ปากุมแภด ต้องทำอะไร? หาคำตอบไปกับ สมาชิก ‘ปากุมแภด’ ในวันที่ดาราเปิดหน้า รณรงค์ทำประชามติ แก้ รธน.
“เรารู้สึกว่าคนไทยเป็นคนตลกมาก ในเรื่องเครียด ๆ หรือตอนน้ำท่วมเรายังมีเรื่องตลกได้ แต่ในความตลกนั้นมันมีความรู้สึกบางอย่าง มันสะท้อนปัญหาบางอย่าง”
“ปากุมแภด”(คำผวนจาก ‘8 กุมภา’ วันเลือกตั้ง) คือการรวมตัวกันของทีมงาน ผู้กำกับ และนักแสดง ที่ออกมาทำคอนเทนต์ สนับสนุนให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ‘กาเห็นชอบ’ อย่างชัดเจน เพื่อเปิดทางให้แก้รัฐธรรมนูญ
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นคลิปละคร สอดแทรกรณรงค์การออกเสียงประชามติ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะ TikTok ช่อง @voteyes8feb ที่ปล่อยออกมาทีไร คนกดไลค์ กดแชร์กันสนั่น
รายการ HEADLINE ของสำนักข่าว TODAY มีโอกาสพูเคุยกับ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ, ณัฏฐ์ กิจจริต, เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ, และวิเวียน-ทิพากร ไชยประสิทธิ์ถึงเบื้องหลังช่อง ปากุมแภด ที่พวกเขาเองยังตกใจกับผลลัพธ์ ขณะเดียวกันก็ยิ่งมีความหวัง ว่าความตั้งใจของพวกเขาจะสำเร็จ
จะว่าเป็นคนต้นเรื่องก็ว่าได้ สำหรับ วิเวียน ที่เล่าว่า ที่ผ่านมาสื่อสารโดยจับความเป็นมีม และไวรัลอยู่แล้ว ประกอบกับได้นักแสดงมาช่วยเล่า จึงคาดหวังว่าจะไปได้ไกลกว่าที่คาดวางแผน
เอม เล่าว่าตัวเขาคิดว่า มันอาจจะสิ้นสุดแค่มี ‘แฟนอาร์ต’ศิลปินบางคน แต่กลีบไปไกลถึงขั้นมีอาร์ตทอย มีโปสเตอร์จากหลายๆ คนออกมาเลย
ขณะที่ ณัฏฐ์ เล่าด้วยรอยยิ้มว่า พวกเขาตกลงกันว่าจะไม่ทำอะไรที่ไม่เฟรนด์ลี่ ที่เหลือก็ยกความเชื่อใจให้กับทีมครีเอทีฟลุยเลย
นั่นจึงตามมาด้วยข้อสงสัยที่ต้องขีดเส้นใต้ประเด็นใหญ่ ว่า ‘ดารา’ ซึ่งเป็นประชาชนผู้มีสิทธิทางการเมืองคนหนึ่ง จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้มากเพียงใด
จุดเริ่มต้นของ ‘ปากุมแภด’
ด้วยความสนใจการเมืองที่มีเป็นทุนเดิม ของ ไก่ และ วิเวียน ทำให้พวกเขารู้สึกอัดอั้นกับบรรยากาศการเมืองที่เกิดขึ้นมาตลอด จนถึงวันหนึ่งที่ถูกชักชวนจาก ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLAW ว่าอยาดให่ร่วมสื่อสารเรื่องประชามติ และจะทำอะไรก็ได้ เลยกลายเป็นจุดตั้งตั้นทั้งหมด
“ผมคุยเรื่องการเมืองกับวิเวียนมาตลอด เลยบอกวิเวียนว่า เราต้องอะไรที่มันเติมเต็มเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะหลายคนออกมาสื่อสารเรื่องประชามติ เรื่องการเห็นชอบในแบบวิชาการกันอยู่เยอะมาก แต่เราอาจจะไม่ถนัดด้านนี้ เราอาจจะไปทางเพี้ยนหน่อย (หัวเราะ)”
วิเวียน เสริมว่า เมื่อไหราก็ตามที่พูดเรื่องการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ ไปจนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คอนเทนต์ที่มีต่างเต็มไปด้วยน้ำเสียงของความจริงจังมาก ซึ่งนั้นไม่ใช่ธรรมชาติของพวกเขาที่เสพมุกตลกอยู่ทุกวัน
