โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง | ‘ปลาสวายโพล’ กับ ‘สองนคราประชาธิปไตย (พลัส)’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 06.20 น.

เมื่อตอนเด็กๆ ผมชอบดูปลา… อันนี้หมายถึงปลาเป็นๆ ที่ยังว่ายน้ำ ความชอบดังกล่าวทำให้คุณแม่ของผมพาผมตระเวนไปตามหน้าวัดต่างๆ ที่เป็นเขตอภัยทานเพื่อไปดูปลา อย่างที่จำได้แม่นก็คือ วัดลานบุญ แถวลาดกระบัง วัดนิมมานรดี บางแค

ที่เขตอภัยทานวัดนั้นผมได้เห็นปลาชนิดหนึ่งมากมาย คือปลาสวาย อาจจะมีแซมบ้างก็ปลาเทพากับเทโพ ซึ่งอยู่ร่วมวงศ์เดียวกัน หรือถ้าปลาวงศ์อื่นจะมาแทรกอีกก็จะเป็นปลาแรดขนาดใหญ่เท่าจาน หรือปลานิลขนาดไม่แพ้กันที่จะสามารถสู้กับพลังและขนาดตัวของพวกสวายและเพื่อนร่วมวงศ์ได้

สรุปว่าหน้าวัดนั้นแทบไม่เจอปลาอื่นๆ เลยนอกจากปลาสวายเป็นหลัก และปลาอื่นๆ ที่ได้เอ่ยถึงไปนั้น

ในการที่ตระเวนเที่ยวไปตามวัดต่างๆ แล้วเจอแต่ปลาสวาย กี่วัดก็เจอแต่ปลาสวาย ทำให้ในตอนนั้นผมก็เข้าใจว่า “ปลาสวายคือปลาแม่น้ำที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย”

แน่นอนว่าข้อสรุปของผมในวัยเด็กนั้นไม่ถูกต้อง แต่ประสบการณ์ที่ผมได้พบและได้เล่าให้ฟังมายืดยาวสามสี่ย่อหน้าข้างต้นก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน และยังจริงอยู่จนทุกวันนี้

ที่เล่ามาข้างต้นคือคำอธิบายต่อ “ผลของโพล” กับ “ผลการเลือกตั้ง” ที่เราได้เห็นกันในค่ำวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

จากโพลทุกโพลสารพัด ที่ให้ “พรรคส้ม” คือพรรคประชาชน นอนมาอย่างแบเบอร์เป็นอันดับหนึ่ง หรือแม้แต่มีบางโพลที่แม้ทายว่า “พรรคสีน้ำเงิน” คือภูมิใจไทยจะชนะเป็นที่หนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่การชนะแบบขาดลอยแลนด์สไลด์ขนาดนี้

จากที่คาดการณ์ ความแตกต่างระหว่างที่นั่งในสภาของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนน่าจะอยู่ที่ราว 60-70 ที่นั่งขึ้นไป ขึ้นกับว่าขึ้นไปเท่าไร หากส่วนที่โพลคาดหมายได้ถูกต้องอยู่ คือ พรรคที่ได้ที่สามคือ “พรรคสีแดง” คือพรรคเพื่อไทย แต่ก็เหลือน้อยจนน่าใจหาย คือน่าจะต่ำกว่า 100 ที่นั่งแน่นอน อันนี้คือรวมบัญชีรายชื่อแล้วด้วย และน่าจะเป็นความพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่หนักหนาสาหัสที่สุดนับแต่การก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเป็นต้นมา กับส่วนที่คาดไม่ถึงคือ การผงาดเกินคาดของ “พรรคสีเขียว” คือพรรคกล้าธรรม

อย่างไรก็ตาม แม้จะรอจนถึงเกือบเช้าของวันที่ 9 ผลคะแนนยังไม่นิ่งพอที่จะวิเคราะห์ หรือออกความเห็นได้จริงจัง แต่ชัยชนะแบบถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยที่ชนะแม้แต่ระบบบัญชีรายชื่อของพรรค ซึ่งในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2566 ได้ไปเพียง 3 ที่นั่งนั้นมันไม่สามารถอธิบายแบบกำปั้นทุบดินแค่เรื่องการแค่ยิงกระสุนก็ชนะหรืออะไรมาได้อย่างแน่นอน

