โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"กาลามสูตร" ความใจกว้างของพระพุทธเจ้า "Kesamutti Sutta" The way to critical thinking of Buddha - JPW

LINE TODAY SHOWCASE

เผยแพร่ 09 เม.ย. 2565 เวลา 17.26 น. • JPW

“กาลามสูตร” ความใจกว้างของพระพุทธเจ้า “Kesamutti Sutta” The way to critical thinking of Buddha ในเรื่องสามก๊ก วรรณกรรมจีนระดับโลก คนส่วนใหญ่มักมีภาพจำ ในมหาสงครามศึกผาแดง อาจเป็นเพราะการจับช่วงเวลาตอนดังกล่าวมาเล่าเรียงผ่านแผ่นฟิลม์ในสไตล์ผู้กำกับเอเชียผู้มีชื่อเสียงโด่งดังถึงฝั่ง Hollywood นามว่า จอนห์ วู (John Woo)

 แต่ผมอยากจะชวนคุยถึงอีกตอนหนึ่งในวรรณกรรมเรื่องนี้ ที่ไม่อาจมองข้ามได้ และน่าสนใจที่จะศึกษา นั่นคือ “มหาสงครามกัวต๋อ” สงครามที่ทำให้โจโฉ พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จากผู้นำกองบัญชาการเล็กๆ ขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่สุดในแผ่นดิน โดยพิชิตฝ่ายตรงข้ามด้วยกำลังพลที่น้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามถึง 10 เท่า!!! โจโฉทำได้อย่างไร? 

 คำตอบคือ “โจโฉแค่ใจกว้างกว่าฝ่ายตรงข้าม 30%” มหาศึกกัวต๋อ คือการสู้รับแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง โจโฉ และ อ้วนเสี้ยว เปรียบมวยแล้วเหมือนการชกข้ามรุ่น เอาไลท์เวท เข้าท้าชิง กับเฮฟวี่เวทก็ไม่ปาน แต่เนื่องจากมีเทรนเนอร์ดีฝีมือฉกาจ กุนซือสมองเพชรอย่าง กุยแก รุ่นเล็กจึงมั่นหน้า กล้าขึ้นสังเวียนวัดกับรุ่นใหญ่ให้รู้กันไป เมื่อกุนซืออย่างกุยแก แนะนำว่า “นายท่านจะได้ชัยอย่างแน่นอน เพราะ ตัวอ้วนเสี้ยวนั้น มีข้อเสีย 10 อย่าง ที่นายท่านไม่มี!!”

ผมจะไม่ยกทั้ง 10 ข้อ มากล่าวแต่จะเอาแค่ 3 ข้อที่แสดงว่าอ้วนเสี้ยว นั่นเป็นคนใจแคบตามการวิเคราะห์ของกุยแก 

  • 1) อ้วนเสี้ยว “ถือยศถืออย่างแบ่งชั้นวรรณะ” อันนี้ถือว่าใจแคบ 
  • 2) “รักและให้ความสำคัญแค่คนที่มาใกล้ชิด” อันนี้ก็ใจแคบ ไม่มองดูถึงกำลังความสามารถเป็นหลัก 
  • 3) เชื่อคำยุยง หูเบา อันนี้ร้ายหนักเพราะ พอมีใครมายุยง ใส่ร้ายก็เชื่อไม่ใจกว้างพอจะเรียกมาสอบถามให้ทราบความแน่ชัด 

 เห็นไหมแค่ 3 ใน 10 ข้อที่อ้วนเสี้ยวเป็นคนใจแคบ อาจถือได้ว่าโจโฉเป็นคนใจกว้างกว่า 30% ทำให้ มหาศึกกัวต๋อ ที่อ้วนเสี้ยวนั่นมีกำลังเหนือกว่าทุกด้านถึง 10 เท่า กลับต้องพ่ายแพ้ให้ผู้บัญชาการหนุ่ม ขุมกำลังน้อย อย่างราบคาบถึงขั้นสิ้นชาติสิ้นตระกูลกันเลยทีเดียว