ยิ่งในช่วงเวลาที่ คลิปจากเพจ ‘แม่แนนน้องสมาร์ท’ โดน กกต. สั่งลบคลิปไป ทำให้เธอยิ่งตระหนักว่า คนทั่วไปเขาก็ทำคอนเทนต์เรื่องนี้ออกมาได้ แล้วการแสดงของเขามันว้าวมาก (หัวเราะ) เลยปรึกษากันว่า จะมีนักแสดงที่ทำสิ่งนี้ได้ด้วยหรือไม่
“ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เราคุยกันแค่ 1 คืน วันรุ่งขึ้นเราได้ทีมเลย ทีมมีไอเดียเยอะแยะมาก ภายใน 1 อาทิตย์ก็ถ่ายคลิปกันเลย”
“สิ่งที่เรามีคือความเพี้ยน ความสนุก เราพูดภาษาเดียวกันกับชาวเน็ต ชาวเน็ตไม่ได้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น เรารู้สึกว่าคนไทยเป็นคนตลกมาก ในเรื่องเครียด ๆ หรือตอนน้ำท่วมเรายังมีเรื่องตลกได้ แต่ในความตลกนั้นมันมีความรู้สึกบางอย่าง มันสะท้อนปัญหาบางอย่างเราเลยรู้สึกว่าเราอยากเอาสิ่งนี้มาทำในสิ่งที่เราถนัด เพื่อสื่อสารออกไปให้กับทุกคนได้มากขึ้น”
ทำไมถึงคิดว่า ‘ถึงเวลาต้องแก้รัฐธรรมนูญ’?
ณัฏฐ์ มองว่า ประเทศไทยพยายามแก้รายมาตรามาหลายครั้งแล้ว ดังนั้น นี่เลยเป็นช่วงเวลที่ดี ที่ทุกคนพร้อมจะเปลี่ยนไปพร้อมกัน
“ผมรู้สึกว่าจริงๆ เราก็อยู่กับสิ่งนี้มาเกือบจะ 10 ปีแล้วเหมือนกัน”
เอม เสริมว่า สิ่งที่เขารู้สึกไม่พอใจที่สุด คือ ที่มาของรัฐธรรมนูญ 60 มันไม่ได้มีที่มาที่ขึ้นกับเรา หรือออกแบบมาเพื่อเราขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้อำนาจกับองค์กรอิสระ หรือที่มาของ สว. สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราไม่พอใจมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
“ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแก้ (รัฐธรรมนูญ) สิ่งนี้ไม่ควรมีอยู่แต่แรกด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้ามีโอกาสให้แก้ไขได้เมื่อไร เราควรคว้ามันและทำให้ได้”
ไก่ ย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหาร การทำประชามติครั้งที่แล้วเ ไม่สามารถจะรณรงค์แม้แต่การเชียร์ให้คนโหวตไม่เห็นชอบ หรือคนที่ออกมารณรงค์ก็ยังโดนจับ จึงเหมือนเป็นการมัดมือชกประชาชนกลายๆ พอมาถึงจังหวะนี้ที่เปิดโอกาสให้สามารถแสดงความคิดเห็น เปิดประตูบานแรกในการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เขาจึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่สำคัญมากๆ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่สามารถใช้ทรัพยากรที่เรามี สกิลที่เรามี ออกมาเชิญชวนให้คนออกมาเห็นชอบการเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่
นักแสดงกับการคอลเอาท์
ไม่รู้มาจากไหน แต่แนวคิดที่ว่า การเมืองโดยรวมอาจไม่ใช่เรื่องของดารา ถูกหยิบยกมาพูดถึงในหลายโอกาส ทว่า ไก่ มองว่า จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของทุกคน เป็นเรื่องที่เบสิกที่สุดของประชาชนในประเทศใดประเทศหนึ่ง เลยไม่ได้โฟกัสว่ามันจะเป็นผลดีกับวงการบันเทิงเท่านั้น แต่มันคือโอกาสในการอยู่ในประเทศไทย เป็นสิทธิเสรีภาพของเราใ
ณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้คนต่างสายอาชีพ ล้วนพยายามสื่อสารเรื่องนี้ด้วยวิธีที่ตัวเองถนัด ย้อนกลับไป เข้าใจว่าก่อนหน้านี้เคยมีตัวอย่างของคนที่ได้รับผลกระทบ จากการที่เป็นคนสาธารณะแล้วออกมาพูดเรื่องการเมือง แต่เขาเชื่อว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ดี และจริงๆ ก็มีนักแสดงอีกจำนวนมาก ที่อยากมีส่วนร่วมกับพวกเขา
วิเวียน เล่าว่า เธอเคยตั้งคำถามเช่นนี้ว่า งนักแสดงที่อยู่เบื้องหน้าที่มีสปอตไลต์ มีแฟนคลับ อยากให้ออกมาพูดอะไรบางอย่างแทนคนทั่วไป แต่หลังจากผ่านพูดคุยกับ ไก่ ก็ได้รู้ว่า หลายคนอาจจะมีข้อจำกัดที่กำลังแบก อย่าง ครอบครัว หรือทีมงานของเขา เป็นต้น
“เราไม่สามารถเอาความคาดหวังของเราไปใส่บนบ่าของพวกเขาได้ พวกเราจึงออกมาพูดในแบบที่เรารู้ว่า ประเทศนี้มีขอบเขตเส้นกั้น ในการออกมาสื่อสารรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ในแบบที่ไม่ผิดกฎหมาย”
เอม ยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นดารานักแสดง หรือคนมีชื่อเสียง สุดท้ายก็ต้องไม่ลืมว่า เราก็ยังเป็นประชาชนคนหนึ่ง จะมีผู้ติดตามในโซเชียลฯ เยอะแค่ไหน เสียงดังแค่ไหน ก็ยังเป็นประชาชนคนหนึ่ง
“ผมรู้สึกว่าผมอยากอยู่ในสถานที่ที่เราไม่กลัวในการพูดสิ่งที่ใจตัวเองเชื่อ แต่ตอนนี้เรากำลังมีความหวังมากๆ ที่ขอบเขตเส้นกั้นในเรื่องนี้มันจะค่อยๆ บางลงและเขยิบขึ้นไป”
ทั้งหมดยอมรับว่า มีความคาดหวังจากแฟนๆ หรือคนทั่วไป ที่อยากให้ดารา ซึ่งเป็นคนที่กระบอกเสียงใหญ่กว่าคนทั่วไป ออกมาคอลเอาท์ หรือรณรงค์ในเรื่องใดๆ ในสังคมมากขึ้น
ไก่ ยังคงยืนยันคำเดิมว่า ทุกอย่างคนดังสามารถทำได้ และเป็นเรื่องปกติ แต่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย รวมถึงการเคารพซึ่งกันและกัน เพราะความรับผิดชอบของแต่ละคนอาจมีไม่เท่ากัน
ขณะที่ เอม แสดงความคิดเห็นว่า การที่เราอยากเอา Message ไปใส่ให้อีกคนหนึ่งพูด อาจจะไม่สำคัญเท่ากับว่า เราเชื่ออะไรจริงๆ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใครก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พูดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ไม่ว่ามันจะเป็นการต่อต้านกับอะไร และต้องไม่โกหกตัวเอง
ด้าน ณัฏฐ์ เสริมว่า ในช่วงเวลาที่ต้องการการคอลเอาท์ อย่าง ใกล้เลือกตั้ง นับเป็นช่วงที่ดีที่เหมาะสมที่ควรทำ แต่ไม่จำเป็นต้องคาดหวังให้คนดังออกมาคอลเอาท์ทุกวัน ในช่วงเวลาที่สถานการณ์บ้านเมืองสงบ หรือเป็นปกติ ทุกคนสามารถไปใช้ชีวิตของตัวเองกันได้เช่นกัน
คอนเทนต์ไวรัล กับการสื่อสารทางการเมือง
ทีมปากุมแภด ยอมรับว่า การสื่อสารเรื่องการเมืองผ่านคอนเทนต์ไวรัล เป็นสิ่งที่ช่วยให้การเมืองเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ การศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่อหลังดูคลิปจบ
