โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัส ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เข็มทิศนักธุรกิจหมื่นล้าน ทำไมโหราศาสตร์ยังอยู่รอดในยุค AI

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.พ. เวลา 11.23 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. เวลา 11.22 น.
'แซม–กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล' ทายาทรุ่นที่ 3 ของ สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด, พิมลดา ชูดวง

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน ‘ข้อมูล’ (Data) กลายเป็นอาวุธสำคัญในการตัดสินใจ แต่สำหรับตระกูลที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่า 8 ทศวรรษอย่าง “น่ำเอี๊ยง” ข้อมูลที่ว่านี้มิใช่เพียงแค่กราฟตัวเลขในตลาดหุ้น หรือดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่คือ “สถิติการเคลื่อนที่ของดวงดาว” ที่ถูกรวบรวมมานานนับพันปี

วันนี้ ‘ประชาชาติธุรกิจ’ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ และพูดคุยกับ“แซม–กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล” ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จีน และมีชื่อเสียงจากการจัดทำ “ปฏิทินน่ำเอี๊ยง” ซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมานานกว่า 80 ปี เขาคือชายหนุ่มผู้ก้าวเข้ามารับไม้ต่อในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของยุค Digital Transformation และเปลี่ยนภาพจำของ “ปฏิทินจีนเล่มสีแดง” ที่อากงอาม่าเคยแขวนไว้ข้างฝา ให้กลายเป็น “Data Science” บนสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน

ปฐมบท “น่ำเอี๊ยง” จากแต้จิ๋วสู่หาดใหญ่

เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของอาณาจักรความเชื่อแห่งนี้ กิตติธัชเล่าย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เริ่มต้นขึ้นจากการเดินทางไกล

“สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง ก่อตั้งขึ้นในปี 1939 หรือประมาณ พ.ศ. 2482 หากนับถึงปัจจุบันเราก้าวเข้าสู่ปีที่ 87 และกำลังจะแตะปีที่ 88 ในเร็วๆ นี้” เขาเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

ผู้บุกเบิกคืออากงของเขา ‘นายเฮียง แซ่โง้ว’ ชาวจีนแต้จิ๋วที่หอบเสื่อผืนหมอนใบข้ามน้ำข้ามทะเลมาประเทศไทยด้วยภารกิจสำคัญคือการตามหาคุณพ่อ แต่การเดินทางครั้งนั้นกลับนำไปสู่การวางรากฐานธุรกิจที่ไม่มีใครคาดคิด

“อากงย้ายมาจากจีนเพื่อมาตามหาพ่อ ท่านเดินทางไปหลายที่ในไทย และในระหว่างทางท่านได้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เจริญมาก อุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และที่สำคัญคือ ‘มีโอกาส’ ในการขยายธุรกิจที่หลากหลายมาก ท่านจึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาปักหลักที่นี่” กิตติธัชกล่าว

แต่สิ่งที่ทำให้น่ำเอี๊ยงแตกต่าง คือต้นทุนทางปัญญาที่อากงพกติดตัวมาด้วย “ท่านมีความชอบส่วนตัวในเรื่องโหราศาสตร์จีนมาตั้งแต่เด็กๆ ท่านศึกษามาอย่างลึกซึ้ง และในยุคแรก สำนักน่ำเอี๊ยงไม่ได้เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ นะครับ แต่เริ่มต้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา”

ที่หาดใหญ่นี่เอง อากงของเขาได้เริ่มสร้างความน่าเชื่อถือจากการเป็นที่ปรึกษาวางแผนชีวิตให้กับผู้คน ท่านเริ่มจัดทำตำราและปฏิทินจีนขึ้นมา ซึ่งในเวลาต่อมา ปฏิทินนี้ได้กลายเป็น “คัมภีร์มาตรฐาน” สำหรับหมอดูทั่วประเทศ

“อากงทำคู่มือขึ้นมาเพื่อให้คนรู้ว่า การจะเป็นซินแซต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง ตั้งแต่ฮวงจุ้ย ฤกษ์ยาม ไปจนถึงการคำนวณดวงชะตาแบบปีต่อปี เราจึงเป็นเสมือนสถาบันที่วางรากฐานให้คนนำข้อมูลไปต่อยอดประกอบอาชีพได้จริง จนกลายเป็นปฏิทินจีนฉบับน่ำเอี๊ยงที่เป็นมาตรฐานมาจนถึงทุกวันนี้” ทายาทรุ่น 3 น่ำเอี๊ยง กล่าว

ทายาทรุ่น 3 ผู้ไม่เชื่อเรื่องดวง: จาก ‘โรงพิมพ์’ สู่ ‘ศาสตร์แห่งสถิติ’

การรับไม้ต่อในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ของกิตติธัชไม่ได้เริ่มต้นด้วยความศรัทธาแรงกล้า ในทางตรงกันข้าม เขาคือเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่มองธุรกิจครอบครัวผ่านเลนส์ของเหตุผลและโรงงาน

“หลังจากเรียนจบ ผมกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านทันที แต่สารภาพตามตรงว่า ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจเลยว่าธุรกิจเราคืออะไร ผมโตมากับการเห็นที่บ้านทำปฏิทิน เห็นเครื่องพิมพ์ เห็นกระดาษ รู้แค่ว่าเราคือโรงพิมพ์ผลิตปฏิทินจีน ช่วงปิดเทอมตอนเด็กๆ ผมก็เข้าไปช่วยงานในโรงงานเป็นปกติ แต่ไม่เคยรับรู้ในมิติของศาสตร์โหราศาสตร์เลย”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มทำงานจริงจัง และเกิดคำถามในใจตามประสาคนรุ่นใหม่

“ผมเริ่มสงสัยว่า ข้อมูลมหาศาลในปฏิทินเหล่านั้นมาจากไหน ใครเป็นคนกำหนด และคำนวณอย่างไร เพราะส่วนตัวผม ณ วันนั้น ผมแทบไม่มีความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์จีนเลย ผมมองว่ามันเป็นแค่ธรรมเนียมที่เรารู้ว่าวันไหนวันดี วันไหนวันธงชัย แต่มิได้เข้าใจลึกซึ้ง”

แซมตัดสินใจลงลึกไปถึง “หลังบ้าน” ของการคำนวณ เขาไปอยู่ที่โรงพิมพ์ปฏิทินย่านพระราม 2 ศึกษา “วิศวกรรมข้อมูล” ของแต่ละปี จนพบความจริงที่เปลี่ยนความคิดของเขาไปตลอดกาล

“พอยิ่งศึกษา ผมยิ่งพบว่าโหราศาสตร์จีนไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่มันคือการเก็บข้อมูลสถิติที่รวบรวมมานานกว่าพันปี เป็นวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น มันคือข้อมูลเชิงการคำนวณสถิติล้วนๆ พอผมเริ่มเข้าใจหลักการ และลองนำมาปรับใช้กับชีวิตตัวเองแล้วเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ความเชื่อมั่นจึงเกิด และกลายเป็นไอเดียว่า เราจะนำสถิติพันปีเหล่านี้มาผนวกกับเทคโนโลยีเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้อย่างไร” กิตติธัช กล่าว

โครงสร้างธุรกิจ 80-10-10: ที่ปฏิทินฉบับ Physical ยังเป็นหัวใจ

แม้จะมีความพยายามทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล แต่เขาชี้ให้เห็นว่า รากฐานของน่ำเอี๊ยงยังคงมีความแข็งแกร่งในเชิง Physical อย่างมาก โดยเขาสรุปโครงสร้างรายได้ปัจจุบันไว้อย่างชัดเจน

“รายได้หลักของเรา 80% ยังคงมาจากส่วนของปฏิทิน (Physical) ครับ ซึ่งเราบริหารจัดการใน 3 รูปแบบ กลุ่มแรกคือโรงพิมพ์ที่ซื้อลิขสิทธิ์เนื้อหาข้อมูลและแพทเทิร์นของเราไปพิมพ์โฆษณาแจกลูกค้าช่วงปีใหม่ กลุ่มที่สองคือกลุ่มยี่ปั๊วหรือร้านค้าปลีกที่กระจายสินค้าไปทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และกลุ่มสุดท้ายคือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จ้างเราพิมพ์ปฏิทินโฆษณาฉบับพิเศษเพื่อแจกลูกค้าของเขา”

ส่วนที่เหลืออีก 20% แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน คือ 10% จากบริการปรึกษาฤกษ์ยามและดวงชะตาที่สำนัก (consult) รวมถึงผ่านช่องทางออนไลน์ และอีก 10% คือรายได้จากแอปพลิเคชัน ‘Num Eiang Astrolendar’ ที่เพิ่งลอนซ์มาได้ประมาณ 3-4 ปี

“กลุ่มลูกค้าเราเปลี่ยนไปชัดเจนครับ รุ่นอากงอาม่ายังคงยึดติดกับปฏิทินเล่มสีแดงแบบฉีกรายวัน เพราะเขาเข้าใจภาษาจีนและคุ้นเคยมาทั้งชีวิต แต่สำหรับ Gen Y และ Gen Z เขาเริ่มถอยห่างจากปฏิทินเล่ม เพราะมองว่าดูยาก ข้อมูลเยอะไปหมด เราจึงต้องสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาเพื่อเสิร์ฟคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ” กิตติธัช กล่าว

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่: จาก “ฤกษ์คลอด” สู่ “วางแผนบุตร IVF”

กิตติธัช วิเคราะห์เจาะลึกถึงพฤติกรรมความเชื่อที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งสะท้อนผ่านบริการที่สำนักน่ำเอี๊ยงได้รับโจทย์จากลูกค้า

“พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปชัดเจนที่สุดคือ ‘การวางแผนชีวิตเชิงรุก’ ครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องการมีบุตร ในอดีตคนอาจจะมาขอฤกษ์คลอดเมื่อใกล้กำหนด แต่ปัจจุบันคนยุคนี้ลึกซึ้งกว่านั้น เขามาหาเราเพื่อ ‘วางแผนการมีบุตร’ ตั้งแต่ขั้นตอนปฏิสนธิ หรือฤกษ์การฝังตัวอ่อน (IVF) เพื่อให้แน่ใจว่าลูกจะเกิดมาในช่วงเวลาที่ดีที่สุดตามหลักดวงชะตา”

นอกจากเรื่องครอบครัว โหราศาสตร์ยังเข้าไปอยู่ใน “ไลฟ์สไตล์” ของคนรุ่นใหม่มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

“เดี๋ยวนี้เด็กวัยรุ่นเดินเข้ามาถามเราเรื่องเล็กๆ ในชีวิตมากขึ้น เช่น ฤกษ์ไปสอบวันไหนดี ซื้อกระเป๋าสตางค์ใหม่ควรเป็นทรงไหน สีอะไร หรือแม้แต่การเลือกสีรถมงคล ซึ่งเราไม่ได้ตอบตามความเชื่อลอยๆ แต่เราใช้หลักการคำนวณ ‘โป๊ยอักษร’ เพื่อ Personalized ข้อมูลให้ตรงกับดวงชะตาของแต่ละคนโดยเฉพาะ”

เขากล่าวเสริมว่าปัจจุบันโหราศาสตร์จีนถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นกำไลข้อมือมงคล หรือเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านที่ต้องส่งเสริมพลังงาน

“เรื่องโหราศาสตร์จากเดิมที่ดูเป็นเรื่องไกลตัว หรือเรื่องของผู้ใหญ่ ตอนนี้มันขยับเข้ามาใกล้ตัวและกลายเป็นแฟชั่นไปแล้วในบางมิติ”

โหราศาสตร์ในยุค AI: เมื่อสถิติปะทะเทคโนโลยี

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของธุรกิจความเชื่อในยุคนี้คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งแซมมองเรื่องนี้อย่างผู้ที่เข้าใจทั้งสองโลก

“AI เข้ามาท้าทายเราแน่นอนครับ เพราะเด็กรุ่นใหม่ต้องการคำตอบที่รวดเร็ว แต่ผมมองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งที่น่ำเอี๊ยงมีคือ ‘Big Data’ ที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด ปัจจุบันแอปพลิเคชันเรามีการนำ AI หรือ LLM เข้ามาช่วยตีความข้อมูลดวงชะตาให้เฉพาะเจาะจงรายบุคคลมากขึ้น”

คุณแซมย้ำถึงความแตกต่างระหว่าง AI ทั่วไปกับ AI ของน่ำเอี๊ยง

AI ทั่วไปดึงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตที่อาจจะถูกบ้างผิดบ้าง หรือไม่มีที่มา แต่ AI ของแอปฯ น่ำเอี๊ยง ถูกเทรนด้วยฐานข้อมูลสถิติที่คำนวณมาอย่างแม่นยำจากตำราดั้งเดิมของเรา มันจึงเป็นการผสานระหว่างศาสตร์พันปีกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด เพื่อให้ได้คำตอบที่ Personalized จริงๆ

