ถอดรหัส ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เข็มทิศนักธุรกิจหมื่นล้าน ทำไมโหราศาสตร์ยังอยู่รอดในยุค AI
คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด, พิมลดา ชูดวง
ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน ‘ข้อมูล’ (Data) กลายเป็นอาวุธสำคัญในการตัดสินใจ แต่สำหรับตระกูลที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่า 8 ทศวรรษอย่าง “น่ำเอี๊ยง” ข้อมูลที่ว่านี้มิใช่เพียงแค่กราฟตัวเลขในตลาดหุ้น หรือดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่คือ “สถิติการเคลื่อนที่ของดวงดาว” ที่ถูกรวบรวมมานานนับพันปี
วันนี้ ‘ประชาชาติธุรกิจ’ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ และพูดคุยกับ“แซม–กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล” ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จีน และมีชื่อเสียงจากการจัดทำ “ปฏิทินน่ำเอี๊ยง” ซึ่งอยู่คู่กับคนไทยมานานกว่า 80 ปี เขาคือชายหนุ่มผู้ก้าวเข้ามารับไม้ต่อในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของยุค Digital Transformation และเปลี่ยนภาพจำของ “ปฏิทินจีนเล่มสีแดง” ที่อากงอาม่าเคยแขวนไว้ข้างฝา ให้กลายเป็น “Data Science” บนสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน
ปฐมบท “น่ำเอี๊ยง” จากแต้จิ๋วสู่หาดใหญ่
เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของอาณาจักรความเชื่อแห่งนี้ กิตติธัชเล่าย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เริ่มต้นขึ้นจากการเดินทางไกล
“สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง ก่อตั้งขึ้นในปี 1939 หรือประมาณ พ.ศ. 2482 หากนับถึงปัจจุบันเราก้าวเข้าสู่ปีที่ 87 และกำลังจะแตะปีที่ 88 ในเร็วๆ นี้” เขาเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
ผู้บุกเบิกคืออากงของเขา ‘นายเฮียง แซ่โง้ว’ ชาวจีนแต้จิ๋วที่หอบเสื่อผืนหมอนใบข้ามน้ำข้ามทะเลมาประเทศไทยด้วยภารกิจสำคัญคือการตามหาคุณพ่อ แต่การเดินทางครั้งนั้นกลับนำไปสู่การวางรากฐานธุรกิจที่ไม่มีใครคาดคิด
“อากงย้ายมาจากจีนเพื่อมาตามหาพ่อ ท่านเดินทางไปหลายที่ในไทย และในระหว่างทางท่านได้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เจริญมาก อุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และที่สำคัญคือ ‘มีโอกาส’ ในการขยายธุรกิจที่หลากหลายมาก ท่านจึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาปักหลักที่นี่” กิตติธัชกล่าว
แต่สิ่งที่ทำให้น่ำเอี๊ยงแตกต่าง คือต้นทุนทางปัญญาที่อากงพกติดตัวมาด้วย “ท่านมีความชอบส่วนตัวในเรื่องโหราศาสตร์จีนมาตั้งแต่เด็กๆ ท่านศึกษามาอย่างลึกซึ้ง และในยุคแรก สำนักน่ำเอี๊ยงไม่ได้เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ นะครับ แต่เริ่มต้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา”
ที่หาดใหญ่นี่เอง อากงของเขาได้เริ่มสร้างความน่าเชื่อถือจากการเป็นที่ปรึกษาวางแผนชีวิตให้กับผู้คน ท่านเริ่มจัดทำตำราและปฏิทินจีนขึ้นมา ซึ่งในเวลาต่อมา ปฏิทินนี้ได้กลายเป็น “คัมภีร์มาตรฐาน” สำหรับหมอดูทั่วประเทศ
“อากงทำคู่มือขึ้นมาเพื่อให้คนรู้ว่า การจะเป็นซินแซต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง ตั้งแต่ฮวงจุ้ย ฤกษ์ยาม ไปจนถึงการคำนวณดวงชะตาแบบปีต่อปี เราจึงเป็นเสมือนสถาบันที่วางรากฐานให้คนนำข้อมูลไปต่อยอดประกอบอาชีพได้จริง จนกลายเป็นปฏิทินจีนฉบับน่ำเอี๊ยงที่เป็นมาตรฐานมาจนถึงทุกวันนี้” ทายาทรุ่น 3 น่ำเอี๊ยง กล่าว
ทายาทรุ่น 3 ผู้ไม่เชื่อเรื่องดวง: จาก ‘โรงพิมพ์’ สู่ ‘ศาสตร์แห่งสถิติ’
การรับไม้ต่อในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ของกิตติธัชไม่ได้เริ่มต้นด้วยความศรัทธาแรงกล้า ในทางตรงกันข้าม เขาคือเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่มองธุรกิจครอบครัวผ่านเลนส์ของเหตุผลและโรงงาน
“หลังจากเรียนจบ ผมกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านทันที แต่สารภาพตามตรงว่า ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจเลยว่าธุรกิจเราคืออะไร ผมโตมากับการเห็นที่บ้านทำปฏิทิน เห็นเครื่องพิมพ์ เห็นกระดาษ รู้แค่ว่าเราคือโรงพิมพ์ผลิตปฏิทินจีน ช่วงปิดเทอมตอนเด็กๆ ผมก็เข้าไปช่วยงานในโรงงานเป็นปกติ แต่ไม่เคยรับรู้ในมิติของศาสตร์โหราศาสตร์เลย”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มทำงานจริงจัง และเกิดคำถามในใจตามประสาคนรุ่นใหม่
“ผมเริ่มสงสัยว่า ข้อมูลมหาศาลในปฏิทินเหล่านั้นมาจากไหน ใครเป็นคนกำหนด และคำนวณอย่างไร เพราะส่วนตัวผม ณ วันนั้น ผมแทบไม่มีความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์จีนเลย ผมมองว่ามันเป็นแค่ธรรมเนียมที่เรารู้ว่าวันไหนวันดี วันไหนวันธงชัย แต่มิได้เข้าใจลึกซึ้ง”
แซมตัดสินใจลงลึกไปถึง “หลังบ้าน” ของการคำนวณ เขาไปอยู่ที่โรงพิมพ์ปฏิทินย่านพระราม 2 ศึกษา “วิศวกรรมข้อมูล” ของแต่ละปี จนพบความจริงที่เปลี่ยนความคิดของเขาไปตลอดกาล
“พอยิ่งศึกษา ผมยิ่งพบว่าโหราศาสตร์จีนไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่มันคือการเก็บข้อมูลสถิติที่รวบรวมมานานกว่าพันปี เป็นวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น มันคือข้อมูลเชิงการคำนวณสถิติล้วนๆ พอผมเริ่มเข้าใจหลักการ และลองนำมาปรับใช้กับชีวิตตัวเองแล้วเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ความเชื่อมั่นจึงเกิด และกลายเป็นไอเดียว่า เราจะนำสถิติพันปีเหล่านี้มาผนวกกับเทคโนโลยีเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้อย่างไร” กิตติธัช กล่าว
โครงสร้างธุรกิจ 80-10-10: ที่ปฏิทินฉบับ Physical ยังเป็นหัวใจ
แม้จะมีความพยายามทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล แต่เขาชี้ให้เห็นว่า รากฐานของน่ำเอี๊ยงยังคงมีความแข็งแกร่งในเชิง Physical อย่างมาก โดยเขาสรุปโครงสร้างรายได้ปัจจุบันไว้อย่างชัดเจน
“รายได้หลักของเรา 80% ยังคงมาจากส่วนของปฏิทิน (Physical) ครับ ซึ่งเราบริหารจัดการใน 3 รูปแบบ กลุ่มแรกคือโรงพิมพ์ที่ซื้อลิขสิทธิ์เนื้อหาข้อมูลและแพทเทิร์นของเราไปพิมพ์โฆษณาแจกลูกค้าช่วงปีใหม่ กลุ่มที่สองคือกลุ่มยี่ปั๊วหรือร้านค้าปลีกที่กระจายสินค้าไปทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้าน และกลุ่มสุดท้ายคือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จ้างเราพิมพ์ปฏิทินโฆษณาฉบับพิเศษเพื่อแจกลูกค้าของเขา”
ส่วนที่เหลืออีก 20% แบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน คือ 10% จากบริการปรึกษาฤกษ์ยามและดวงชะตาที่สำนัก (consult) รวมถึงผ่านช่องทางออนไลน์ และอีก 10% คือรายได้จากแอปพลิเคชัน ‘Num Eiang Astrolendar’ ที่เพิ่งลอนซ์มาได้ประมาณ 3-4 ปี
“กลุ่มลูกค้าเราเปลี่ยนไปชัดเจนครับ รุ่นอากงอาม่ายังคงยึดติดกับปฏิทินเล่มสีแดงแบบฉีกรายวัน เพราะเขาเข้าใจภาษาจีนและคุ้นเคยมาทั้งชีวิต แต่สำหรับ Gen Y และ Gen Z เขาเริ่มถอยห่างจากปฏิทินเล่ม เพราะมองว่าดูยาก ข้อมูลเยอะไปหมด เราจึงต้องสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาเพื่อเสิร์ฟคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ” กิตติธัช กล่าว
พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่: จาก “ฤกษ์คลอด” สู่ “วางแผนบุตร IVF”
กิตติธัช วิเคราะห์เจาะลึกถึงพฤติกรรมความเชื่อที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งสะท้อนผ่านบริการที่สำนักน่ำเอี๊ยงได้รับโจทย์จากลูกค้า
“พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปชัดเจนที่สุดคือ ‘การวางแผนชีวิตเชิงรุก’ ครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องการมีบุตร ในอดีตคนอาจจะมาขอฤกษ์คลอดเมื่อใกล้กำหนด แต่ปัจจุบันคนยุคนี้ลึกซึ้งกว่านั้น เขามาหาเราเพื่อ ‘วางแผนการมีบุตร’ ตั้งแต่ขั้นตอนปฏิสนธิ หรือฤกษ์การฝังตัวอ่อน (IVF) เพื่อให้แน่ใจว่าลูกจะเกิดมาในช่วงเวลาที่ดีที่สุดตามหลักดวงชะตา”
นอกจากเรื่องครอบครัว โหราศาสตร์ยังเข้าไปอยู่ใน “ไลฟ์สไตล์” ของคนรุ่นใหม่มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
“เดี๋ยวนี้เด็กวัยรุ่นเดินเข้ามาถามเราเรื่องเล็กๆ ในชีวิตมากขึ้น เช่น ฤกษ์ไปสอบวันไหนดี ซื้อกระเป๋าสตางค์ใหม่ควรเป็นทรงไหน สีอะไร หรือแม้แต่การเลือกสีรถมงคล ซึ่งเราไม่ได้ตอบตามความเชื่อลอยๆ แต่เราใช้หลักการคำนวณ ‘โป๊ยอักษร’ เพื่อ Personalized ข้อมูลให้ตรงกับดวงชะตาของแต่ละคนโดยเฉพาะ”
เขากล่าวเสริมว่าปัจจุบันโหราศาสตร์จีนถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นกำไลข้อมือมงคล หรือเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านที่ต้องส่งเสริมพลังงาน
“เรื่องโหราศาสตร์จากเดิมที่ดูเป็นเรื่องไกลตัว หรือเรื่องของผู้ใหญ่ ตอนนี้มันขยับเข้ามาใกล้ตัวและกลายเป็นแฟชั่นไปแล้วในบางมิติ”
โหราศาสตร์ในยุค AI: เมื่อสถิติปะทะเทคโนโลยี
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของธุรกิจความเชื่อในยุคนี้คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งแซมมองเรื่องนี้อย่างผู้ที่เข้าใจทั้งสองโลก
“AI เข้ามาท้าทายเราแน่นอนครับ เพราะเด็กรุ่นใหม่ต้องการคำตอบที่รวดเร็ว แต่ผมมองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งที่น่ำเอี๊ยงมีคือ ‘Big Data’ ที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด ปัจจุบันแอปพลิเคชันเรามีการนำ AI หรือ LLM เข้ามาช่วยตีความข้อมูลดวงชะตาให้เฉพาะเจาะจงรายบุคคลมากขึ้น”
คุณแซมย้ำถึงความแตกต่างระหว่าง AI ทั่วไปกับ AI ของน่ำเอี๊ยง
AI ทั่วไปดึงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตที่อาจจะถูกบ้างผิดบ้าง หรือไม่มีที่มา แต่ AI ของแอปฯ น่ำเอี๊ยง ถูกเทรนด้วยฐานข้อมูลสถิติที่คำนวณมาอย่างแม่นยำจากตำราดั้งเดิมของเรา มันจึงเป็นการผสานระหว่างศาสตร์พันปีกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด เพื่อให้ได้คำตอบที่ Personalized จริงๆ