“ผมจะดีใจมากถ้าคนที่ดูคลิปของ ปากุมแภด จบ แล้วเขาสงสัยว่า ‘แล้วรัฐธรรมนูญฉบับ 60 มันไม่ดียังไง’” เอม ภูมิภัทร กล่าว
“ถ้าพวกเขาได้เข้าใจถึงที่มาที่ไปทุกอย่าง ก่อนที่จะกาเห็นชอบ นั่นคือส่วนที่ผมคาดหวัง ว่าการกากบาทเห็นชอบของเขา มาจากสิ่งที่เขาเข้าใจจริงๆ ไม่ได้มาจากดาราที่พวกเขาชอบ”
วิเวียน ให้ความคิดเห็นเพิ่มว่าเพิ่มเติมในประเด็น ‘การรู้เท่าทันสื่อ’ ไว้อย่างน่าสนใจ
“แต่ก่อนเวลาเราดูคลิปวีดีโอ หรือวิธีการสื่อสารทางการเมืองของคนไทย สามารถเปลี่ยนใจคนได้เลย แต่จริง ๆ มองว่าคนไทยเราฉลาดกว่านั้น คนไทยมี media literacy (รู้เท่าทันสื่อ) ที่พวกเขาดูคลิปจบแล้วกลับไปคิดต่อได้ หรือไปหาข้อมูลต่อได้ว่า รัฐธรรมนูญ 60 ไม่ดียังไง ดังนั้นสื่อที่พวกเรามีคือเครื่องมือ เป็นความตั้งใจของพวกเรา แต่ก็ยังเชื่อในตัวผู้รับสารมากกว่า”
‘บริหารความต่าง’ ถึงจะอยู่ร่วมกันได้
ทีม ปากุมแภด มองว่า ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน
ณัฏฐ์ ได้ฝากไว้ถึงความหวังที่อยากจะทำให้โลกของการเมืองมีการ “บริหารการอยู่ร่วมกัน” ได้ แม้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะคิดเหมือนกันก็ตาม
โดยแนวคิดในการบริหารจัดการความเห็นต่างนี้ เขาได้มาจากตอนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องวัยหนุ่ม และในการออกมารณรงค์ครั้งนี้ ณัฏฐ์ หวังว่าจะเป็นการเปิดประตูให้หลายๆ ฝ่ายออกมาแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์
“ไม่อยากให้ใครเข้าใจปากุมแภดผิดว่าเรามาเพื่อฆ่าอีกฝั่ง… เรายังคุยกันเองหลังบ้านเลยว่า จริงๆ ถ้าเกิดมีคนที่มีความคิดเห็นที่ต่างออกไปจะมาสื่อสารแย้งกันบนพื้นฐานที่มันถูกกฏหมายแล้วก็สร้างสรรค์ มาเลย เราก็อยากพูดคุยและอยากเห็น เรารู้สึกว่าอยากเชิญชวนให้มันเป็นโลกการเมืองแบบนั้นหลังจากนี้ดีไหม คุยกันได้ จัดการสัดส่วนกันได้ และไม่มีใครควรจะโดยทำโทษในการพูดในสิ่งที่เชื่อ”
“ถ้าทุกอย่างมันง่าย และอยู่ในสัดส่วนที่ดี ก็จะเป็นภาพที่ผมมองเห็นว่ามันจะไปกันต่อได้ทั้งในระยะอุดมคติ และระยะที่เราต้องช่วยพยุงกันไป เราน่าจะไปถึงปลายทางได้โดยที่เรายังพาเพื่อนของเราไปด้วยกันได้หมด”
เอม เล่าถึงรูปใบนึงที่เป็นป้ายตั้งเอาไว้ว่า 8 กุมภาพันธ์กาเห็นชอบ แต่ก็มีป้ายที่วางอยู่ข้าง ๆ เขียนว่า 8 กุมภาพันธ์กาไม่เห็นชอบ ทั้งสองป้ายตั้งวางไว้ข้างๆ กัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สวยงามมาก
“สิ่งนี้คือสิ่งที่อยากเห็นในระบอบประชาธิปไตย พวกเราเห็นต่างกัน แต่พวกเราใช้วิธีเดียวกันในการโน้มน้าวใจผู้คน ไม่มีใครก้าวก่ายหรือล้ำเส้นกันและกัน การที่มีความคิดเห็นที่หลากหลายในดินแดนหนึ่ง โดยที่ไม่มีใครห้ำหั่นหรือเกลียดชังกัน ก็หวังว่าจะยังคงเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ” เอมกล่าวทิ้งท้าย