 ที่ผมยกเรื่องของมหาสงครามกัวต๋อ มานั่นเพราะอยากให้เห็นภาพว่าความใจกว้างเพียงเล็กน้อยกลับมีพลังที่ยิ่งใหญ่ ในพุทธศาสนานั่นมีอยู่คำแนะนำหนึ่งที่ผมชอบมาก เพราะแสดงถึงความใจกว้างขั้นสุดของผู้แนะนำ หรือศาสดาของพุทธศาสนา สิ่งนั่นคือ “กาลามสูตร 10 ประการ”

 กาลามสูตร คือ แนวทางหลักคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ศาสนดาแห่งพุทธศาสนา แนะไว้แก่เหล่าสาวก เพื่อไม่ให้เชื่อในสิ่งใดๆอย่างงมงายโดยไม่ใช้ประสบการณ์ สติและปัญญาพิจารณาให้ลุถึงความจริงก่อน มีอยู่ด้วยกัน 10 ข้อ 

“อย่าเชื่อด้วยการฟังตามๆกันมา หรือเพียงแค่มีคนพูดให้ฟัง” มีภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า “โรคภัยเข้าทางปาก ภัยพิบัติออกจากปาก” ประโยคนี้ถ้ามองให้ดีจะสะกิดต่อทั้งผู้พูดและผู้ฟังได้อย่างคมคาย “อย่าเชื่อเพราะว่าได้ทำต่อๆกันมาอย่างยาวนาน” สิ่งนี้ก็เหมือนการยึดติดความรู้ความคิดแบบเดิมๆโดยไม่พิจารณาด้วยปัญญาให้ชัดเจนเสียก่อน อย่างที่เราเคยได้ยินบ่อยๆว่า โอ้ยย…ทำกันมาตั้งแต่ปู่ย่า ตายายแล้วจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ “อย่าเชื่อเพราะว่าคนส่วนใหญ่ ใครๆเขาก็เชื่อกัน” เข้าทำนองว่า ใครๆเขาก็ว่ากัน ใครๆเขาก็พูดกัน ใครๆเขาก็ทำกัน!! ไอ้ใครเนี้ยมันเป็นใคร? กันแน่นะ?? “อย่าเชื่อในการอ้างตำรา หรือคัมภีร์” โดยส่วนตัวผมชอบข้อนี้มาก และถือได้ว่าคำแนะนำในข้อนี้ ศาสดาแห่งศาสนาพุทธนั่นมีความใจกว้างจริงๆ เพราะการแนะนำแบบนี้หมายรวมไปถึงว่า แม้แต่ กาลามสูตร 10 นี้ ต่อไปหากกลายเป็น ตำรา คัมภีร์ ก็อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อในข้อความทันที ให้วิเคราะห์ เปรียบเทียบจนเห็นชัดก่อนค่อยปลงใจเชื่อ เมื่อไม่นานมานี้มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจและชวนคิด ในเรื่องการอ้างตำรา และหนังสือทางวิชาการ เมื่อ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยันต์ ไชยพร อาจารย์ และนักวิชาการด้านทฤษฎี และปรัชญาการเมือง ได้มาเปิดเผยข้อมูลที่ว่า ผลงานวิทยานิพนธ์ของ นายณัฐพล ใจจริง เรื่อง “การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ.2491-2500)” จากการที่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าข้อมูลในวิทยานิพนธ์ฉบับดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาเอง ไม่มีแหล่งอ้างอิง!!! พูดง่ายๆคือ มโน+ปั้นน้ำเป็นตัวนั้่นเอง วิทยานิพนธ์ดังกล่าว ได้เป็นเนื้อหาหลักในหนังสือขายดี ชื่อ ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี เผยแพร่ขายไปทั่ว จนเป็นหนังสือที่ เปรียบดั่งคัมภีร์ศักดิสิทธิ ของ “กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ และการชุมนุม” ทุกเมื่อเพื่อใช้ในการนั่งยัน