โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘มินีแบ’ เดินหน้า RE100 ผุดโซลาร์ฟาร์ม พ่วงแบตเตอรี่ ป้อนรง.อยุธยา-ลพบุรี แบ่งคาร์บอนเครดิตให้ญี่ปุ่น

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 00.21 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 07.21 น.

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก และมาตรการทางการค้าด้านคาร์บอนที่เข้มงวดอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยเฉพาะบริษัทลงทุนข้ามชาติที่มีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 หนึ่งในการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการมุ่งสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% หรือ RE100 เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน

เห็นได้จากกลุ่มบริษัท MinebeaMitsumi Inc. ผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรความแม่นยำสูงระดับโลก ได้ร่วมมือกับ บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER ภายใต้ชื่อบริษัทร่วมทุน บริษัท มินีแบ ซุปเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์ จำกัด (MSSP) ด้วยทุนจดทะเบียนสูงถึง 1,087 ล้านบาท มีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่าง NMB-Minebea Thai 60% และ SUPER 40% เพื่อดำเนินโครงการคิดตั้งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) รวมกำลังผลิตกว่า 152 เมกะวัตต์

พร้อมความจุแบตเตอรี่สูงถึง 189 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและลพบุรี ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกลุ่มมินีแบมิตซูมิ ที่ตั้งเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) ในกระบวนการผลิตทั่วโลกภายในปี 2593 และตั้งเป้าหมายระยะสั้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2) ให้ได้อย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2573

ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. รายงานว่า สำหรับการผลักดันโครงการดังกล่าว ทางบริษัท มินีแบมิตซูมิ อินคอร์ปอเรชั่น บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด และบริษัท มินีแบ ซุปเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์ จำกัด ในฐานะผู้พัฒนาโครงการ ได้แจ้งความประสงค์ในการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 104 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 129 เมกะวัตต์ชั่วโมง ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดอยุธยา และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 48 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 60 เมกะวัตต์ชั่วโมง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มายังอบก.เพื่อขอขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยขั้นสูง หรือ Premium T-VER ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 โครงการยังไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอนที่ต้องใช้นำมาประกอบการพิจารณาขึ้นทะเบียน ก่อนที่จะตรวจสอบในการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิต

ทั้งนี้ ทั้ง 2 โครงการได้รับเลือกเป็นโครงการต้นแบบภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น (Joint Crediting Mechanism หรือ JCM) ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนบางส่วนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่น (MOE Japan) โดยคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจะถูกแบ่งโอนถ่ายให้กับฝ่ายญี่ปุ่นในฐานะผู้สนับสนุนเทคโนโลยีและงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปใช้เป็นตัวเลขชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย NDC ของประเทศญี่ปุ่น

ส่วนคาร์บอนเครดิตที่เหลือจะยังคงอยู่กับทางโครงการในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นรายได้จาก Premium T-VER” ในระยะยาว โดยคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 65,125 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เป็นในส่วนของพื้นที่พระนครศรีอยุธยาประมาณ 43,580 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และในส่วนโครงการที่ลพบุรีคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 21,545 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

สำหรับโมเดลธุรกิจนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้โครงการที่มีมูลค่าการลงทุนสูงมีความคุ้มค่าทางการเงิน และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงตลอดอายุสัญญาการผลิตไฟฟ้า 25 ปี ซึ่งพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ภายในโรงงานของมินีแบทั้ง 2 แห่ง เพื่อทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งปกติที่ผลิตจากฟอสซิล โดยคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าภายในโรงงานให้เป็นพลังงานหมุนเวียนได้สูงถึง 38% ซึ่งระบบ BESS จะทำหน้าที่เสมือนหัวใจสำคัญในการเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่มีแสงแดดจัด เพื่อนำมาจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีแสง ช่วยลดค่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) และเพิ่มความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้าป้องกันปัญหาไฟตกไฟกระชากในสายการผลิตที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง

โดยบริษัท มินีแบ ซูเปอร์ โซล่าร์ พาวเวอร์ จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินโครงการหลัก (Project Lead) ในด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อจ่ายไฟให้กับโรงงานในเครือของ เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเงื่อนไขของ JCM และนำผลสำเร็จดังกล่าวไปใช้ให้บรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่กำหนดโดยประเทศ (NDC) ของญี่ปุ่น โดยผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะลดและกำจัดก๊าซเรือนกระจกสะสมให้ได้ประมาณ 100 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในปีงบประมาณ 2573 และประมาณ 200 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในปีงบประมาณ 2583

สำหรับ 2 โครงการ ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งสำคัญในงาน AZEC Progress Report 2025 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 โดยมีรัฐมนตรีจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่น และปลัดกระทรวงพลังงานของไทยร่วมเป็นสักขีพยาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...