โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทุนนอกแห่เข้าไทย 2 เดือนเฉียดแสนล้าน รับเสถียรภาพการเมือง ธปท. สู้ยิบตาดูแลเงินบาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 00.05 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. เวลา 08.23 น.

SCB FM เผยเงินทุนไหลเข้าไทย 2 เดือนแรกปี 69 พุ่งเฉียด 1 แสนล้านบาท รับอานิสงส์การเมืองนิ่งและกระแส AI เตือนระวังค่าเงินผันผวน จับตา กนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% ส่งสัญญาณสู้บาทแข็งพร้อมรักษาแนวรับสำคัญ 31.00 บาท/ดอลลาร์

26 ก.พ. 69 นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทในปีนี้ผันผวนมากขึ้น สอดคล้องกับความผันผวนในตลาดการเงินโลกทั้งในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยถึงแม้ความผันผวนจะยังไม่สูงเท่าในช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้ว ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลก แต่แนวโน้มในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูงอยู่

“ในช่วงต้นปี 2569 มีปริมาณเงินไหลเข้าไทยเกือบ 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.พ. 2569) ซึ่งถือว่ารวดเร็วและมีปริมาณมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดย เดือนมกราคมเป็นเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตร (Bond Market) ประมาณ 43,600 ล้านบาท และเดือนกุมภาพันธ์ เปลี่ยนทิศทางไปไหลเข้าตลาดหุ้น (Equity Market) อย่างรวดเร็วประมาณ 54,000 - 58,800 ล้านบาท”

นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เงินไหลเข้ามาจากความเชื่อมั่นต่อนโยบายภาครัฐและเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่เพิ่มขึ้นหลังผ่านพ้นการเลือกตั้ง ซึ่งผลออกมาในทิศทางที่ดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้มีแรงซื้อในตลาดหุ้นไทยอย่างมาก โดยเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมได้รับแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นเร็ว

อย่างไรก็ดี หลังนักลงทุนเทขายทองคำในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหว Sideways ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างค่าเงินบาทและทองคำปรับลดลง ทั้งนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อ หลังผลการเลือกตั้งออกมาในทิศทางที่ดีกว่าที่ตลาดคาด เพราะคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำได้เร็ว และการดำเนินงานน่าจะมีเสถียรภาพดีกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทย

สำหรับในระยะต่อไป เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มอยู่โซนแข็งค่าต่อได้ โดย คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสไหลเข้าตลาด EM-Asia ต่อได้ เนื่องจากนักลงทุนโลกยังต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุน (Diversify) ออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ และต้องการรับอานิสงส์จากแนวโน้มการลงทุนในด้าน AI ซึ่งไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ด้วย

“ ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ ด้านราคาทองคำยังมีโอกาสสูงขึ้นได้ จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่อง AI disruption และสงครามในตะวันออกกลาง จึงทำให้มีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม อีกทั้ง ธนาคารกลางยังเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง”

นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า เงินบาทอาจไม่แข็งค่าไปได้มาก โดยน่าจะมีแนวรับอยู่ที่ราว 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ในช่วงปลายไตรมาสแรกต่อเนื่องถึงต้นไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะมีปัจจัยด้าน Seasonality ที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย หรือเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจส่งเงินกลับให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ (Dividend payout) อีกทั้ง เป็นช่วง Low season ที่รายได้จากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดลง ขณะที่ภาคการผลิตของไทยอาจมีการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลง กดดันบาทอ่อนค่าได้

อย่างไรก็ดีนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ได้มีการเข้ามาดูแลค่าเงินบาทอย่างเข้มข้นกว่าเดิม ซึ่งหากคำนวณโดยหักผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าดอลลาร์และราคาทองคำออก จะเห็นชัดเจนว่า ธปท. เข้าดูแลเงินบาทด้วยการเข้าซื้อดอลลาร์เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก

ธปท. มีส่วนสำคัญเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยการเข้ามาชะลอการแข็งค่านี้เห็นได้ชัดจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้นเร็ว แต่ระดับการเข้ามาดูแลค่าเงินของ ธปท. เริ่มสูงขึ้น ก็น่ากังวลว่าจะใกล้เคียงหรือเกินเกณฑ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) ที่กำหนดว่าหากมีการแทรกแซงเกิน 2% ของ GDP อาจถูกจัดเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงินได้

“ การเข้ามาดูแลค่าเงินบาทอย่างเข้มข้นก็เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจไม่ให้ได้รับผลกระทบมากเกินไป แต่ในอีกด้านก็อาจจะทำให้ผู้ประกอบการชะล่าใจมากเกินไปจนละเลยการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน ”

อย่างไรก็ดีการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.00% อย่างเหนือความคาดหมายของตลาด (Surprise move) ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ทันที แม้ว่าปกติการลดดอกเบี้ยจะมีผลต่อค่าเงินไม่มากนักก็ตาม

สำหรับในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะสั้น-กลาง โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ และโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ ทั้งนี้ ยังต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังติดลบ แนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง ยังต้องจับตาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเงินบาทที่แข็งค่า หากปัจจัยข้างต้นนี้ ยังมีแนวโน้มปรับแย่ลงอีก ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

SCB FM ประเมินว่าเงินบาทจะยังคงอยู่ในโซนแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี โดยมีกรอบราคาที่คาดการณ์ไว้

กรอบในระยะสั้น (1-2 เดือนข้างหน้า) คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 31.00 - 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

โดยคาดการณ์รายไตรมาสปี 2569 ดังนี้

  • ไตรมาสที่ 1: 31.50 บาทต่อดอลลาร์
  • ไตรมาสที่ 2: 31.70 บาทต่อดอลลาร์ (อาจมีการอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากปัจจัยฤดูกาล)
  • ไตรมาสที่ 3: 32.00 บาทต่อดอลลาร์
  • ไตรมาสที่ 4: 33.00 บาทต่อดอลลาร์

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...