ภาพของผลการเลือกตั้งจริงที่ออกมาพลิกโพลทำให้ผู้คนทำใจได้ยาก เอาจริงถ้าไม่มีโพลออกมาอาจจะ “ทำใจ” ได้ง่ายกว่า เพราะมันอาจจะ “เข้าใจ” ได้ว่าเมื่อพรรคภูมิใจไทยกุมอำนาจได้เป็นรัฐบาล ความได้เปรียบนั้นส่งผลมหาศาลต่อผลการเลือกตั้ง (แม้จะน่าอัศจรรย์อยู่ดีว่าถ้านับเฉพาะการเป็นรัฐบาลเต็มอำนาจก็เพียงสองเดือนกว่าๆ ก็ตาม) แต่เมื่อโพลออกมาว่า “พรรคส้ม” นั้นมีแต่ชนะถล่มทลาย ชนะแน่นอน ชนะหวุดหวิด ไปถึงกรณีเลวร้ายที่สุดคือแพ้อย่างสูสี กระแสไม่ยอมรับผลของการเลือกตั้งจึงเกิดขึ้น พร้อมกับการไม่ยอมรับและตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของการทำโพล

ที่ผลของโพลต่างๆ ออกมาเช่นนั้นก็อธิบายได้ด้วยอุทาหรณ์เรื่อง “ปลาในเขตอภัยทาน” นั่นแหละว่ามันก็เหมือนการที่ผมไปดูปลาหน้าวัดเห็นแต่ปลาสวาย แล้วก็เลยทึกทักเอาว่า “แม่น้ำในประเทศไทยเต็มไปด้วยปลาสวาย”

การสำรวจของโพลนั้น โดยข้อจำกัดในการสำรวจข้อมูลน่าจะเจาะลงไปได้ในกลุ่มที่ส่วนใหญ่จะเป็นคนกรุงเทพฯ หรือคนชั้นกลางในเมือง หรืออย่างมากก็คือคนในชนบทเท่าที่แต่ละโพลจะสามารถลงไปเก็บข้อมูลได้ หรืออย่างโพลออนไลน์ของมติชน x เดลินิวส์
ก็เป็นการเก็บผลจากผู้อ่านสื่อทั้งสองค่าย ดังนั้น ผู้ตอบโพลก็คือคนกลุ่มที่สนใจการเมืองและมีความตื่นตัวและรสนิยมทางการเมืองอย่างหนึ่งที่น่าจะเลือกพรรคประชาชน และรองลงมาคือพรรคเพื่อไทยตามผลที่ปรากฏ

ทั้งนี้ นอกจากโพลจากสถาบันและสื่อต่างๆ แล้วมันก็ยังมี “โพลเชิงความรู้สึก” ด้วย ไม่ว่าจะในโลกออนไลน์ หรือในชีวิตเจอหน้ากันก็เหมือนกับว่าใครๆ ก็เลือกพรรคประชาชนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นช่องหรือเพจชื่อดังทั้งหลายต่างก็ออกมาแสดงตัวเป็น “ส้ม” และแสดงหมายเลข 46 ทั้งทางตรงทางอ้อมให้ชื่นอกชื่นในฮึกเหิมสำหรับคนที่จะเลือกพรรคนี้ ไปกินข้าวกับเพื่อนๆ วงไหนลองซาวเสียงกันสามวงสี่วง ทุกวงก็ได้เสียงเอกฉันท์หรือเกือบๆ ว่าเลือกส้ม จนเรารู้สึกว่ามาแน่คราวนี้ ถึงขนาดช่วงหลังๆ นี้มั่นใจกันว่าจะสามารถชนะได้ระดับแลนด์สไลด์ 200 ที่นั่งขึ้นไป หรือเกินครึ่ง 250+ ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ไม่ต้องมีพรรคร่วมรัฐบาลกันเลยด้วยซ้ำ บางท่านกินเบียร์หนักไปหน่อยโพสต์บอกจะเอา 300 ไปเลยก็มี

