โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“I love my job” พูดเบาๆ ก็ทำเอาน้ำตาไหล ขนาดรักงานที่ทำ แต่ทำไมใจยังพังทุกวันนะ

The MATTER

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 09.53 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 11.00 น. • Lifestyle

ถ้าเราได้ทำงานที่ชอบ เราก็จะไม่รู้สึกเหมือนทำงาน จริงไหมนะ?

แน่นอนว่าการทำงานเป็นเรื่องใหญ่ เราย่อมอยากเลือกงานที่ตัวเองชื่นชอบหรือถนัดมากที่สุด เพื่อให้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับงานที่กินเวลาชีวิตไปถึง 1 ใน 3 และคาดหวังว่างานนั้นจะมอบความสุข ทำให้เราอยากลืมตาขึ้นไปทำงานในทุกๆ วัน

แต่ระหว่างที่กำลังนั่งหลับตาพริ้มถึงชีวิตอันแสนสงบสุขกลางออฟฟิศ จู่ๆ กองงานตั้งใหญ่ก็ถูกยกมาตั้งตรงหน้าดังปึ้ง! ปลุกให้ตื่นจากฝัน แล้วตื่นมาเผชิญกับความจริงตรงหน้าว่างานไหนๆ ก็พรากความสุขจากเราไปได้ทั้งนั้น แม้ว่าจะเป็นงานที่เราเลือกเองกับมือ ได้ใช้ประสบการณ์ของตัวเองอย่างคุ้มค่า ฝ่าฝันผู้สมัครอีกนับสิบนับร้อยคน แต่ถึงอย่างนั้นงานที่ชอบก็ไม่ยังไม่อาจมอบความสุขให้เราได้อยู่ดี

ไหนใครบอกว่าทำงานเลือกงานที่ชอบไม่เจ็บสักวัน วันนี้เราชวนไปดูเหตุผลกันหน่อยว่าอะไรที่ทำให้เราไม่มีความสุขแม้ทำงานที่ใฝ่ฝัน แล้วถ้ายังต้องทำงานนี้ต่อเราจะมีวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์นี้ยังไงได้บ้าง

เหตุผลที่ต้องทนทำงาน

ก่อนที่จะเริ่มสงสัยตัวเองว่าเราไม่เหมาะกับงานนี้หรือเปล่า เราอยากชวนมาดูเหตุผลกันสักหน่อยว่าอะไรที่ทำให้เราไม่มีความสุขกับการทำงานตรงหน้า แม้จะเป็นงานที่ฝัน โดยเรารวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ อย่าง สตาซีย์ มิทเชลล์ (Stacie Mitchell) ผู้จัดการฝึกอบรมด้านอาชีพ และแอนนา แบล็ก (Anna Black) ที่ปรึกษาด้านอาชีพ ที่ช่วยอธิบายสาเหตุที่ทำให้เราเหนื่อยล้ากับงานไว้ 3 ข้อ คือ

ปัจจัยเรื่องเงิน: ดูเผินๆ การได้ทำงานที่รักอาจช่วยเติมเต็มความรู้สึกของเราได้ แต่ที่จริงเงินก็มีส่วนไม่น้อยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่ารายได้สัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิต หากงานที่เราทำไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า บางครั้งก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเหนื่อยล้าไปด้วย

สมองเรามักจดจำแต่เรื่องไม่ดี: สมองมนุษย์ออกแบบมาเพื่อให้เราอยู่รอด หนึ่งในหน้าที่นั้นคือการตรวจจับสิ่งลบๆ หรือ negativity bias เพื่อให้เราระวังภัยอยู่เสมอ หลายครั้งเราจะสังเกตเห็นว่าเรามักไวและจดจำเหตุการณ์แย่ๆ ได้ดีกว่าเรื่องดีๆ เสมอ ดังนั้นแม้งานที่เราทำจะเป็นงานที่เราเคยชอบก็ตาม แต่หากมีเหตุการณ์มากวนใจ เช่น เพื่อนร่วมงานช่างซุบซิบ หรือเจ้านายชอบโยนงาน สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้เราเหนื่อยใจด้วยตัวเองแล้ว ยังอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราเก็บมาคิด และเป็นทุกข์กับงานที่ทำ

ความเคยชิน: บางครั้งงานที่เรารัก ก็อาจหมายถึงงานที่เราทำได้ดี เราอาจจะบังเอิญได้มาทำตำแหน่งนี้แล้วทำได้ดี หรือทำไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีเราก็มีประสบการณ์จนเชี่ยวชาญ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยทำให้เรามีความสุข หากงานนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ความเคยชินกับงานอาจทำให้ลืมถามตัวเองเราทำงานนี้เพราะชอบจริงๆ หรือเพียงแค่ทำได้ดีเฉยๆ กันแน่

ไม่เพียงแค่เหตุผลที่ว่าเท่านั้น แต่คนที่รักงานสุดหัวใจยังมีแนวโน้มเกิดอาการเหนื่อยล้าได้มากกว่าปกติด้วย จากงานวิจัยในวารสาร Journal of Personality พบว่างานมีลักษณะ Obsessive passion หรืองานที่ต้องใส่ใจรายละเอียด ต้องการความสมบูรณ์แบบ มักมีแนวโน้มหมดไฟได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับงานที่อาศัย Harmonious passion หรืองานที่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างความหลงใหลและความสุข

