โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลงทุนแบบ Passive ทำให้เกิดฟองสบู่ตลาดหุ้นหรือไม่?

ทันหุ้น

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 09.09 น. • เผยแพร่ 01 ก.พ. เวลา 04.00 น.

#ทันหุ้น – ถ้าพูดถึงแนวทางการลงทุน นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าการลงทุนแบบ Passive Investment ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ที่มีการกระจายความเสี่ยงเหมาะสม มีการซื้อขายน้อยครั้ง ค่าธรรมเนียมต่ำ จากนั้นก็ปล่อยให้เงินเติบโตขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในระยะยาว ถือเป็นแนวทางลงทุนที่ดีและมีประสิทธิภาพ

จากงานวิจัยล่าสุดของซาเวียร์ กาแบ็กซ์ (Xavier Gabaix) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน จากมหาวิทยาลัย Harvard และราฟ คอย-เอ็น (Ralph Koijen) ศาสตราจารย์ด้านการเงิน จากมหาวิทยาลัย Chicago กลับมองในมุมที่ต่างออกไป พร้อมเตือนว่ากลยุทธ์ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยนี้ อาจส่งผลเชิงลบต่อตลาดหุ้นได้

วันนี้จึงขอหยิบบทวิจัยของศาสตราจารย์ทั้งสองที่เผยแพร่ในนิตยสาร The Economist ฉบับล่าสุด มานำเสนอว่าทำไมเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุนรวมแบบ Passive อย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อกลไกราคาอย่างไร และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงครั้งใหม่ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามอย่างไรบ้าง

ถ้ามองย้อนกลับไปประมาณ 10 ปีก่อน เคยมีบทวิเคราะห์แรงๆ จาก Bernstein ที่พาดหัวเรียกเสียงฮือฮาไว้ว่า “การลงทุนแบบ Passive จริง ๆ แล้วอาจส่งผลเสียต่อกลไกตลาด ยิ่งกว่าระบบเศรษฐกิจที่ถูกควบคุมโดยรัฐเสียอีก” ซึ่งฟังดูแล้วก็เหมือนจะเกินจริงไปหน่อย (ในตอนนั้น)

เรื่องนี้กลับไม่ใช่เรื่องที่เราจะมองข้ามได้อีกต่อไป เพราะเม็ดเงินกว่า 60% ของกองทุนรวมหุ้นในสหรัฐฯ ตอนนี้ไหลไปรวมตัวกันอยู่ในกองทุนแบบ Passive เกินครึ่งตลาดเรียบร้อยแล้ว พูดง่าย ๆ คือ เม็ดเงินส่วนใหญ่ไม่ได้ไหลไปตามกลไกการคัดสรรของนักลงทุน แต่ไหลไปตามดัชนีตลาด

ประเด็นคือ กองทุนแบบ Passive เหล่านี้ไม่ได้สนใจว่าจะคัดเลือกหุ้นตัวไหนดี – ไม่ดี แต่จะซื้อทั้งตะกร้าตามดัชนี ทำให้เงินใหม่ที่ไหลเข้ามาก็จะซื้อหุ้นชุดเดิม โดยไม่ได้สนใจว่าราคาตอนนี้แพงไปหรือยัง ขณะที่กลุ่มที่ควรจะช่วย “ถ่วงดุล” อย่างกองทุน Hedge Fund หรือกองทุนแบบ Active ก็มีขนาดเล็ก และถูกจำกัดด้วยกฎความเสี่ยงและแรงขายจากนักลงทุน

ซึ่งจุดที่น่าสนใจที่ The Economist ได้หยิบงานวิจัยของศาสตราจารย์ทั้งสองท่านมานำเสนอคือ ทฤษฎีนี้เรียกว่า Inelastic Markets Hypothesis หรือทฤษฎีตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นแนวว่าตลาดไม่ได้สะท้อนข้อมูลทั้งหมดในราคาอย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป หมายความว่า ในบางช่วงเวลาราคาสินทรัพย์อาจจะยังไม่ตรงกับมูลค่าที่แท้จริง อาจจะราคาสูงเกินไปหรือราคาต่ำเกินไปก็ได้

ตามตำราการเงินที่เราคุ้นเคย คือ เวลาเงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้น ราคาก็ควรจะขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย เพราะเมื่อราคาแพงขึ้นแล้ว Demand หรือความต้องการซื้อหุ้นตัวนั้นก็ควรลดลง ราคาเลยกลับเข้าสู่ความสมดุล แต่ศาสตราจารย์ซาเวียร์ กาแบ็กซ์ และราฟ คอย-เอ็น พบว่าในโลกความเป็นจริงแล้ว Demand หุ้นไม่ได้ “ยืดหยุ่น” ขนาดนั้น

ศาสตราจารย์สองท่านนี้ได้เก็บข้อมูลระหว่างปี 1993 – 2019 พบว่าถ้ามีนักลงทุนนำเงินสด 1 ดอลลาร์เข้าไปซื้อหุ้นเพิ่ม จะทำให้มูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นอาจถูกดันขึ้นได้ประมาณ 3 – 8 ดอลลาร์เลยทีเดียว พูดง่าย ๆ คือ แค่มีเงินใหม่ไหลเข้าตลาดหุ้นจำนวนหนึ่ง ราคาหุ้นรวมๆ อาจถูกดันขึ้นไปมากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าไปหลายเท่า เพราะผู้ที่อยู่ในตลาดก็ไม่ได้ขายออกมาทันที ทำให้แรงซื้อมีอิทธิพลต่อราคาค่อนข้างแรง

