ไหนใครบอก AI ช่วยให้หายเหนื่อย
Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
AI ได้กลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการทำงานไปแล้วแทบทุกวงการ
หลายๆ บริษัทคาดหวังให้พนักงานเรียนรู้วิธีการใช้ AI เพื่อให้มาลดโหลดการทำงาน ทำให้พนักงานว่างจากการทำรูทีนซ้ำๆ มีพลังไปใช้ทำงานอย่างอื่นที่ซับซ้อนและสร้างสรรค์ขึ้น หรือมีเวลาพักผ่อนและมีคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น
สิ่งที่ทุกคนไม่ทันได้นึกถึงก็คือ นอกจาก AI จะไม่ช่วยลดโหลดงานลงแล้ว
มันกลับเพิ่มปริมาณและความเข้มข้นของงานให้ด้วยอีกต่างหาก
Harvard Business Review (HBR) ทำการศึกษาว่า Gen AI เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานไปอย่างไรบ้างในระยะเวลา 8 เดือน
และพบว่าเครื่องมือ AI ช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและไหลลื่นขึ้นจริง แต่เมื่องานเสร็จไวขึ้น พนักงานก็มีแนวโน้มที่จะทำงานเพิ่มขึ้น
การศึกษาครั้งนี้พบว่า ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากการที่บริษัทบังคับให้พนักงานใช้ AI เพื่อรับโหลดงานที่เยอะกว่าเดิม
แต่เมื่อพนักงานใช้ AI และพบว่ามันช่วยทำให้พวกเขาทำงานได้เยอะขึ้น เร็วขึ้น หลากหลายขึ้น
ทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้มาก่อนก็ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง จนในที่สุดก็ทำงานมากขึ้นกว่าที่เคยทำไปเอง
ฟังแบบนี้แล้วเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารในบริษัทก็อาจจะรู้สึกว่า โอ้โห ยอดเยี่ยมไปเลย ถ้าอย่างนั้นเราก็แค่ต้องจัดหาเครื่องมือ AI ให้พนักงานได้ทดลองใช้งานเยอะๆ สุดท้ายแล้วก็น่าจะได้ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นในคุณภาพงานที่ดีขึ้นด้วย
แต่ความเป็นจริงอาจจะไม่ได้สวยหรูเช่นนั้น และอาจจะนำไปสู่ปัญหาที่เรื้อรังแก้ยาก
เมื่อเวลาผ่านไป ความตื่นเต้นในการได้ใช้ AI ช่วยทำงานค่อยๆ จางหาย สิ่งที่จะเหลือทิ้งไว้และจะแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ คือความเหนื่อยสะสมจากการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น
พนักงานจะรู้สึกเหมือนตัวเองสวมหลายบทบาทในการทำงานจนเริ่มจัดลำดับไม่ถูก ตามมาด้วยความอ่อนเพลีย หมดไฟ ไม่เหลือเรี่ยวแรงอยากจะทำอะไรอีก
สุดท้ายก็อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพที่ใหญ่ขึ้นคือคุณภาพการทำงานลดถอยลง และอัตราการลาออกของพนักงานที่เพิ่มขึ้น
HBR บอกว่าปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นนั้นเพิ่มขึ้นใน 3 รูปแบบหลักๆ
แบบที่หนึ่ง คืองานที่ขยายขอบเขตกว้างขึ้น เนื่องจาก AI สามารถเข้าไปเติมเต็มช่องว่างทางความรู้ ทำให้พนักงานสามารถเสนอตัวรับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนได้ อย่างเช่นผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์หรือนักออกแบบที่ไม่เคยเขียนโค้ดมาก่อน แต่พอมี AI มาเป็นลูกมือก็สามารถเริ่มรับหน้าที่การเขียนโค้ดได้