เมื่อผลการเลือกตั้งที่น่าเจ็บปวดปรากฏ จึงทำให้เราได้ตระหนักว่าการทำโพลต่างๆ เหมือนเป็นการไปสำรวจจำนวน “ปลาทั้งประเทศไทย” ด้วยการสุ่มจาก “ปลาหน้าวัด” โดยไม่รู้ตัว… ซึ่งนอกจากอาจจะเป็นการไปสุ่มในจุดที่ไม่มีความหลากหลายแล้ว สถานการณ์ยังมีความพลิกผันได้อีกมาก เช่น อาจจะมีกรณีน้ำหลากที่ทำให้ปลาสวายตายเกลื่อน แต่ปลาบางชนิดที่ทนกว่าอยู่รอด หรือมีใครก็ไม่รู้เทปลาหมอคางดำที่ออกลูกออกหลานเก่งกว่าลงมาสักฝูงในตอนท้าย ส่งผลให้เมื่อมีการประเมินประชากรปลาจริงๆ เลยพบว่าปลาสวายไม่มากมายอย่างที่คิด

ส่วนโพลเชิงความรู้สึก หรือประสบการณ์ที่เราๆ ไม่ว่าจะเลือกเบอร์ไหนที่วนเวียนกันในสังคมออนไลน์ต่างก็เห็นว่าใครๆ เขาก็สีส้มกันหมด โชว์เลข 46 กันทั้งแผงนั้น ที่แท้เราว่ายวนอยู่หน้าเขตอภัยทานหน้าวัด หรือในคลองบริเวณนั้นไม่ได้ไปไหนไกล และเราเองก็เป็นปลาสวาย หรือถึงไม่ใช่ก็เป็นปลาแรด ปลานิลตัวเขื่อง ซึ่งถึงไม่เหมือนเขา แต่ก็มีขนาดพอฟัดพอแย่งขนมปังกับเขาได้นั่นแหละ

เรื่องนี้สามารถใช้อธิบายเรื่องของประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ได้เช่นกันด้วยว่า ใน “โลก” หรือหน้าวัดวังสวายที่เราได้เห็นนั้น ใครๆ ก็อยากได้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งนั้น จะเห็นได้ว่าในทุกโพล เสียง “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ชนะถล่มทลาย ในโพลต่างๆ ที่เห็นอย่างต่ำคือ 70% ต่อ 30% แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่ 80% ขึ้นไปที่เห็นชอบ แต่ผลที่เช็กล่าสุดตอนนี้ประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญอยู่ที่ 58% เกือบถึงขอบ แต่ไม่ยัง 60%

ส่วนไม่เห็นชอบ 30% และไม่ออกเสียง 8% ส่วนต่างนั้นน่าจะยังประมวลผลไม่ได้ หรือบัตรเสีย จะเห็นได้ว่าเสียงเห็นชอบก็ไม่ได้ขาดกันขนาดนั้น

ความแตกต่างกันของสองโลก ระหว่างโลกโพล ซึ่งรวมถึงโลกเชิงความรู้สึกทางออนไลน์และประสบการณ์ของผู้คน กับความเป็นจริงที่ปรากฏผ่านผลของการเลือกตั้ง ทำให้เรากำลังจะเผชิญกับสิ่งที่มีผู้ตั้งชื่อให้ในตอนนี้ว่า “สองนคราประชาธิปไตย (พลัส)”

“สองนคราประชาธิปไตย” เป็นทฤษฎีการเมืองคลาสสิกของ ศาสตราจารย์พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยช่วงทศวรรษ 2530-2540 โดยชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ว่า “คนชนบทตั้งรัฐบาล แต่คนชั้นกลางในเมืองล้มรัฐบาล” จากความแตกต่างทางโลกทัศน์ต่อประชาธิปไตย โดยคนชั้นกลางยึดถือนโยบายและอุดมการณ์ความถูกต้องชอบธรรมแบบตะวันตก ในขณะที่คนชนบทเน้นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมและระบบอุปถัมภ์ ทำให้การเมืองไทยเหวี่ยงไปมาระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยที่ไม่มั่นคง