เขายังมองว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ยังเหมือนเดิม “รุ่น Baby Boomer อาจจะยังต้องการคุยกับซินแสตัวต่อตัว (One-on-One) เพื่อความมั่นใจ แต่รุ่นใหม่เขาต้องการข้อมูลที่พร้อมใช้งานบนมือถือ นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีทั้งสองทาง”
ฤกษ์ยามกับการตัดสินใจระดับ ‘หมื่นล้าน’
มิติหนึ่งที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่าง “นักธุรกิจ” กับ “โหราศาสตร์” แซมเปิดเผยข้อมูลที่อาจทำให้หลายคนประหลาดใจว่า นักธุรกิจระดับท็อปของประเทศยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง
“นักธุรกิจไทยและผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญกับฤกษ์ยามในทุกยุคสมัยครับ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวบริษัทใหม่ การลอนซ์โปรเจกต์ใหญ่ หรือแม้แต่การลงทุนพอร์ตระดับหมื่นล้าน ลูกค้าเรามีทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ SME ไปจนถึงระดับเจ้าสัวที่ดูแลอาณาจักรระดับประเทศ”
อุตสาหกรรมที่แวะเวียนมาปรึกษามักจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มการเงินการธนาคาร (Financial/Banking) และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG)
“เวลาเขาจะทำดีลใหญ่ๆ เขาต้องการความมั่นใจว่าจังหวะเวลาไหนคือช่วงที่พลังงานดีที่สุด ฤกษ์ยามจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงทางใจ และช่วยให้อ่าน ‘เนเจอร์’ (Nature) ของสถานการณ์ได้ขาดขึ้น นักธุรกิจระดับสูงเขาเข้าใจว่าการทำธุรกิจต้องใช้ความสามารถ แต่วงจรของจังหวะเวลาก็เป็นปัจจัยเสริมที่มองข้ามไม่ได้”
ปัจจุบัน แม้สำนักจะไม่ได้เปิดรับคนทั่วไปดูดวงอย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนอดีต เพราะซินแสประจำสำนัก (อาแปะของแซม) มีอายุมากแล้ว แต่ท่านยังคงเป็นที่ปรึกษาคู่คิดให้กับกลุ่มลูกค้าเก่าแก่ระดับเจ้าสัวมาจนถึงทุกวันนี้
เศรษฐกิจผันผวน ยิ่งกระตุ้นตลาดความเชื่อ
ในมุมมองของนักกลยุทธ์ แซมวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างสภาพเศรษฐกิจและพฤติกรรมการพึ่งพาโหราศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจ
“ยิ่งในช่วงวิกฤต หรือสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ เช่น ช่วงโควิด-19, การเลือกตั้ง หรือเกิดความขัดแย้งระดับโลก ผู้คนจะหันเข้าหาโหราศาสตร์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในแอปพลิเคชันเราจะเห็นยอดการใช้งานพุ่งสูงขึ้นทันทีเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้น”
เมื่อถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? แซมให้คำตอบว่า
“เพราะพื้นฐานของคนไทยเราให้ความสำคัญกับเรื่องที่พึ่งทางใจอยู่แล้ว เมื่อมีอะไรที่หาคำตอบด้วยตรรกะปกติไม่ได้ ผู้คนจะมาหา ‘เข็มทิศ’ เพื่อนำทางชีวิตให้ผ่านพ้นความท้าทาย หรือ Challenge ต่างๆ ไปได้ เราจึงทำหน้าที่เหมือนคู่คิดที่ช่วยประคับประคองการตัดสินใจในยามที่ทุกอย่างดูผันผวนไปหมด” ทายาทรุ่น 3 น่ำเอี๊ยง กล่าว
Num Eiang Astrolendar: พาสปอร์ตดวงชะตาสู่ตลาดเอเชีย
หัวใจของการทรานส์ฟอร์มคือแอปพลิเคชัน Num Eiang Astrolendar ซึ่งมียอดผู้ใช้กว่า 500,000 คน และเติบโตอย่างก้าวกระโดดปีละ 100-200% โดยแซมตั้งเป้าให้แอปฯ นี้เป็น “Flagship” ของแบรนด์
ฟีเจอร์ภายในแอปฯ ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของปฏิทินแบบเดิม:
- ผูกดวงจีน (โป๊ยอักษร): สร้าง Blueprint ชีวิตเฉพาะบุคคลเพียงแค่ใส่เวลาเกิด
- ปฏิทินพลังงานรายวัน: บอกจังหวะสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในแต่ละวัน
- สีมงคลเฉพาะบุคคล: แนะนำสีที่ถูกโฉลกรายวันเพื่อเสริมความมั่นใจ
- ดวงสมพงษ์: ตรวจสอบความเข้ากันได้กับพาร์ทเนอร์ ทั้งเรื่องความรักและการร่วมธุรกิจ
- AI ที่ปรึกษา: การตีความผลการคำนวณอย่างลึกซึ้งเพื่อให้คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง
แผนงานในอีก 5 ปีข้างหน้า แซมไม่ได้มองเพียงแค่ตลาดประเทศไทย เขากล่าวว่า “เราตั้งเป้าขยายไปสู่ตลาดเอเชียครับ เพราะคนในภูมิภาคนี้มีพื้นฐานความเชื่อและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เราต้องการให้แอปฯ น่ำเอี๊ยงเป็นเหมือนพาสปอร์ตเข็มทิศนำทางให้กับผู้คนทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้ศาสตร์ที่ดูยากกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริงในทุกวัน”
นอกจากการพัฒนาแอปฯ น่ำเอี๊ยงยังขยายอาณาจักรผ่านโปรเจกต์ Collaboration เช่น “Moo Bangkok x น่ำเอี๊ยง” โดยคุณหมู อาซาวา ที่นำหลักนักษัตรมาทำเป็นแฟชั่น และการทำพาร์ทเนอร์ชิปกับโรงแรมระดับลักชัวรี่ Top Tier เพื่อบริการดูฤกษ์มงคลสมรสอย่างครบวงจร
บทสรุปแห่งสติ: โหราศาสตร์คือเข็มทิศ แต่ชีวิตคุณกำหนดเอง
ในช่วงท้ายของการสนทนา แซมฝากแง่คิดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของทายาทรุ่นใหม่ที่ต้องการลบภาพลักษณ์ของความงมงาย และแทนที่ด้วยคำนิยามใหม่ของโหราศาสตร์
“หลักการของโหราศาสตร์จีนที่แท้จริง คือเพื่อให้เราเข้าใจธรรมชาติและเข้าใจตัวเองให้มากที่สุดครับ ผมมักจะบอกเสมอว่า โหราศาสตร์เป็นเพียง ‘เข็มทิศ’ หรือตัวช่วยในการวางแผนจังหวะชีวิตเท่านั้น แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะมาตัดสินชีวิตเราทั้งหมด”
คำพูดทิ้งท้ายของคุณแซมสะท้อนถึงปรัชญาการบริหารธุรกิจและการดำเนินชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือตัวเราเองครับ เราต้องมีสติและวางแผนชีวิตของเราอย่างรอบคอบ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขึ้นอยู่กับการลงมือทำและความตั้งใจจริง น่ำเอี๊ยงเป็นเพียงผู้บอกจังหวะเวลาที่เหมาะสม แต่คนที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จนั้นคือตัวคุณเองครับ”
การขับเคลื่อน “น่ำเอี๊ยง” ภายใต้การนำของ “แซม–กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล” คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำ Legacy Transformation ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนกระดาษเป็นหน้าจอ แต่คือการเปลี่ยน “ศรัทธา” ให้กลายเป็น “ทางเลือกทางกลยุทธ์” โดยใช้ข้อมูลและสถิติเป็นตัวเชื่อมช่องว่างระหว่างวัย
การรักษาฐานรายได้ 80% จากปฏิทินเล่ม ควบคู่ไปกับการลงทุนในเทคโนโลยี คือกลยุทธ์ที่ระมัดระวังและเฉียบแหลม ทำให้ “น่ำเอี๊ยง” ยังคงเป็นแบรนด์ที่ข้ามกาลเวลามานานเกือบศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะก้าวไปสู่ระดับสากลได้อย่างแข็งแกร่งในอนาคตอันใกล้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดรหัส ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เข็มทิศนักธุรกิจหมื่นล้าน ทำไมโหราศาสตร์ยังอยู่รอดในยุค AI
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net