นักวิจัยก็อาจจะลองแตะงานด้านวิศวกรรมดู ส่วนพนักงานในภาคส่วนอื่นๆ ก็อาจจะลองดึงงานที่ก่อนหน้านี้เคยส่งต่อให้เอาต์ซอร์สทำกลับมาทำเองได้ หรืองานใดๆ ก็ตามที่เคยหลีกหนี หลีกเลี่ยง ไม่ทำเอง ก็อาจจะถูกดึงกลับมาเป็นภาระความรับผิดชอบของตัวเองได้
แบบที่สอง เส้นแบ่งขอบเขตที่พร่าเลือนระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตนอกที่ทำงาน
เมื่อ AI ทำให้การทำงานใหม่ๆ ง่ายขึ้น พนักงานก็อาจจะเริ่มหยิบงานบางอย่างมาทำในช่วงเวลาที่ควรจะพักเบรก
หลายคนเริ่มลองใช้ AI มาทำงานในช่วงเวลาพักรับประทานอาหารเที่ยง ทำในที่ประชุม หรือทำในระหว่างที่รอโหลดไฟล์อยู่
หลายคนบอกว่าจะเขียนคำสั่งสั่ง AI เอาไว้ก่อนที่ตัวเองจะหยุดพักเบรกแป๊บๆ เพื่อให้ AI ทำงานต่อตอนตัวเองไม่ได้ประจำอยู่ที่โต๊ะ
แม้ว่าการใช้งาน AI เร็วๆ แบบนี้จะดูเหมือนไม่ได้มีอะไรมาก ไม่น่าจะทำให้งานหนักขึ้นได้ขนาดนั้น แต่ในระยะยาวจะทำให้พนักงานทำงานต่อเนื่องยาวขึ้นและพักเบรกระหว่างวันน้อยลง เส้นแบ่งขอบเขตของการทำงานและการพักผ่อนค่อยๆ จางหายในที่สุด
และแบบที่สาม การมัลติแทสก์ที่เพิ่มขึ้น
เมื่อมี AI เข้ามาช่วยก็จะมีความรู้สึกว่ามีคู่หูที่คอยทำงานไปด้วยกัน พนักงานจึงอยากทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันในเวลาเดียว ซึ่งการมัลติแทสก์แบบนี้ต้องอาศัยการคอยสลับสับเปลี่ยนความสนใจจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลา คล้ายๆ กับเปิดแท็บเว็บเบราว์เซอร์ไว้หลายๆ แท็บในสมอง
นำมาซึ่งความเครียดในการทำงานโดยไม่รู้ตัว
ถ้าอย่างนั้น เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารต้องรับมือยังไง ลำพังแค่บอกให้พนักงานควบคุมการใช้งาน AI ของตัวเองให้ดีๆ ก็ไม่น่าจะเวิร์ก
HBR จึงเสนอว่า องค์กรจะต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า AI Practice หรือบรรทัดฐานในการใช้ AI ให้ชัดเจน ซึ่งบรรทัดฐานที่ว่าควรจะประกอบด้วย 3 อย่างที่สำคัญคือ หยุดพักอย่างตั้งใจ จัดลำดับงานเป็นระยะ และให้มนุษย์เป็นเสาหลัก
ตั้งใจหยุดพักเพื่อประเมินหลายๆ อย่างก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องงานในลำดับต่อไป คอยจัดลำดับงานแบบเน้นให้เห็นความคืบหน้าของงานโดยที่ไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการทำงานอย่างเดียว และให้คนทำงานที่เป็นมนุษย์คอยตรวจสอบและควบคุมทิศทางของงานอยู่เสมอ
ในตอนนี้ เราทุกคนยังอยู่ในช่วงระยะเวลาของการตื่นเต้นที่ได้ใช้ AI มาช่วยทำอะไรใหม่ๆ เปิดศักยภาพในตัวเองที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ แต่การค้นพบครั้งนี้ทำให้เห็นว่าถ้าเราไม่ใช้ AI อย่างระมัดระวัง แทนที่มันจะช่วยลดปริมาณงานในมือลงและทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น
มันอาจจะยิ่งเพิ่มงานให้เราในระดับที่เข้มข้นกว่าเดิม จนคล้ายกับเราตกเป็นเครื่องมือของ AI ไปโดยไม่ตั้งใจ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไหนใครบอก AI ช่วยให้หายเหนื่อย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly