วิกฤตแรมแพงป่วนโลก ‘คอมพ์-มือถือ’ ลดสเป็ก-ลดเป้า
วิกฤตชิปขาดแคลนครั้งใหม่ “แรม” ป่วนโลก ลามถึงตลาดไทย “เวนเดอร์” แบกต้นทุนไม่ไหว “ค้าปลีก” ขึ้นราคา 6-20% ตั้งแต่ต้นปี พร้อมลดเป้ารายได้ จับตากลุ่ม “พีซี-สมาร์ทโฟน” คาดวิกฤตลากยาวถึงปีหน้า ผู้ใช้ทั่วไป-องค์กร อ่วมเตรียมซื้อแพงขึ้น หรือราคาเดิมแต่ลดสเป็ก
ภาวะ “ชิปความจำ” ขาดตลาดที่ลากยาวมาตั้งแต่ต้นปี 2568 กำลังสร้างความปั่นป่วนทั้งโลก และมีทีท่าทวีความเลวร้ายมากขึ้นอีกในปี 2569 เนื่องจากมีรายงานการปรับโครงสร้างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มแล็ปทอป-สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นของคนทั่วไป-คนทำงาน คาดว่าผู้บริโภคทุกคนจะรับรู้ได้ในปี 2569 นี้
ปัญหาชิปหน่วยความจำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดไดรฟ์ DRAM SSD ที่ขาดตลาดมาต่อเนื่อง เกิดจากผู้ผลิตชิปความจำหันไปผลิตชิ้นส่วนให้ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ แทนการผลิตให้ผู้ผลิตหรือ “เวนเดอร์” ทั้งฝั่งสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) บีบผู้ผลิตให้แบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและภาวะของขาดตลาด
ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มสินค้าคอมพ์พีซีประกอบเอง (DIY) ที่เริ่มประสบปัญหาราคาแรม ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญแพงขึ้นกว่า 2-3 เท่าตัว เช่น แรม DDR5 2x16GB ราคาจากราว 2,300 บาทในช่วงต้นปี พุ่งไป 5,900 บาท ทำให้ “แรมแพง” กลายเป็นคำเรียกวิกฤตซัพพลายเชนหน่วยความจำขาดแคลนในครั้งนี้
ด้วยอุปกรณ์ไอทีทุกชนิดล้วนต้องการชิปความจำ จึงมีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ ผลกระทบจริงจะมาถึงผู้บริโภคทั่วไปที่ใช้ดีไวซ์ที่ประกอบเสร็จ (Finished Goods) โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้คนขาดไม่ได้ รวมถึงราคาโซลูชั่นและไอทีสำหรับองค์กรซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ที่อาจก่อตัวเป็นผลกระทบวงกว้างที่เลวร้ายเกินคาดการณ์
ผู้ผลิตขึ้นราคาสินค้าแล้ว
“วรพจน์ ถาวรวรรณ” ผู้จัดการทั่วไปประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน ของ เลอโนโว (Lenovo) ซึ่งเป็นเวนเดอร์รายยักษ์ของโลกที่มีสัดส่วนการผลิตพีซีทั้งเดสก์ทอป แล็ปทอป และเซิร์ฟเวอร์ ท็อป 3 ของโลก เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทั้งอุตสาหกรรมไอทีกำลังเผชิญกับการปรับขึ้นราคาครั้งสำคัญทั่วทั้งตลาด โดยราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคปลายทางได้ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว 10-20% ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนหน่วยความจำ (Memory/SSD) ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 300% สินค้าที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมทุกอุปกรณ์ที่ใช้หน่วยความจำ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์พีซี มือถือ แท็บเลต และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอื่น ๆ
“สต๊อกสินค้าเดิมหมดแล้ว การปรับขึ้นน่าจะทั้งตลาดเพราะทุกคนเจอปัญหาเดียวกัน และยังมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีกภายใน 3 เดือนข้างหน้า จะไม่ปรับตัวลดลงเป็นเวลาอย่างน้อย 9 เดือน”
การปรับราคาสินค้าปลายทาง ได้มีผลตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 นี้ ยิ่งสินค้าไอทีมีรอบสต๊อกที่สั้น ประมาณ 1 เดือน ยิ่งไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้อีกต่อไป
“การตอบสนองต่อราคาในไตรมาสแรก ผู้บริโภคอาจชะลอการตัดสินใจซื้อจากภาวะ “ช็อกราคา” แต่คาดว่ากำลังซื้อจะกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป เพราะไม่มีทางเลือกสำหรับการใช้งาน โดยเฉพาะการสิ้นสุดซัพพอร์ตวินโดวส์ 10 ทำให้คนต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องรุ่นใหม่”
และว่า สินค้าประกอบเสร็จอย่างแล็ปทอปรุ่นกลางราคาราว 1 หมื่นต้น ๆ เมื่อราคาเพิ่มขึ้นก็จะไปใกล้เคียงกับกลุ่มสินค้าที่เป็น AI PC ในรุ่นเริ่มต้นที่ราคาสองหมื่นบาท
“สุธิดา มงคลสุธี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซินเน็กซ์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ค้าส่งรายใหญ่กล่าวว่า เมื่อเวนเดอร์ปรับขึ้นราคา ผู้ค้าส่งก็ต้องปรับตาม และพาร์ตเนอร์ค้าปลีกก็ต้องปรับขึ้นด้วย
“แต่อย่างไรก็ตาม สินค้าคอมซูเมอร์ยังหวังโต 10% จากประสบการณ์ชิปขาดตลาดช่วงโควิด-19 เราเห็นแล้วว่า ถึงที่สุดคนก็ต้องซื้ออยู่ดี เพราะสินค้าไอทีโดยเฉพาะกลุ่มมือถือ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องใช้ในการทำงาน”
ขณะที่สินค้าฝั่งคอมเมอร์เชียล หรือเอ็นเตอร์ไพรส์ ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ หรืออื่น ๆ ล้วนมีสเป็กเฉพาะ ที่องค์กรมีการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้หมดแล้ว จึงน่าจะยังไม่ได้รับผลจากการขาดแคลนชิป
สมาร์ทโฟนระดับกลาง-ล่างอ่วม
IDC บริษัทวิจัยตลาดเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้รายงานข้อมูลที่น่าสนใจจากภาวะวิกฤตครั้งนี้ว่าจะกระทบกับสินค้าไอทีทุกประเภท โดยเฉพาะตลาดที่ใหญ่ที่สุดอย่าง “สมาร์ทโฟน” ด้วยต้นทุนของสมาร์ทโฟนขึ้นอยู่กับหน่วยความจําที่ใช้ สำหรับอุปกรณ์ระดับกลาง (ราคาราว 1-2 หมื่นบาท) หน่วยความจําคิดเป็น 15-20% ของวัสดุทั้งหมด (BOM) ในขณะที่อุปกรณ์เรือธง ระดับไฮเอนด์จะอยู่ที่ประมาณ 10-15% เนื่องจากราคาหน่วยความจํายังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง OEM จึงมีแนวโน้มที่จะต้องขึ้นราคา ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายจะได้ผลกระทบที่แตกต่างกัน กล่าวคือผู้ผลิตสมาร์ทโฟนระดับกลาง-ล่าง (ราว 1 หมื่นบาทลงไป) มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาอย่างมาก
รายงานระบุว่า ผู้ผลิตและจำหน่ายอย่าง TCL, Transsion, Realme, Xiaomi, Lenovo, Oppo, Vivo, Honor หรือ Huawei ด้วยอัตรากําไรขั้นต้นที่พวกเขาตั้งเป้าไว้ต่ำอยู่แล้ว และการที่ต้นทุนแรมที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่ออัตรากําไรขั้นต้น การขายเครื่องราคาถูกที่เดิมได้มาร์จิ้นบางอยู่แล้ว สุดท้ายจะไม่มีทางเลือก นอกจากส่งต่อต้นทุนทั้งหมด หรือบางส่วน ให้กับผู้ใช้ปลายทาง ส่วนในตลาดระดับไฮเอนด์ Apple และ Samsung ก็เผชิญกับแรงกดดันเช่นกัน