นอนยัน ตีลังกายัน เพื่อรับรองแนวความคิดความเชื่อของตน เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์จนเกิดการชุมนุมประท้วง สร้างความเดือดร้อน เสียหาย และวุ่นวายไปทั่วประเทศ ข้อที่น่าชวนคิดคือ น้องๆเหล่านี้ไม่ได้ผิด เขาเป็นแค่เด็กขยัน ชอบศึกษา และรักการอ่าน รักชาติ รักประชาชน เป็นใคร ก็ต้องเชื่อข้อมูลจากหนังสือแบบนี้ เพราะพื้นหลังของหนังสือช่างยิ่งใหญ่งดงาม มาจากวิทยานิพนธ์ที่ได้รับรางวัลดีเด่น และเป็นวิทยานิพนธ์ ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอีกด้วย ใครจะไปคิดว่าจริงๆแล้ว เป็นแค่ วิทยานิพนธ์ลวงโลก!!! ตามความปรามาสของใครหลายๆคน ความบกพร่องเดียวของเด็กๆรุ่นใหม่เหล่านี้ อาจเป็นเพราะยังไม่ได้อ่านมาพบ บทกาลามสูตร ในข้อนี้ที่ว่า “อย่าเชื่อในการอ้างตำรา หรือคัมภีร์” “อย่าเชื่อเพราะ ตรรกะของตน” ตรรกะนั่นคือ ความคิดแบบมีเหตุและผลของตน ดังนั่นอย่าเพิ่งปลงใจเชื่อง่ายๆเพราะมนุษย์มักสร้างเหตุมารองรับในทุกการกระทำเสมอ “อย่าเชื่อเพราะการคาดคะเน และการเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาปะติดปะต่อกัน” สิ่งนี้ถ้าจะว่ากันง่ายๆก็คืออย่า มโน หรือ นั่งเทียนเอา!! “อย่าเชื่อเพราะ เห็นด้วยตาได้ยินกับหู” เพราะอาจมีเรื่องราวอีกมากมายกว่าสิ่งที่เราเห็นและได้ยิน สมัยเด็กๆ ผมเป็นคนชอบดูท้องฟ้ามากๆ ช่วงเวลาที่ชอบมองที่สุดคือช่วงพระอาทิตย์ตกดิน และช่วงเช้าที่เพราะอาทิตย์ขึ้น เพราะยามที่แสงสุดท้ายและแสงแรก แตกกระเจิงไปแต่งแต้มก้อนเมฆ และท้องฟ้า มันดูราวกับงานศิลปะบนผืนผ้าใบที่ไร้ขอบเขต แต่ตอนเด็กผมมักสงสัยอยู่เสมอว่า เราเห็นอยู่กับตาว่า พระอาทิตย์ดวงกลมโต ตกด้านนี้แท้ๆ แล้วทำไมตอนเช้ามันถึงกลับไปโผล่ขึ้นอีกด้านหนึ่งได้ละ?? มันต้องขึ้นมาจากด้านที่ตกสิ!!! หรือว่าตอนกลางคืนมันแอบอ้อมไปในความมืดกันแน่นะ???? “อย่าเชื่อเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎี หรือความเชื่อของตนเองที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว” ส่วนนี้ว่ากันง่ายๆก็คืออีโก้ ความมั่นใจมั่นหน้าในตนเองเป็นหลัก จนบางครั้งอาจตัดสินใจหรือคิดเรื่องบางอย่างไม่เด็ดขาด แม่นยำ และแหลมคมพอ เกิดความโน้มเอียงทางความคิด นักวิชาการชอบใช้คำว่า Bias (อคติ , ความลำเอียง) ข้อนี้ถือได้ว่าให้เราใจกว้างๆเข้าไว้ได้เหมือนกัน “อย่าเชื่อเพราะผู้พูดดูน่าเชื่อถือ” อย่ามองและตัดสินข้อมูลจากแค่ตัวบุคคล ถ้าเราใช้สติและปัญญาที่มีตามที่สะสมมาประกอบ อาจจะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น “อย่าเชื่อเพราะเป็นครูอาจารย์ของเรา หรือเป็นศาสดาของเรา” ผมมีความชอบ ปนเปไปด้วย ความทึ่ง และความนับถือในความใจกว้างอย่างเปรียบเทียบไม่ได้กับแนวคิด และหลักคำแนะนำนี้ ของพระพุทธเจ้า ศาสดาแห่งพุทธศาสนา และถือว่าเป็นมหาคุรุ คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่พอจะ มีบันทึกอยู่ จะมีครูที่ไหนที่ใจกว้างขนาด แนะนำศิษย์ว่าอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่ตัวเองสอนหรือแนะนำ จนกว่าจะใช้สติ และปัญญาให้ครบถ้วนดูรอบด้าน เปรียบเทียบ จนถึงมีประสบการณ์โดยตรงเอง แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่ ต้องใจกว้างได้ขนาดไหนเชียวนะ??? ถึงจะแนะนำแบบนี้ได้ และยังวางตำแหน่งไว้เป็นข้อสุดท้ายที่ทิ้งทวนไว้เพื่อรวบแทงทั้ง 9 ข้อก่อนหน้าไว้จนอยู่หมัดได้อย่างหมดจด นอกจากความใจกว้างของพระพุทธเจ้าแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่อยากชวนคุยคือ เมื่อเราอยู่ในยุคแห่งอินเตอร์เนตเฟื่องฟู และการเข้ามาถึงของ “โลกเสมือน”เกิดการโกหกมากมาย ทั้งการบิดเบือนข้อมูล Fake news โฆษนาแอบแฝง และอื่นๆอีกมากมาย เมื่อการโกหกเป็นดั่ง สัญชาตญาน ของมนุษย์ทุกคน ซึ่งผมเคยเขียนไว้ในบทความ เรื่อง “การโกหก เป็นความผิด-บาป หรือแค่สัญชาตญาน” สิ่งที่พอจะปกป้องเราไม่มากก็น้อยนั่นอาจเป็น กาลามสูตร ทั้ง 10 ข้อนี้ก็เป็นได้ นอกจากบท กาลามสูตร ในศาสนาพุทธ แล้วยังมีอีกชนชาติที่อาจถือได้ว่าอยู่ในจุดสูงสุดของทุกวงการในโลกใบนี้ นั่นคือ “ชาวยิว” ซึ่งชาวยิวนั่นจะเคร่งครัดในศาสนามาก “ยูดาห์” คือศาสนาหลักของชาวยิว ที่ผมสนใจและตั้งข้อสังเกต นั่นคือ คัมภีร์ทัลมุด ของศาสนายูดาห์ นั่นก็แสดงถึงความใจกว้าง ในคัมภีร์สามารถถกเถียงเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติ่มข้อความใหม่ๆได้ตลอดถ้าผ่านความเห็นชอบแล้วว่ามีความถูกต้อง ความจริงมากขึ้น และโต้แย้งได้น้อยกว่าของเดิม หรืออาจเป็นไปในการเพิ่มเติ่มความหมายหรือขยายความต่อบทนั่นๆได้ และเมื่อกลับมามองกันให้ลึกลงไปในรายละเอียดของทั้ง กาลามสูตร และคัมภีร์ทัลมุด อีกสักหน่อย เราจะเห็นถึงเส้นทางสู่การ คิดแบบวิพากษ์ - วิจารณ์ หรือ “Critical Thinking” ซึ่งทักษะแบบนี้จะเป็นดั่งดาบวิเศษ ให้เราถือเข้าไปต่อกรกับระบบ AI (Artificial Intelligence) ในระบบโลกใหม่ได้ ผมเคยลองคิดเล่นๆว่า ถ้าอ้วนเสี้ยวได้อ่านถึงแนวทางแนะนำของพระพุทธเจ้า ในบท กาลามสูตร และใจกว้างขึ้นได้อีก 30% เขาจะสามารถเอาชนะโจโฉ ในมหาสงครามกัวต๋อ ได้ไหม?? อันนี้ก็ยากที่จะคาดเดา แต่ที่แน่ๆคือ ถ้าเรายังไม่วางพื้นถนนหนทางแห่งความใจกว้าง และเดินบนเส้นทางแห่งการคิดแบบวิพากษ์ - วิจารณ์ (Critical Thinking) ในยุคที่โลกเสมือนเฟื่องฟู และ AI (Artificial Intelligence) มาโอบรัดโลกนี้ไว้ สิ่งนั่นจะทำให้เราเดินหลงทางอยู่ในกระแสแห่งระบบโลกใหม่อย่างแน่นอน / JPW        

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...