เขายังมองว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ยังเหมือนเดิม “รุ่น Baby Boomer อาจจะยังต้องการคุยกับซินแสตัวต่อตัว (One-on-One) เพื่อความมั่นใจ แต่รุ่นใหม่เขาต้องการข้อมูลที่พร้อมใช้งานบนมือถือ นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีทั้งสองทาง”

ฤกษ์ยามกับการตัดสินใจระดับ ‘หมื่นล้าน’

มิติหนึ่งที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง “นักธุรกิจ” กับ “โหราศาสตร์” แซมเปิดเผยข้อมูลที่อาจทำให้หลายคนประหลาดใจว่า นักธุรกิจระดับท็อปของประเทศยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง

“นักธุรกิจไทยและผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญกับฤกษ์ยามในทุกยุคสมัยครับ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวบริษัทใหม่ การลอนซ์โปรเจกต์ใหญ่ หรือแม้แต่การลงทุนพอร์ตระดับหมื่นล้าน ลูกค้าเรามีทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ SME ไปจนถึงระดับเจ้าสัวที่ดูแลอาณาจักรระดับประเทศ”

อุตสาหกรรมที่แวะเวียนมาปรึกษามักจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มการเงินการธนาคาร (Financial/Banking) และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG)

“เวลาเขาจะทำดีลใหญ่ๆ เขาต้องการความมั่นใจว่าจังหวะเวลาไหนคือช่วงที่พลังงานดีที่สุด ฤกษ์ยามจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงทางใจ และช่วยให้อ่าน ‘เนเจอร์’ (Nature) ของสถานการณ์ได้ขาดขึ้น นักธุรกิจระดับสูงเขาเข้าใจว่าการทำธุรกิจต้องใช้ความสามารถ แต่วงจรของจังหวะเวลาก็เป็นปัจจัยเสริมที่มองข้ามไม่ได้”

ปัจจุบัน แม้สำนักจะไม่ได้เปิดรับคนทั่วไปดูดวงอย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนอดีต เพราะซินแสประจำสำนัก (อาแปะของแซม) มีอายุมากแล้ว แต่ท่านยังคงเป็นที่ปรึกษาคู่คิดให้กับกลุ่มลูกค้าเก่าแก่ระดับเจ้าสัวมาจนถึงทุกวันนี้

เศรษฐกิจผันผวน ยิ่งกระตุ้นตลาดความเชื่อ

ในมุมมองของนักกลยุทธ์ แซมวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างสภาพเศรษฐกิจและพฤติกรรมการพึ่งพาโหราศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจ

“ยิ่งในช่วงวิกฤต หรือสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ เช่น ช่วงโควิด-19, การเลือกตั้ง หรือเกิดความขัดแย้งระดับโลก ผู้คนจะหันเข้าหาโหราศาสตร์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในแอปพลิเคชันเราจะเห็นยอดการใช้งานพุ่งสูงขึ้นทันทีเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้น”

เมื่อถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? แซมให้คำตอบว่า

“เพราะพื้นฐานของคนไทยเราให้ความสำคัญกับเรื่องที่พึ่งทางใจอยู่แล้ว เมื่อมีอะไรที่หาคำตอบด้วยตรรกะปกติไม่ได้ ผู้คนจะมาหา ‘เข็มทิศ’ เพื่อนำทางชีวิตให้ผ่านพ้นความท้าทาย หรือ Challenge ต่างๆ ไปได้ เราจึงทำหน้าที่เหมือนคู่คิดที่ช่วยประคับประคองการตัดสินใจในยามที่ทุกอย่างดูผันผวนไปหมด” ทายาทรุ่น 3 น่ำเอี๊ยง กล่าว

Num Eiang Astrolendar: พาสปอร์ตดวงชะตาสู่ตลาดเอเชีย

หัวใจของการทรานส์ฟอร์มคือแอปพลิเคชัน Num Eiang Astrolendar ซึ่งมียอดผู้ใช้กว่า 500,000 คน และเติบโตอย่างก้าวกระโดดปีละ 100-200% โดยแซมตั้งเป้าให้แอปฯ นี้เป็น “Flagship” ของแบรนด์

