โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เจาะความเสียหาย Burj Al-Arab แลนด์มาร์ค 7 ดาวดูไบ หลังเศษโดรนอิหร่านตกใส่ไฟลุกท่วม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รายงานจาก Standard (UK) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเหตุโดรนโจมตีทั่วไป แต่สะท้อน “จุดเปลี่ยน” สำคัญของความมั่นคงในตะวันออกกลาง เมื่อพื้นที่ที่ถูกมองว่าปลอดภัยและมั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลายเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโดยตรง

ค่ำคืนที่เกิดเหตุ ไฟลุกไหม้บริเวณโรงแรมหรู Burj Al-Arab ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งระดับโลก ขณะที่โรงแรมFairmont The Palm บนเกาะปาล์ม จูไมราห์ ถูกโดรนพุ่งชนจนมีผู้บาดเจ็บ เหตุการณ์นี้ทำให้คำว่า“เมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” ถูกตั้งคำถามทันที

มุมที่น่าสนใจ เมื่อศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป

ดูไบไม่ใช่พื้นที่สงคราม ไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่เป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ของภูมิภาค ทั้งการเงิน การบิน และการท่องเที่ยว การที่โดรนสามารถพุ่งถึงแลนด์มาร์กระดับโลกได้ แม้จะถูกสกัดกั้นบางส่วน สะท้อนว่า สงครามสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพขนาดใหญ่ แต่ใช้เทคโนโลยีต้นทุนต่ำสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาล

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใครยิงใคร” แต่คือ

  • เมืองการเงินระดับโลกจะป้องกันความเสี่ยงรูปแบบใหม่นี้ได้อย่างไร
  • นักลงทุนและนักท่องเที่ยวจะยังเชื่อมั่นหรือไม่
  • ระบบป้องกันภัยทางอากาศในเมืองเศรษฐกิจเพียงพอแค่ไหน

ทำไมเหตุการณ์นี้จึงกระทบมากกว่าที่คิด

ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา หากความตึงเครียดยืดเยื้อ ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่ในตะวันออกกลาง แต่จะสะท้อนถึงราคาน้ำมัน ตลาดหุ้น ต้นทุนขนส่ง และค่าประกันภัยทั่วโลก

อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน รวมถึงพื้นที่ในกรุงเตหะรานที่เกี่ยวข้องกับผู้นำสูงสุด Ali Khamenei การตอบโต้ของอิหร่านจึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่า ความขัดแย้งจะไม่จำกัดอยู่ภายในประเทศตนเอง

สงครามยุคโดรน ความเสี่ยงที่ข้ามพรมแดนในไม่กี่นาที

โดรนโจมตีมีต้นทุนต่ำ เคลื่อนที่เร็ว และยากต่อการตรวจจับเมื่อเทียบกับอาวุธแบบเดิม เมืองที่ไม่ใช่แนวหน้าในสงครามจึงอาจกลายเป็นเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ได้ทุกเมื่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในดูไบจึงถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของ “สงครามกระทบเศรษฐกิจ” มากกว่าสงครามยึดพื้นที่

เหตุโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงเป็นข่าวความมั่นคง แต่คือสัญญาณเตือนว่า โลกธุรกิจและเมืองการเงินระดับโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของแนวรบอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และความเชื่อมั่นของประชาคมโลก

คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ ความตึงเครียดจะยกระดับไปไกลแค่ไหน และศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกจะรับมือกับสงครามยุคโดรนได้เพียงใด

Dezeen รายงาน ขีปนาวุธที่ถูกสกัดไว้ได้ แต่มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย

ด้าน สำนักข่าว Dezeen ได้ระบุว่า ตึกระฟ้า Burj Al Arab รูปทรงเรือใบอันโด่งดังของดูไบ และเกาะเทียม Palm Jumeirah เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญหลายแห่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้มีวิดีโอที่บันทึกได้จากในพื้นที่แสดงให้เห็นเปลวไฟและควันพวยพุ่งออกมาจากบริเวณฐานของโรงแรมที่มีความสูง 321 เมตรแห่งนี้ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คที่สร้างขึ้นในปี 1999 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ Tom Wright และถือเป็นหนึ่งในอาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ

ทางการท้องถิ่นยืนยันว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดจาก เศษซากของโดรนอิหร่านที่ถูกสกัดไว้ได้ โดยโดรนเหล่านี้ถูกส่งมาจากอิหร่านเพื่อเป็นการตอบโต้อย่างต่อเนื่องต่อการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันเสาร์

"โดรนถูกสกัดกั้นไว้ได้ และเศษซากได้ทำให้เกิดไฟไหม้เล็กน้อยบริเวณพื้นผิวภายนอก ของ Burj Al Arab" สำนักงานสื่อดูไบ (Dubai Media Office) โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X "ทีมป้องกันพลเรือน (Civil Defense) ได้เข้าตอบโต้ทันทีและสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ"

นอกจากนี้ ขีปนาวุธที่ถูกสกัดไว้ได้ยังทำให้เกิดไฟไหม้และมีผู้บาดเจ็บ 4 รายบนเกาะ Palm Jumeirah ซึ่งเป็นเกาะเทียมรูปต้นปาล์มที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูและที่พักอาศัยจำนวนมาก

สนามบินนานาชาติดูไบและอาบูดีบีก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 11 ราย ขณะที่เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวถูกยกเลิก

จากข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธ 137 ลูก และส่งโดรน 209 ลำมายังประเทศตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นไว้ได้สำเร็จ

การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้อย่างกว้างขวางที่พุ่งเป้าไปยังประเทศในตะวันออกกลางที่มีฐานทัพทหารของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ รวมถึงบาห์เรน, กาตาร์, คูเวต, เลบานอน, อิรัก, จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย ภายหลังจากการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่านอย่างหนักเมื่อวันเสาร์ หลังจากมีการเจรจาที่ตึงเครียดเรื่องโครงการนิวเคลียร์ และคำขู่จากทรัมป์ว่าจะสั่งใช้กำลังทหารหากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง

ทั้งนี้ Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ข้อมูล : Standard (UK) และ Dezeen

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...