'ณัฐวุฒิ' ปราศรัยส่งท้าย! ยืนหยัดส่ง 'ยศชนัน' เป็นนายกฯ ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ในแบบเพื่อไทย
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปิดม่านการปราศรัยของตน เพื่อเบิกทางส่งยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง หัวใจสำคัญของการปราศรัยส่งท้ายของพรรคเพื่อไทย คือการรวมตัวกันของพี่น้องคนเสื้อแดงซึ่งเปี่ยมไปด้วยความหลากหลาย การยังคงสนับสนุนซึ่งกันและกัน และพร้อมจะก้าวเดินต่อไปอย่างมีความหวังและมีความสุข
โดยการปราศรัยของณัฐวุฒิ ไม่เป็นเพียงการสนับสนุนยศชนันเท่านั้น แต่ณัฐวุฒิยังได้ทบทวน ประวัติศาสตร์การถูกกระทำ ได้เน้นย้ำทวทวนจุดยืน การยืนหยัดทั้งของตนเอง ของพี่น้องคนเสื้อแดงที่มาร่วมกัน และของพรรคเพื่อไทย จุดยืนที่ย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและการต่อสู้อันยาวนาน ‘ ไม่เคยเหยียบย่ำบนหลังใคร’ แต่ยึดมั่นในวิถีทางของเรา โดยมีเพียง ‘ตีนที่วางลงบนผืนดิน’ และ ‘ใจที่ติดอยู่กับพี่น้องประชาชน’
หัวใจของการปราศรัยในครั้งนี้ คือการกลับมารวมกันอีกครั้งของพี่น้องคนเสื้อแดงที่ไม่จำกัดนิยามของความเป็นเสื้อแดง โดยการกลับมารวมตัวกันเพื่อส่ง ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้าสู่การเป็นนายกรัฐมนตรี
ณัฐวุฒิ จึงเริ่มการปราศรัยด้วยการทักทายความหลากหลายของมวลชนคนเสื้อแดง การกลับมาและความเป็นคนเสื้อแดงที่โอบรับคนทุกกลุ่ม โดยในการรวมตัวนี้ ณัฐวุฒิกล่าวว่าเป็น ‘บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เต็มไปด้วยความสุข เต็มไปด้วยความหวัง แววตามันมีพลัง น้ำเสียงเปล่งออกมาดังๆ เพื่อผลักดันประเทศไปข้างหน้า ไปด้วยกัน ไปกับพรรคเพื่อไทย ไปกับอาจารย์เชน’
ในช่วงการปราศรัยที่เข้มข้นที่สุด คือการสรุปหัวใจและเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยยังได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน
ณัฐวุฒิได้ย้อนสรุปตัวตนของพรรคเพื่อไทย- ไทยรักไทยที่ ‘เปลี่ยนภูมิทัศน์การเมือง 2 เรื่องใหญ่’ คือการทำให้การเมืองและพรรคการเมืองแข่งขันกันด้วยนโยบาย และการทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่า ‘ประชาธิปไตยมันกินได้’ และการเป็นพรรคเดียวที่ถูกรัฐประหารในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทว่ายังคงต่อสู้อยู่โดยไม่สยบยอม เป็นพรรคที่ยังยืนหยัด และเดินหน้าไปกับพี่น้องประชาชน
ณัฐวุฒิ ได้กล่าวถึงคำครหาสำคัญ คือพรรคเพื่อไทยไม่ ‘ยืนหลังตรง’ และชี้ว่าการถูกรัฐประหาร เป็นเหตุการณ์และประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความสูญเสียและความรุนแรง ว่า
‘คุณไม่เคยเจอ คุณไม่รู้หรอกว่า เป็นรัฐบาลแล้วมันเอารถถังมาปล้นเนี่ยมันเป็นยังไง. ในคืนที่เขาไล่ล่า ในคืนที่เขากวาดล้าง ในคืนที่เขาจับขัง ในคืนที่เขาคุกคามลูกเมีย ทหารอาวุธครบมือ ใส่หน้ากากดำ ถุงมือดำ 40-50 คน ถือปืน M16 เอารถจี้ปติดปืนกลหันปากกระบอกปืนเข้าบ้านมาขู่ผมถึงขนาดนั้น
คุณไม่เคยรู้’
และกล่าวว่า ‘แต่ผมจะบอกให้รู้ว่า คนพรรคนี้มันก็สู้มาตลอด คุณบอกว่ายืนหลังตรง หลังตรง คุณไม่เข้าใจหรอก บางทีที่เพื่อไทยมันยืนหลังค้อม เพราะมันเจ็บ เพราะมันจุก ที่ถูกเขากระทำ’
สิ่งที่ณัฐวุฒิรำลึกคือการลบข้อกล่าวหาเรื่องการต่อสู้และการละทิ้งอุดมการณ์ เน้นย้ำว่าในการต่อสู้ของพรรคเพื่อไทย ดำเนินอยู่ในวิถีของตนเอง ยังคงเดินหน้าต่อสู้บนเส้นทาง บนการเหยียบย่างตามครรลอง โดยย่างก้าวไปบนผืนดิน ไม่เคยเหยียบย่ำลงบน ‘เพื่อนมิตรร่วมแนวทางประชาธิปไตย’
การปราศรัยจึงนำไปสู่ข้อสรุป ของการที่ ณัฐวุฒิ จะยืนหยัด และยังยืนอยู่ต่อหน้ามวลชนเช่นที่เคย และพร้อมที่จะนำส่งยศชนัน เข้าสู่การเป็นนายกรัฐมนตรี ดังเช่นที่เคยทำมาแล้ว คือส่งนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยทั้ง 6 คน