ฟีเจอร์ภายในแอปฯ ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของปฏิทินแบบเดิม:

  • ผูกดวงจีน (โป๊ยอักษร): สร้าง Blueprint ชีวิตเฉพาะบุคคลเพียงแค่ใส่เวลาเกิด
  • ปฏิทินพลังงานรายวัน: บอกจังหวะสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในแต่ละวัน
  • สีมงคลเฉพาะบุคคล: แนะนำสีที่ถูกโฉลกรายวันเพื่อเสริมความมั่นใจ
  • ดวงสมพงษ์: ตรวจสอบความเข้ากันได้กับพาร์ทเนอร์ ทั้งเรื่องความรักและการร่วมธุรกิจ
  • AI ที่ปรึกษา: การตีความผลการคำนวณอย่างลึกซึ้งเพื่อให้คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง

แผนงานในอีก 5 ปีข้างหน้า แซมไม่ได้มองเพียงแค่ตลาดประเทศไทย เขากล่าวว่า “เราตั้งเป้าขยายไปสู่ตลาดเอเชียครับ เพราะคนในภูมิภาคนี้มีพื้นฐานความเชื่อและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เราต้องการให้แอปฯ น่ำเอี๊ยงเป็นเหมือนพาสปอร์ตเข็มทิศนำทางให้กับผู้คนทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้ศาสตร์ที่ดูยากกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริงในทุกวัน”

นอกจากการพัฒนาแอปฯ น่ำเอี๊ยงยังขยายอาณาจักรผ่านโปรเจกต์ Collaboration เช่น “Moo Bangkok x น่ำเอี๊ยง” โดยคุณหมู อาซาวา ที่นำหลักนักษัตรมาทำเป็นแฟชั่น และการทำพาร์ทเนอร์ชิปกับโรงแรมระดับลักชัวรี่ Top Tier เพื่อบริการดูฤกษ์มงคลสมรสอย่างครบวงจร

บทสรุปแห่งสติ: โหราศาสตร์คือเข็มทิศ แต่ชีวิตคุณกำหนดเอง

ในช่วงท้ายของการสนทนา แซมฝากแง่คิดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของทายาทรุ่นใหม่ที่ต้องการลบภาพลักษณ์ของความงมงาย และแทนที่ด้วยคำนิยามใหม่ของโหราศาสตร์

“หลักการของโหราศาสตร์จีนที่แท้จริง คือเพื่อให้เราเข้าใจธรรมชาติและเข้าใจตัวเองให้มากที่สุดครับ ผมมักจะบอกเสมอว่า โหราศาสตร์เป็นเพียง ‘เข็มทิศ’ หรือตัวช่วยในการวางแผนจังหวะชีวิตเท่านั้น แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะมาตัดสินชีวิตเราทั้งหมด”

คำพูดทิ้งท้ายของคุณแซมสะท้อนถึงปรัชญาการบริหารธุรกิจและการดำเนินชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือตัวเราเองครับ เราต้องมีสติและวางแผนชีวิตของเราอย่างรอบคอบ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขึ้นอยู่กับการลงมือทำและความตั้งใจจริง น่ำเอี๊ยงเป็นเพียงผู้บอกจังหวะเวลาที่เหมาะสม แต่คนที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จนั้นคือตัวคุณเองครับ”

การขับเคลื่อน “น่ำเอี๊ยง” ภายใต้การนำของ “แซม–กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล” คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำ Legacy Transformation ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนกระดาษเป็นหน้าจอ แต่คือการเปลี่ยน “ศรัทธา” ให้กลายเป็น “ทางเลือกทางกลยุทธ์” โดยใช้ข้อมูลและสถิติเป็นตัวเชื่อมช่องว่างระหว่างวัย

การรักษาฐานรายได้ 80% จากปฏิทินเล่ม ควบคู่ไปกับการลงทุนในเทคโนโลยี คือกลยุทธ์ที่ระมัดระวังและเฉียบแหลม ทำให้ “น่ำเอี๊ยง” ยังคงเป็นแบรนด์ที่ข้ามกาลเวลามานานเกือบศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะก้าวไปสู่ระดับสากลได้อย่างแข็งแกร่งในอนาคตอันใกล้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดรหัส ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เข็มทิศนักธุรกิจหมื่นล้าน ทำไมโหราศาสตร์ยังอยู่รอดในยุค AI

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...