FPT เปิดงบ Q1/69 รายได้พุ่ง 3,538 ล้าน รับอานิสงส์ย้ายฐานการผลิต-ตลาดแนวราบขยายตัว
กำไรสุทธิแตะ 328 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่งจากการบริหารพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร กลุ่มอุตสาหกรรมโชว์ฟอร์มเด่น อัตราเช่าโรงงานพุ่ง 96% รับดีมานด์กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล เดินหน้าปรับกลยุทธ์พาณิชยกรรม เน้นความยืดหยุ่นของสัญญาเช่า รับมืออุปทานส่วนเกินในตลาดออฟฟิศ
6 กุมภาพันธ์ 2569 - บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม – ธันวาคม 2568) โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นกำไรสุทธิ 328 ล้านบาท สะท้อนถึงเสถียรภาพของพอร์ตโฟลิโอที่มีการกระจายตัวทั้งในกลุ่มที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม
โครงสร้างรายได้หลักประกอบด้วย รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 2,140 ล้านบาท และรายได้จากค่าเช่าและค่าบริการ 788 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายได้อื่นๆ อีก 610 ล้านบาท ซึ่งเติบโตโดดเด่นถึง 28.4%โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการรับรู้กำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนมูลค่า 249 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 106.8 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน
“บริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารจัดการเงินทุนและโครงสร้างทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากปัจจัยท้าทายทั้งในและต่างประเทศ” - นายฮั่ว เตียง ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT กล่าวถึงทิศทางการบริหารงานในสภาวะตลาดปัจจุบัน
อสังหาฯ แนวราบโตแกร่ง - นำร่องมาตรฐานความยั่งยืน
ในส่วนของธุรกิจที่อยู่อาศัย รายได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 137 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนหลักจากตลาดบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดในกลุ่มระดับบน (Premium Segment) ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่ยังคงมีกำลังซื้อแข็งแกร่ง ทั้งนี้ FPT ยังสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมด้วยการส่งโครงการ ‘แกรมเมอร์ สาทร’ และ ‘กูธ์เธ่ สุขุมวิท 76’ คว้าการรับรองเกณฑ์ความยั่งยืน TREES-Home ระดับ Gold จากสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) เป็นรายแรกของประเทศ
สำหรับการดำเนินงานในอีก 9 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ (มกราคม - กันยายน 2569) บริษัทฯ มีแผนรุกตลาดอย่างต่อเนื่องผ่านการเปิดโครงการใหม่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงของกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลเศรษฐกิจ
กลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์ฐานการผลิตย้ายเข้าไทย
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมยังคงเป็นกลไกสำคัญในการเติบโต โดยเฉพาะธุรกิจโรงงานให้เช่าที่มีอัตราการเช่าเฉลี่ย (Occupancy Rate) สูงถึง 96% ซึ่งได้รับปัจจัยบวกโดยตรงจากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ และการเติบโตอย่างรวดเร็วของกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล
ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการส่งมอบโครงการ Built-to-Function ขนาด 9,400 ตร.ม. ในพื้นที่ย่านปู่เจ้าสมิงพราย และอยู่ระหว่างการพัฒนาศูนย์คัดแยกสินค้าอัตโนมัติ (Built-to-Suit) ขนาดใหญ่กว่า 65,000 ตร.ม. ให้กับ SPX Express ในพื้นที่มหาชัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพื่อรองรับการเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน
ปรับกลยุทธ์พาณิชยกรรม รับมือ Over Supply
แม้ตลาดอาคารสำนักงานจะเผชิญกับสภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) แต่กลุ่มพาณิชยกรรมของ FPT ยังคงสามารถรักษาระดับอัตราการเช่าเฉลี่ยไว้ได้ที่ 89% โดยบริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำสัญญาเช่าให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น (Flexibility) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรยุคใหม่ที่เน้นการปรับตัวตามสถานการณ์ธุรกิจ
ขณะที่ธุรกิจศูนย์การค้าได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการบริโภคและการจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาล ซึ่งช่วยดึงดูดปริมาณผู้เข้าใช้บริการ (Traffic) และสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าในการต่อระยะเวลาเช่าโครงการในระยะยาว
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกนี้ FPT สามารถสร้าง รายได้รวมสูงถึง 3,538 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตในเชิงบวกที่ 7.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยผลักดันให้มี กำไรสุทธิอยู่ที่ 328 ล้านบาท ในขณะที่รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นสัดส่วนหลักที่ 2,140 ล้านบาท ตามด้วยรายได้จากค่าเช่าและค่าบริการอีก 788 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในเชิงการบริหารพื้นที่เช่า บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในกลุ่มธุรกิจโรงงานด้วย อัตราการเช่าที่ 96% และยังคงรักษาเสถียรภาพของกลุ่มอาคารสำนักงานและรีเทลไว้ได้ที่ อัตราการเช่า 89% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของคู่ค้าและศักยภาพของทำเลที่ตั้งโครงการ