โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไหนใครบอก AI ช่วยให้หายเหนื่อย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 14.02 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 02.13 น.

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

AI ได้กลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการทำงานไปแล้วแทบทุกวงการ

หลายๆ บริษัทคาดหวังให้พนักงานเรียนรู้วิธีการใช้ AI เพื่อให้มาลดโหลดการทำงาน ทำให้พนักงานว่างจากการทำรูทีนซ้ำๆ มีพลังไปใช้ทำงานอย่างอื่นที่ซับซ้อนและสร้างสรรค์ขึ้น หรือมีเวลาพักผ่อนและมีคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น

สิ่งที่ทุกคนไม่ทันได้นึกถึงก็คือ นอกจาก AI จะไม่ช่วยลดโหลดงานลงแล้ว

มันกลับเพิ่มปริมาณและความเข้มข้นของงานให้ด้วยอีกต่างหาก

Harvard Business Review (HBR) ทำการศึกษาว่า Gen AI เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานไปอย่างไรบ้างในระยะเวลา 8 เดือน

และพบว่าเครื่องมือ AI ช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและไหลลื่นขึ้นจริง แต่เมื่องานเสร็จไวขึ้น พนักงานก็มีแนวโน้มที่จะทำงานเพิ่มขึ้น

การศึกษาครั้งนี้พบว่า ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากการที่บริษัทบังคับให้พนักงานใช้ AI เพื่อรับโหลดงานที่เยอะกว่าเดิม

แต่เมื่อพนักงานใช้ AI และพบว่ามันช่วยทำให้พวกเขาทำงานได้เยอะขึ้น เร็วขึ้น หลากหลายขึ้น

ทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้มาก่อนก็ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง จนในที่สุดก็ทำงานมากขึ้นกว่าที่เคยทำไปเอง

ฟังแบบนี้แล้วเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารในบริษัทก็อาจจะรู้สึกว่า โอ้โห ยอดเยี่ยมไปเลย ถ้าอย่างนั้นเราก็แค่ต้องจัดหาเครื่องมือ AI ให้พนักงานได้ทดลองใช้งานเยอะๆ สุดท้ายแล้วก็น่าจะได้ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นในคุณภาพงานที่ดีขึ้นด้วย

แต่ความเป็นจริงอาจจะไม่ได้สวยหรูเช่นนั้น และอาจจะนำไปสู่ปัญหาที่เรื้อรังแก้ยาก

เมื่อเวลาผ่านไป ความตื่นเต้นในการได้ใช้ AI ช่วยทำงานค่อยๆ จางหาย สิ่งที่จะเหลือทิ้งไว้และจะแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ คือความเหนื่อยสะสมจากการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น

พนักงานจะรู้สึกเหมือนตัวเองสวมหลายบทบาทในการทำงานจนเริ่มจัดลำดับไม่ถูก ตามมาด้วยความอ่อนเพลีย หมดไฟ ไม่เหลือเรี่ยวแรงอยากจะทำอะไรอีก

สุดท้ายก็อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพที่ใหญ่ขึ้นคือคุณภาพการทำงานลดถอยลง และอัตราการลาออกของพนักงานที่เพิ่มขึ้น

HBR บอกว่าปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นนั้นเพิ่มขึ้นใน 3 รูปแบบหลักๆ

แบบที่หนึ่ง คืองานที่ขยายขอบเขตกว้างขึ้น เนื่องจาก AI สามารถเข้าไปเติมเต็มช่องว่างทางความรู้ ทำให้พนักงานสามารถเสนอตัวรับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนได้ อย่างเช่นผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์หรือนักออกแบบที่ไม่เคยเขียนโค้ดมาก่อน แต่พอมี AI มาเป็นลูกมือก็สามารถเริ่มรับหน้าที่การเขียนโค้ดได้

นักวิจัยก็อาจจะลองแตะงานด้านวิศวกรรมดู ส่วนพนักงานในภาคส่วนอื่นๆ ก็อาจจะลองดึงงานที่ก่อนหน้านี้เคยส่งต่อให้เอาต์ซอร์สทำกลับมาทำเองได้ หรืองานใดๆ ก็ตามที่เคยหลีกหนี หลีกเลี่ยง ไม่ทำเอง ก็อาจจะถูกดึงกลับมาเป็นภาระความรับผิดชอบของตัวเองได้

