'ปิยบุตร' ประกาศปิดภารกิจผู้ช่วยหาเสียงส้ม หมดพันธะผูกพันแล้ว
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กถึงบทบาทการเมืองหลังจากนี้ว่า ภายหลังการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคประชาชนครั้งสุดท้ายในเวทีปราศรัยที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมก็จบภารกิจตามที่พรรคประชาชนใช้งานผมเรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม 13 วันหลังวันเลือกตั้ง พรรคประชาชนได้เชิญผมเป็นวิทยากรบรรยายให้กับว่าที่ ส.ส.และอดีตผู้สมัครของพรรคทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ซึีงผมได้ตอบรับคำเชิญ บรรยายไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ผมจะนำคำบรรยายนี้มาเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษรในเพจต่อไป
นอกจากนี้ ก็เป็นตัวตั้งตัวตีจัดวงธรรมชาติกลุ่มย่อย ปลอบใจ ให้กำลังใจ กับผู้ผิดหวัง ยินดีกับผู้สมหวัง ให้ข้อคิดกับคนที่แพ้และชนะเลือกตั้ง ขอบคุณทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังในการหาเสียงและรณรงค์ ไปหลายวงตามสมควร
จนถึงตอนนี้ ก็น่าจะชัดเจนว่า ผมปลดเปลื้องพันธะผูกพันกับพรรคประชาชนได้ครบถ้วนตามภารกิจแล้ว จึงขอกลับมาใช้ความรู้ที่พอมีอยู่บ้าง คิด พูด และเขียน อย่างอิสระ ไม่ได้เกี่ยวกับหรือกระทำในนามของพรรคแต่อย่างใด
ผมยังมีงานเขียนที่ค้างไว้อยู่ ได้แก่ กำเนิดพรรคอนาคตใหม่, ทฤษฎีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการตั้งพรรค, ทฤษฎีพรรคการเมืองแบบมาร์กซิสต์และแบบซ้าย, รวมคำปราศรัยการเมืองและบทวิจารณ์และข้อเสนอถึงพรรค, บันทึกการเดินทาง ทัศนศึกษา ในประเทศต่างๆ และคำบรรยายในชั้นปริญญาโท 2 หัวเรื่อง (บรรยายครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะลาออกมาตั้งพรรคการเมือง)
นอกจากนี้ ผมได้รวบรวมข้อเขียนที่อยู่ในเพจ คลิป การสัมภาษณ์ คำบรรยาย และผลงานทั้งหมด นำไปไว้รวมในเว็บไซต์ของผม (กำลังทำ คาดว่าไม่เกินหนึ่งเดือน น่าจะเผยแพร่ได้) และในปีนี้ จะพยายามทำต้นฉบับและออกหนังสือให้ได้ 1 เล่ม
ขอเอาใจช่วยให้พรรคประชาชนประสบความสำเร็จ แลไปข้างหน้า จนกว่าเราจะพบกันอีก
- ชี้จุดอ่อนพรรค ต้องรวมศูนย์ + ประชาธิปไตย ไม่ใช่รวมศูนย์ไม่ฟังใคร
วันเดียวกัน นายปิยบุตร ยังโพสต์อีกว่า ในความรับรู้และการค้นคว้าศึกษาของตน ไม่มีทฤษฎีพรรคมวลชนจากสำนักไหน บอกเราว่า การเป็นพรรคมวลชน คือ การเป็นพรรคที่ไม่จำเป็นต้องมีคณะนำ ไม่ต้องมีศูนย์การนำตัดสินใจ การเป็นพรรคที่ไม่ต้องมีวินัย คนของพรรคอยากแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์พรรคก็สามารถทำในที่สาธารณะอย่างเสรี ตามอำเภอใจ โดยไม่อภิปรายกันภายในพรรคให้ตกไปเสียก่อน
การเป็นพรรคที่กลายเป็นยานพาหนะให้ปัจเจกบุคคลมาใช้เพื่อให้ตนเองได้ขยับสถานะทางชนชั้นขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่ หรือได้มีแสงส่องมาที่ตนเอง การเป็นพรรคที่กระจายอำนาจออกไปในแต่ละพื้นที่ จนศูนย์การนำควบคุมสั่งการไม่ได้
การเป็นพรรคที่ใครมิได้ดังใจ มิได้รับตำแหน่ง หรือมิได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ออกมาโจมตีพรรค การเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมากๆ แต่สมาชิกไม่ได้มีความคิดเป็นเนื้อเดียวกันกับพรรค ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมกับพรรค หากเป็นเพียงยอดจำนวนที่ทำให้ครบถ้วนตามกฎหมายและทำให้ได้เงินสนับสนุนจากกองทุนพรรคการเมืองเท่านั้น
พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลอมรวมประชาชน และทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงสังคมขนาดใหญ่ ต้องประสาน 2 สิ่งที่อาจขัดแย้งกัน เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ รวมศูนย์ + ประชาธิปไตย มิใช่รวมศูนย์จนไม่ฟังใคร จนกลายเป็นเผด็จการภายในพรรค ตัดสินใจโดยคนเดียวหรือไม่กี่คน และมิใช่ประชาธิปไตยเฟ้อ ใครอยากทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องมีวินัย แต่ต้องเป็นพรรคที่มีการรวมศูนย์การตัดสินใจ แต่การตัดสินใจนั้นผ่านการถกเถียงอภิปรายกันภายในอย่างถึงที่สุด และปฏิบัติตามข้างมาก
สภาพการณ์เช่นนี้ เกิดได้ ต้องมีการประชุม ในเรื่องสำคัญๆ มีระเบียบวาระ มีการตระเตรียมความเห็น เข้ามาเสนอตามระเบียบวาระ ถกเถียงกันให้ตก และต้องใช้วิธี ”วิจารณ์ - สามัคคี - วิจารณ์“ กันอย่างเต็มที่ และยุติกันในที่ประชุม
ปัญหาของพรรคในเวลานี้ ก็คือว่า ได้ขัดเกลาความคิดและพฤติกรรมของแกนนำ ผู้ดำรงตำแหน่ง นักการเมืองของพรรค ผู้ปฏิบัติงานของพรรค ให้เข้าใจวิธีการเช่นนี้แล้วหรือยัง? หากยังแก้ประเด็นนี้ไม่ตก วันข้างหน้า ก็จะมีดราม่า เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนไปวนมา จนต้องแก้ปัญหาดราม่าหยุมหยิมจนไม่ได้ทำงานใหญ่