ทุนนอกแห่เข้าไทย 2 เดือนเฉียดแสนล้าน รับเสถียรภาพการเมือง ธปท. สู้ยิบตาดูแลเงินบาท
SCB FM เผยเงินทุนไหลเข้าไทย 2 เดือนแรกปี 69 พุ่งเฉียด 1 แสนล้านบาท รับอานิสงส์การเมืองนิ่งและกระแส AI เตือนระวังค่าเงินผันผวน จับตา กนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% ส่งสัญญาณสู้บาทแข็งพร้อมรักษาแนวรับสำคัญ 31.00 บาท/ดอลลาร์
26 ก.พ. 69 นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทในปีนี้ผันผวนมากขึ้น สอดคล้องกับความผันผวนในตลาดการเงินโลกทั้งในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ รวมถึงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยถึงแม้ความผันผวนจะยังไม่สูงเท่าในช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้ว ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลก แต่แนวโน้มในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูงอยู่
“ในช่วงต้นปี 2569 มีปริมาณเงินไหลเข้าไทยเกือบ 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.พ. 2569) ซึ่งถือว่ารวดเร็วและมีปริมาณมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดย เดือนมกราคมเป็นเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตร (Bond Market) ประมาณ 43,600 ล้านบาท และเดือนกุมภาพันธ์ เปลี่ยนทิศทางไปไหลเข้าตลาดหุ้น (Equity Market) อย่างรวดเร็วประมาณ 54,000 - 58,800 ล้านบาท”
นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เงินไหลเข้ามาจากความเชื่อมั่นต่อนโยบายภาครัฐและเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่เพิ่มขึ้นหลังผ่านพ้นการเลือกตั้ง ซึ่งผลออกมาในทิศทางที่ดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้มีแรงซื้อในตลาดหุ้นไทยอย่างมาก โดยเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมได้รับแรงกดดันจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นเร็ว
อย่างไรก็ดี หลังนักลงทุนเทขายทองคำในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหว Sideways ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างค่าเงินบาทและทองคำปรับลดลง ทั้งนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อ หลังผลการเลือกตั้งออกมาในทิศทางที่ดีกว่าที่ตลาดคาด เพราะคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำได้เร็ว และการดำเนินงานน่าจะมีเสถียรภาพดีกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทย
สำหรับในระยะต่อไป เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มอยู่โซนแข็งค่าต่อได้ โดย คาดว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายยังมีโอกาสไหลเข้าตลาด EM-Asia ต่อได้ เนื่องจากนักลงทุนโลกยังต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุน (Diversify) ออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ และต้องการรับอานิสงส์จากแนวโน้มการลงทุนในด้าน AI ซึ่งไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ด้วย
“ ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยในระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ ด้านราคาทองคำยังมีโอกาสสูงขึ้นได้ จากความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่อง AI disruption และสงครามในตะวันออกกลาง จึงทำให้มีความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มเติม อีกทั้ง ธนาคารกลางยังเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง”
นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า เงินบาทอาจไม่แข็งค่าไปได้มาก โดยน่าจะมีแนวรับอยู่ที่ราว 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ในช่วงปลายไตรมาสแรกต่อเนื่องถึงต้นไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะมีปัจจัยด้าน Seasonality ที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย หรือเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจส่งเงินกลับให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ (Dividend payout) อีกทั้ง เป็นช่วง Low season ที่รายได้จากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดลง ขณะที่ภาคการผลิตของไทยอาจมีการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลง กดดันบาทอ่อนค่าได้
อย่างไรก็ดีนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ได้มีการเข้ามาดูแลค่าเงินบาทอย่างเข้มข้นกว่าเดิม ซึ่งหากคำนวณโดยหักผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าดอลลาร์และราคาทองคำออก จะเห็นชัดเจนว่า ธปท. เข้าดูแลเงินบาทด้วยการเข้าซื้อดอลลาร์เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก
ธปท. มีส่วนสำคัญเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยการเข้ามาชะลอการแข็งค่านี้เห็นได้ชัดจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้นเร็ว แต่ระดับการเข้ามาดูแลค่าเงินของ ธปท. เริ่มสูงขึ้น ก็น่ากังวลว่าจะใกล้เคียงหรือเกินเกณฑ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) ที่กำหนดว่าหากมีการแทรกแซงเกิน 2% ของ GDP อาจถูกจัดเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงินได้
“ การเข้ามาดูแลค่าเงินบาทอย่างเข้มข้นก็เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจไม่ให้ได้รับผลกระทบมากเกินไป แต่ในอีกด้านก็อาจจะทำให้ผู้ประกอบการชะล่าใจมากเกินไปจนละเลยการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน ”
อย่างไรก็ดีการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.00% อย่างเหนือความคาดหมายของตลาด (Surprise move) ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ทันที แม้ว่าปกติการลดดอกเบี้ยจะมีผลต่อค่าเงินไม่มากนักก็ตาม
สำหรับในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในระยะสั้น-กลาง โดยมองว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจเพียงพอต่อการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแอ และโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ ทั้งนี้ ยังต้องจับตาพัฒนาการทางเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังติดลบ แนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง ยังต้องจับตาภาวะการเงินที่ยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเงินบาทที่แข็งค่า หากปัจจัยข้างต้นนี้ ยังมีแนวโน้มปรับแย่ลงอีก ก็มีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
SCB FM ประเมินว่าเงินบาทจะยังคงอยู่ในโซนแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี โดยมีกรอบราคาที่คาดการณ์ไว้
กรอบในระยะสั้น (1-2 เดือนข้างหน้า) คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 31.00 - 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
โดยคาดการณ์รายไตรมาสปี 2569 ดังนี้
- ไตรมาสที่ 1: 31.50 บาทต่อดอลลาร์
- ไตรมาสที่ 2: 31.70 บาทต่อดอลลาร์ (อาจมีการอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากปัจจัยฤดูกาล)
- ไตรมาสที่ 3: 32.00 บาทต่อดอลลาร์
- ไตรมาสที่ 4: 33.00 บาทต่อดอลลาร์