คำถามต่อมาก็คือ แล้วในชีวิตจริง เงินก้อนใหญ่ที่กำลังไหลเข้าตลาดหุ้นทุกเดือน มาจากไหนกันบ้าง โดยเฉพาะในระบบการออมเพื่อเกษียณและพฤติกรรมการทยอยลงทุนแบบ DCA ที่นักลงทุนจำนวนมากใช้กันอยู่ในตอนนี้

ข้อมูลจาก The Economist ระบุว่าถ้าดูในสหรัฐฯ คนส่วนใหญ่ฝากเงินไว้ที่ไหน ก็มีการคาดการณ์ว่า 64% ของเงินสะสมกองทุนบำนาญ ไหลเข้าสู่กองทุนประเภท Target Date Fund ซึ่งเป็นการลงทุนในระยะยาวที่มีเป้าหมายเพื่อการวางแผนเกษียณ โดยหลัก ๆ ผู้จัดการกองทุนจะกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่กำหนด เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ และปรับเปลี่ยนสัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์ตามช่วงอายุที่เปลี่ยนไปให้กับผู้ลงทุน และให้เหมาะสมกับช่วงปีที่ผู้ลงทุนจะเกษียณ พูดง่าย ๆ คือจะจัดสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนตามปีที่คน ๆ นั้นจะเกษียณ จึงไม่ได้เน้นจากตามความถูก – แพงของตลาด

โดยกองทุนแบบนี้มักจะเป็นกองทุนแบบ Passive และมีเงื่อนไขกฎเกณฑ์ชัดเจน เช่น ถือหุ้น 80% พันธบัตร 20% เวลาเงินก้อนใหม่ไหลเข้า กองทุนต้องเอาเงินไปซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อรักษาสัดส่วนให้ตรงตามเงื่อนไข โดยไม่สนใจว่าตลาด ณ วันนี้แพงหรือถูก และนี่คือเงินไหลเข้าเป็นประจำสม่ำเสมอที่ดันราคาไปเรื่อย ๆ ตามทฤษฎี Inelastic Markets Hypothesis

ดังนั้น ในเชิงภาพใหญ่ ถ้าสมมติฐานนี้ถูกต้อง ก็เท่ากับว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้ากองทุน Passive กำลังช่วยดันให้มูลค่าตลาดหุ้นสูงขึ้น ทำให้ผู้ที่มีมุมมองอีกมุมเริ่มกังวลเรื่องฟองสบู่จากกองทุน Passive มากขึ้น

คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยคือ แล้วควรจัดพอร์ตลงทุนอย่างไร ถ้ามีความเชื่อว่ากองทุน Passive จะทำให้เกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้นได้ ในเบื้องต้นสามารถปรับกลยุทธ์เป็น Core & Satellite

  • Core (ส่วนหลัก) ยังคงไว้ในกองทุน Passive เพื่อรับผลตอบแทนตามตลาดในระยะยาว แต่จำกัดสัดส่วนให้เหมาะสม (เช่น 60 – 70%)
  • Satellite (ส่วนเสริม) แบ่งเงินไปลงทุนในกองทุน Active หรือหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

นอกจากนี้ก็แบ่งเงินลงทุนกระจายการลงทุนไปสู่สินทรัพย์ทางเลือก

  • สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น กองทุนรวมทองคำ ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนราคาต่างจากตลาดหุ้น
  • กอง REIT เป็นกองทุนที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนสูง รวมถึงเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีผลตอบแทนสม่ำเสมอ จึงช่วยลดหรือกระจายความเสี่ยงให้แก่นักลงทุนได้

หรือสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ Equal Weight คือการจัดพอร์ตลงทุน โดยให้หุ้นทุกตัวในดัชนีมีความสำคัญและน้ำหนักการลงทุนเท่าเทียมกัน โดยไม่สนใจขนาดมูลค่าตลาดทำให้ลดการพึ่งพาหุ้นใหญ่มากๆ และเพิ่มโอกาสในการลงทุนในหุ้นขนาดกลาง/เล็ก เหมาะกับการกระจายความเสี่ยงและหาผลตอบแทนที่แตกต่างจากดัชนีหลักที่มักจะกระจุกตัว

สรุป

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าการลงทุนแบบ Passive เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่หมายความว่า ในยุคที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าลงทุนในกลยุทธ์เดียวกันมากขึ้น เราต้องเข้าใจกลไกเบื้องหลัง และออกแบบพอร์ตลงทุนของเราให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารสม่ำเสมอ เพราะไม่ตกเป็นเหยื่อของฟองสบู่ที่สามารถแตกได้ตลอดเวลา

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

รวมเคล็ดลับ Passive Income

Passive Income ครึ่งหนึ่ง Active Income ครึ่งหนึ่ง แผนจัดการรายจ่ายแบบ “คนละครึ่ง” ลงทุนไปด้วย แต่ก็ทำงานไปด้วยได้

aomMONEY

ธุรกิจตู้ Vending Machine ปี 2569 ยังน่าลงทุนไหม? เจาะลึกทางรอดและโอกาสทำเงินจากตู้หยอดเหรียญยุคใหม่ ที่ช่วยสร้าง Passive Income ให้คุณได้จริง

ชี้ช่องรวย

รายงานพิเศษ : SA ชู “Investment Program” สร้างรายได้แบบ Passive Income ตอบโจทย์นักลงทุนคนรุ่นใหม่

Share2Trade
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...