แบบที่สอง เส้นแบ่งขอบเขตที่พร่าเลือนระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตนอกที่ทำงาน

เมื่อ AI ทำให้การทำงานใหม่ๆ ง่ายขึ้น พนักงานก็อาจจะเริ่มหยิบงานบางอย่างมาทำในช่วงเวลาที่ควรจะพักเบรก

หลายคนเริ่มลองใช้ AI มาทำงานในช่วงเวลาพักรับประทานอาหารเที่ยง ทำในที่ประชุม หรือทำในระหว่างที่รอโหลดไฟล์อยู่

หลายคนบอกว่าจะเขียนคำสั่งสั่ง AI เอาไว้ก่อนที่ตัวเองจะหยุดพักเบรกแป๊บๆ เพื่อให้ AI ทำงานต่อตอนตัวเองไม่ได้ประจำอยู่ที่โต๊ะ

แม้ว่าการใช้งาน AI เร็วๆ แบบนี้จะดูเหมือนไม่ได้มีอะไรมาก ไม่น่าจะทำให้งานหนักขึ้นได้ขนาดนั้น แต่ในระยะยาวจะทำให้พนักงานทำงานต่อเนื่องยาวขึ้นและพักเบรกระหว่างวันน้อยลง เส้นแบ่งขอบเขตของการทำงานและการพักผ่อนค่อยๆ จางหายในที่สุด

และแบบที่สาม การมัลติแทสก์ที่เพิ่มขึ้น

เมื่อมี AI เข้ามาช่วยก็จะมีความรู้สึกว่ามีคู่หูที่คอยทำงานไปด้วยกัน พนักงานจึงอยากทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันในเวลาเดียว ซึ่งการมัลติแทสก์แบบนี้ต้องอาศัยการคอยสลับสับเปลี่ยนความสนใจจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลา คล้ายๆ กับเปิดแท็บเว็บเบราว์เซอร์ไว้หลายๆ แท็บในสมอง

นำมาซึ่งความเครียดในการทำงานโดยไม่รู้ตัว

ถ้าอย่างนั้น เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารต้องรับมือยังไง ลำพังแค่บอกให้พนักงานควบคุมการใช้งาน AI ของตัวเองให้ดีๆ ก็ไม่น่าจะเวิร์ก

HBR จึงเสนอว่า องค์กรจะต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า AI Practice หรือบรรทัดฐานในการใช้ AI ให้ชัดเจน ซึ่งบรรทัดฐานที่ว่าควรจะประกอบด้วย 3 อย่างที่สำคัญคือ หยุดพักอย่างตั้งใจ จัดลำดับงานเป็นระยะ และให้มนุษย์เป็นเสาหลัก

ตั้งใจหยุดพักเพื่อประเมินหลายๆ อย่างก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องงานในลำดับต่อไป คอยจัดลำดับงานแบบเน้นให้เห็นความคืบหน้าของงานโดยที่ไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการทำงานอย่างเดียว และให้คนทำงานที่เป็นมนุษย์คอยตรวจสอบและควบคุมทิศทางของงานอยู่เสมอ

ในตอนนี้ เราทุกคนยังอยู่ในช่วงระยะเวลาของการตื่นเต้นที่ได้ใช้ AI มาช่วยทำอะไรใหม่ๆ เปิดศักยภาพในตัวเองที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ แต่การค้นพบครั้งนี้ทำให้เห็นว่าถ้าเราไม่ใช้ AI อย่างระมัดระวัง แทนที่มันจะช่วยลดปริมาณงานในมือลงและทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น

มันอาจจะยิ่งเพิ่มงานให้เราในระดับที่เข้มข้นกว่าเดิม จนคล้ายกับเราตกเป็นเครื่องมือของ AI ไปโดยไม่ตั้งใจ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไหนใครบอก AI ช่วยให้หายเหนื่อย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...