“ตะวันออกกลาง” มีกี่ประเทศ สงครามสหรัฐ-อิหร่าน ลุกลามกระจายไปประเทศอะไรบ้าง
“ตะวันออกกลาง” (Middel East) เป็นภูมิภาคเชื่อมต่อเอเชีย แอฟริกา และยุโรป ประกอบด้วย ประเทศหลัก 17 ประเทศ ได้แก่ คาบสมุทรอาหรับ : ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), กาตาร์, คูเวต, โอมาน, บาห์เรน, เยเมน กลุ่มลิแวนต์/อาหรับ : อิรัก, ซีเรีย, จอร์แดน, เลบานอน, ปาเลสไตน์ ประเทศอื่นๆ : อียิปต์, ตุรกี, อิหร่าน, อิสราเอล, ไซปรัส
ภูมิภาคนี้มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์มานับพันปี และเป็นแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมที่สำคัญของโลก โดยประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดคือ อียิปต์ ตุรกี และอิหร่าน ส่วนประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุด
สถานการณ์ความคุกกรุ่นเริ่มเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์ในภูมิภาคได้ก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งขยายวงกว้างจนกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจไปทั่วโลก
สงครามที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จากปฏิบัติการชิงโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ความขัดแย้งได้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกคำเตือนให้พลเมืองอพยพออกจาก 14 ประเทศและดินแดนในตะวันออกกลางทันที
เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง ได้แก่ บาห์เรน อียิปต์ อิหร่าน อิรัก อิสราเอลและดินแดนปาเลสไตน์ จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน
ช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังสงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “สหรัฐฯ-อิสราเอล” โจมตี “อิหร่าน” จนเกิดการตอบโต้อย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมาย
ชีวิต: มีรายงานผู้เสียชีวิตจำนวนมากในหลายประเทศ เช่น อิหร่านเสียชีวิตอย่างน้อย 153 ราย (รวมถึงนักเรียนจากการโจมตีโรงเรียนประถมหญิงล้วน), เลบานอน 31 ราย, อิสราเอล 9 ราย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3 ราย และทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บสาหัสอีก 5 นาย
ทรัพย์สินและวัฒนธรรม: พระราชวังโกเลสถานในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ได้รับความเสียหายจากการโจมตี นอกจากนี้ สหรัฐฯ ระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายไปแล้วกว่า 1,250 แห่ง ภายใน 48 ชั่วโมงแรก
เศรษฐกิจโลก: การสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานเกือบ 9% ทันที และมีการคาดการณ์ว่าอาจพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่อุตสาหกรรมการบินต้องระงับเที่ยวบินขนานใหญ่ในฮับสำคัญอย่างดูไบ อาบูดาบี และโดฮา
สงครามสร้างผลกระทบที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ดังนี้:
อิหร่าน: เป็นศูนย์กลางของการถูกโจมตี ผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตพร้อมครอบครัวจากการโจมตีในกรุงเตหะราน โครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพทั่วประเทศถูกถล่มอย่างหนัก
อิสราเอล: เปิดฉากยุทธการชิงโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง และต้องเผชิญกับคลื่นขีปนาวุธตอบโต้จากอิหร่านและจรวดจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ
เลบานอน: กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ประกาศล้างแค้นให้อิหร่านและยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล ส่งผลให้อิสราเอลโจมตีทางอากาศกลับอย่างหนักในกรุงเบรุต และสั่งอพยพประชาชนในกว่า 50 หมู่บ้านทางตอนใต้
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: เกิดเหตุระเบิดที่โรงแรมในนครดูไบ และฐานทัพอากาศอัลมินฮัดของออสเตรเลียถูกโจมตี สนามบินดูไบและอาบูดาบีต้องระงับเที่ยวบินชั่วคราว
กาตาร์: มีการสกัดกั้นขีปนาวุธเหนือกรุงโดฮา กองทัพกาตาร์ยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดของอิหร่านตก 2 ลำ และต้องระงับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
ซาอุดีอาระเบีย: เกิดการโจมตีด้วยโดรนต่อสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาดจนเกิดไฟไหม้ และโรงงานผลิตน้ำมันถูกโจมตี
จอร์แดน: สามารถสกัดขีปนาวุธได้บางส่วน แต่มีรายงานวัตถุและสะเก็ดระเบิดตกในดินแดนมากกว่า 100 ครั้ง
อิรัก, บาห์เรน, คูเวต และโอมาน: พบการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ สนามบิน และเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่ง ซึ่งสร้างความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ
สถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ยังคงทวีความรุนแรงและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงโดยง่าย ท่ามกลางการเตรียมแผนอพยพพลเมืองจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ย้ำจุดยืนเป็นกลางและเร่งประสานการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง
การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซถึง 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและระดับประเทศไทย
หมายเหตุ : สถานการณ์ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569