แซลลี่ แมคกราธ (Sally McGrath) โค้ชด้านภาวะหมดไฟและผู้ก่อตั้ง Health that Heals อธิบายสาเหตุของเรื่องนี้ไว้ว่า เพราะงานที่ต้องอาศัยความสมบูรณ์แบบ และงานที่เราชอบ มักทำให้เราอยากทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อให้งานออกมาดีกว่าเดิม ดังนั้นจึงไม่แปลกหากเราจะรู้สึกตื่นเต้นกับงานตรงหน้า แต่พอทำไปสักพักก็เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าตามมา เช่น ครูบางคนชื่นชอบที่จะมอบความรู้ให้กับเด็กๆ จึงตั้งใจเตรียมการสอนมากกว่าปกติ แต่พอมีภาระงานอื่นๆ เข้ามาให้จัดการก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าและหมดไฟได้เช่นกัน

เมื่อการทำงานมีองค์ประกอบที่เราควบคุมไม่ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน โอกาสในการเติบโต รวมถึงสภาพแวดล้อม ดังนั้นแม้จะได้ทำงานที่ฝัน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความสุขได้เสมอไป จึงไม่แปลกหากเราจะได้ยินหลายคนบ่นว่าเหนื่อย อยากลาออกจากงานทุกวัน 3 เวลาหลังอาหาร ก็เพราะงานทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าได้จริงๆ นี่นา

ทำยังไงในวันที่เราอยากออกก็ไม่ไหว ทนต่อไปก็ลำบาก

ไหนๆ งานนี้ก็เลือกมาเองกับมือ แถมจะให้ลาออกไปเลยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังมีบิลรายจ่ายที่รออยู่ในกล่องจดหมายทุกเดือน แล้วเราจะทำยังไงได้บ้าง เพื่อไม่ให้เราเหนื่อยล้ากับงานมากเกินไป

นาตาชา สแตนลีย์ (Natasha Stanley) หัวหน้าโค้ชและนักจัดกิจกรรมของ Careershifters บริษัทที่ให้ความช่วยเหลือด้านการเปลี่ยนอาชีพ แนะนำวิธีเอาตัวรอดจากการทำงานที่เราต้อง (ทน) ทำอยู่ในแต่ละวันไว้หลายข้อ โดยมีหัวใจสำคัญคือการพยายามอย่าผูกติดตัวตนเราเข้ากับการทำงานมากเกินไป เพื่อให้เรามีเวลาสำรวจสิ่งรอบตัวมากขึ้น

เริ่มแรกนาตาชาบอกว่าเราควรแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาบ้าง หากเรารู้สึกเหนื่อยล้า ก็อาจมองหาใครสักคนที่เราไว้ใจ แล้วแชร์เรื่องราวเหล่านี้ออกไปบ้าง ไม่จำเป็นต้องฝืนยิ้มตลอดเวลา แต่มีเวลาให้ตัวเองบ้างก็พอแล้ว นอกจากนี้อย่าลืมแบ่งเวลาออกจากงานบ้าง (หากทำได้) พยายามกำหนดขอบเขตของตัวเองว่าเราทำได้แค่ไหน ขอเวลาเพิ่มขึ้นหากประเมินว่าตัวเองทำไม่ทัน หรือขอความช่วยเหลือหากเราทำคนเดียวไม่ไหว วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องใช้เวลาอยู่กับการทำงานมากเกินไปนะ

เมื่อจัดเวลางานให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ถัดมาสิ่งที่ช่วยเพิ่มความสุขให้เราได้มากขึ้นจากการทำงาน คือการรู้ความหมายของงานว่าเราทำไปเพื่ออะไร และตรงกับสิ่งที่เราให้คุณค่าด้วยหรือเปล่า เราอาจจะลองถอยกลับมาดูว่างานนี้กำลังสร้างประโยชน์ให้ใครอยู่บ้าง เช่น การติดชื่อลูกค้า หรือคำชมจากสิ่งที่เราทำเอาไว้เตือนใจว่างานธรรมดาๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันก็มีคุณค่าสำหรับใครบางเหมือนกันนะ

นอกจากนี้ อย่าลืมหาโอกาสทำสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ ทำไปด้วย เพราะบางครั้งเราอาจจะทำงานจนลืมสิ่งที่เราตั้งใจไว้ หากมีโปรเจกต์ที่อยากทำ เช่น อยากลองเล่นกีฬาใหม่ ลองไปเที่ยวคนเดียว หรือเรียนภาษา โดยที่ไม่เกี่ยวกับงานก็ได้ ก็อย่าลืมหาจังหวะเหมาะๆ มาลองทำสิ่งเหล่านี้นะ วิธีนี้จะช่วยให้เรากลับมามีพลังมากขึ้น และช่วยให้เห็นว่าชีวิตเราก็มีเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากการทำงานด้วยเหมือนกัน

แม้ว่าการลาออกจากงานจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่า แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีทางเลือกนี้เสมอไป เพราะมีเรื่องให้เราต้องชั่งน้ำหนักอีกมากมาย ไหนจะเรื่องเงิน เวลา ภาระ หรือตัวตนที่ผูกติดกับงานไปแล้ว ดังนั้นไม่เป็นไรเลยหากเราต้องทนทำงานที่ไม่ได้เหมือนอย่างที่เราหวังไว้ทุกอย่าง เพราะแต่ละคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง และแต่ละทางเลือกก็ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนผิดหรือถูก

สุดท้ายแล้วหากเราสามารถบาลานซ์ระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวได้ และงานที่ทำไม่ได้ทำร้ายใจมากเกินไป การได้ทำงานต่อไปก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่แย่ก็ได้นะ ฮึบๆ

อ้างอิงจาก

strategiccc.com.au

abc.net.au

careershifters.org

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...