แต่ทฤษฎีนี้ก็เหมือนจะ “ตาย” ไปแล้ว ด้วยปรากฏว่าในระยะหลังหลายปีมานี้ผลการเลือกตั้งในต่างจังหวัดเริ่ม “ใกล้เคียง” กับในกรุงเทพฯ มากขึ้น แม้แต่ในชนบทก็เริ่มมีส่วนที่ใกล้เคียงเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อมีการนำระบบ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเข้ามาใช้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเกิดขึ้นหลังทฤษฎีนี้ ทำให้ ส.ส.มีความเป็น “ผู้แทนราษฎร” ของชาติมากขึ้น และแม้ว่าคนในต่างจังหวัด หรือชนบทอาจจะยังเลือกผู้แทนแบบเขตในเชิงอุปถัมภ์แบบพื้นที่อยู่ แต่เขาก็สามารถที่จะเลือกพรรคการเมืองเชิงนโยบาย หรือในทางอุดมการณ์ได้เช่นกัน

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคไทยรักไทยในปี พ.ศ.2548 หรือแม้แต่ชัยชนะของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2566 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ ส.ส.ไปได้จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาจจะเรียกได้ว่าการเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯและคนต่างจังหวัด หรือคนในชนบท กลายเป็นภาพเดียวกันไปแล้ว และทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยแบบคลาสสิกก็น่าจะขึ้นหิ้งไปเป็นเพียงทฤษฎีที่เคยใช้อธิบายปรากฏการณ์การเมืองไทยในชั่วระยะเวลาหนึ่งได้เท่านั้น

หากสิ่งที่ได้เห็นหลังผลการเลือกตั้งออกมา (ซึ่งต้องขอออกตัวไว้เช่นกันว่า ไม่ว่าจะพูดดีอย่างไร แต่ผมเองก็เป็นคนที่ยังไงก็ว่ายวนอยู่ใน “วังสวาย” หน้าวัดของมิตรสหายชนชั้นกลาง ข้าราชการ นักวิชาการ นักเขียน นักเรียนนอก โอตาคุเกมเมอร์ ฯลฯ อยู่ดีนั่นเอง) เราก็เริ่มได้เห็นสิ่งที่อาจจะทำให้ทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” นี้ต้องนำมาปัดฝุ่นและปรับปรุงเพิ่มเติมอีกครั้งในเวอร์ชั่นพลัสก็ได้

เริ่มจากการแชร์อย่างเชิดชูว่า จังหวัดอะไรบ้างที่เป็น “สีส้ม” ทั้งจังหวัด (แน่นอนว่ารวมกรุงเทพมหานครที่ไม่ใช่จังหวัดเข้าไปแล้ว) หรือเริ่มมีการโพสต์ในทำนองที่ว่า เห็นหรือยังว่าทำไมถึงควรกำหนดว่าผู้จบปริญญาตรีขึ้นไปเท่านั้นที่ควรมีสิทธิเลือกตั้ง ไปจนถึงที่น่าสยองขวัญคือ ทำไมไม่เอาพวก “ลิง” นั่น ไปกำจัดทิ้งเสียให้หมด…

ถ้า “สองนคราประชาธิปไตยคลาสสิก” คนชั้นกลางเมืองขัดแย้งกับคนในชนบทด้วยความแตกต่างทางโลกทัศน์ต่อประชาธิปไตยโดยคนชั้นกลางในเมือง หรือกรุงเทพฯ ยึดถือนโยบายและความถูกต้องชอบธรรมแบบตะวันตก “สองนคราประชาธิปไตย (พลัส)” คนชั้นกลางรุ่นใหม่อาจจะไม่ได้นิยามเชิงภูมิศาสตร์ แต่เป็นโลกในสื่อสังคมออนไลน์และพื้นที่ซึ่งเห็นแต่พวกพ้องที่มีรสนิยมและอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกันผ่านกระจกเงาของอัลกอริทึมและโพล

จนเกิดสภาวะทำใจไม่ได้อันยากต่อการยอมรับความจริงที่ขัดแย้งกับประสบการณ์ตรงที่เขาเจอในชีวิตประจำวันและโลกออนไลน์อย่างรุนแรง นำไปสู่ความสิ้นหวังและกราดเกรี้ยว ในขณะที่ชนบทถูกเครือข่ายอุปถัมภ์ใหม่เคลื่อนไหวเงียบเชียบกินรวบไปทั้งกระดาน และนี่คือความขัดแย้งรอบใหม่ที่ทฤษฎีนี้จะนำพาเราไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง | ‘ปลาสวายโพล’ กับ ‘สองนคราประชาธิปไตย (พลัส)’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...