษาหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา 

“ถ้าเราคิดไปเองว่าปัญหามันเกิดจากสิ่งโน้นสิ่งนี้ ผลงานที่ออกมามันอาจไม่ได้ตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหานั้นอย่างแท้จริง เช่นกรณีแผลของคนตาบอด คุณพ่อให้น้องไปคุยกับคนตาบอดเลย ว่ามันเกิดจากปัญหาอะไร สาเหตุคืออะไร เมื่อน้องรู้แล้ว เขาก็ไปคิดโซลูชันออกมา”

คุณพ่อพาลูกชายไปเลือกซื้อหาอุปกรณ์การผลิตต่างๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และทำความเข้าใจหลักการทำงานของวัสดุต่างๆ

“เวลาไปซื้ออุปกรณ์ คนขายจะมาอธิบายว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง ทำงานยังไง ไมกี้จะเก็บลิสต์อุปกรณ์ไว้ในคลังหัวสมอง มีเซนเซอร์ มอเตอร์ สวิตซ์ แบตเตอรี่ ทุกๆ อย่าง เขาจะเห็นหลักการทำงาน และเมื่อถึงเวลาออกแบบ เขาก็จะหยิบอุปกรณ์ในคลังที่มีอยู่ออกเอามาวางและพัฒนาเป็นสิ่งประดิษฐ์”

ต้นทุนด้านสภาพแวดล้อมรอบตัวยังช่วยได้มาก ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่มีทักษะและประสบการณ์ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ทำให้ไมกี้ได้พบเห็นอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งโซลาเซลล์ สว่านแท่นเจาะ ภายในบริเวณบ้านตั้งแต่ยังเด็ก ซึบซับและกลายเป็นคำถาม-คำตอบ บทสนทนาระหว่างกันในครอบครัว 

“ถ้าเขารู้จักการทำงานของอุปกรณ์หลากหลายประเภท เขาก็จะสามารถเปิดกว้างในเรื่องวิสัยทัศน์หรือจินตนาการได้ครับ” 

ในฐานะประชาชน คุณพ่อแนะนำว่า ‘จิ๊กซอร์’ ชิ้นสำคัญที่ควรเพิ่มเติมเข้าไปในระบบการศึกษาไทย คือ คาบวิชาที่สามารถดึงศักยภาพ ความชอบความถนัดของเด็กออกมา โดยเชื่อมโยงและผลักดันสิ่งที่เรียนออกมาเป็นชิ้นงานที่จับต้องได้และมีประโยชน์ 

“เมื่อมันจับต้องได้ เด็กๆ เขาก็จะเห็นโอกาส เห็นมูลค่า เห็นอาชีพหรือเส้นทางในอนาคตของตัวเอง” 

เรื่อง : วรรณโชค ไชยสะอาด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...