รายงานระบุว่าทั้งสองค่ายมีการป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง คือ ถือเงินสดสํารองและข้อตกลงการจัดหาวัตถุดิบระยะยาวไว้ มีการซื้อหน่วยความจําล่วงหน้าไว้ 12-24 เดือน แต่สุดท้ายวิกฤตนี้จะกดดันตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะหดตัว พร้อมกับราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้ อาจเห็นตลาดภาพรวมหดตัว 2.9% และอาจเลวร้ายถึง 5.2% ขณะเดียวกันราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนอาจเพิ่มขึ้น 3-5% ในสถานการณ์ปานกลาง หรือ 6-8% ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
ใช้แผนปรับโครงสร้างราคา-ลดสเป็ก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพแข่งขันปกติของอุปกรณ์ไอทีมีแนวโน้มลดราคาเครื่องรุ่นเก่า เมื่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมาเสมอ ในทางกลับกันจะขึ้นราคาเมื่อมีการอัพเกรดส่วนประกอบสำคัญ เช่น ในกลุ่มสมาร์ทโฟน จะเห็นการเพิ่มราคาเมื่อทางผู้ผลิตเพิ่มสเป็กขั้นต้นในรุ่นเริ่มต้น เช่น รุ่นเริ่มต้นในปี 2567 มีแรม 8GB แต่เมื่อออกรุ่นใหม่ในปี 2568 จะให้มา 16GB แต่เพิ่มราคาเริ่มต้นมาเนียน ๆ
TrendForce บริษัทวิจัยตลาดและให้คำปรึกษาจากไต้หวัน รายงานข้อมูลตลาดจากแผนกวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ว่า ผู้ผลิตสินค้าไอทีทั่วโลกกำลังทบทวนแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 2569 ผ่านการปรับพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์การจัดซื้อ และกลยุทธ์การขายในภูมิภาค ส่วนที่จะเห็นได้ชัดคือ การปรับราคาสมาร์ทโฟน และโน้ตบุ้ก-แล็ปทอปพีซี จะเกิดควบคู่กับการ “ยืดอายุ” วงจรของผลิตภัณฑ์ และปรับโครงสร้าง “ราคา-สเป็ก” ขั้นต้น เพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามีการ “ขึ้นราคา” สินค้าไอที
สินค้ากลุ่มแล็ปทอปพีซี ในหลายปีที่ผ่านมา สเป็กขั้นเริ่มต้นในรุ่น Entry ใช้หน่วยความจำแรมที่ 8-16GB ในปีนี้คาดว่าจะเห็นการเซตมาตรฐานใหม่ให้เป็น 8GB เนื่องจากจัดหาได้ง่ายกว่า ขณะที่รุ่นกลางถึงท็อปไฮเอนด์ที่เคยมีมาตรฐานแรม 16GB หรือ 32GB ถูกตั้งราคาให้สูงขึ้นมาก การอัพเกรดจาก 16GB เป็น 32GB ก็เพิ่มสูงเกือบ 20,000 บาท ทำให้มีการชะลอการอัพเกรด แล้วหันไปใช้รุ่นพื้นฐานขั้นต้นมากขึ้น ส่วนไลน์อัพสมาร์ทโฟนจะกระทบหนักที่สุด เนื่องจากเครื่องรุ่นที่ถูกที่สุดในปัจจุบันในแรม 8GB อาจมีการนำมาตรฐาน 4GB มาใช้อีกครั้ง โดยราคาไม่เปลี่ยนแปลง
TrendForce ระบุด้วยว่า วิกฤตชิปความจำขาดตลาดครั้งนี้จึงไม่ได้ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาค้าปลีกเท่านั้น แต่กำลังเซตโครงสร้างและมาตรฐานของสินค้าใหม่ที่กำลังเปิดตัว สอดคล้องกับคำกล่าวของผู้บริหาร NVIDIA และ AMD ผู้ผลิตการ์ดจอที่ขาด VRAM ในการผลิตเช่นกัน ก็ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีแรมขาดตลาดในงาน CES2026 ด้วยว่า อาจมีการพิจารณาการนำการผลิตชิปรุ่นเก่ามาผลิตขายใหม่ และเสริมด้วยเอไอไปช่วยทดแทน
ค้าปลีกปรับเป้ายอดขายลด
“ณัฏฐ์ ณัฐนิธิการัชต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICE เปิดเผยว่า คาดว่าคอมประกอบ, โน้ตบุ๊กพีซี ปรับขึ้น 2-5 พันบาทต่อเครื่อง ในสเป็กเดิม การจัดสเป็กจะลดขนาดหน่วยความจำ SSD, RAM แบบไม่อลังการ ราคาก็จะขึ้นไม่เยอะ
“คาดว่ากระทบต่อค้าปลีกคือ อาจไม่โตเท่าที่ควร แต่คาดว่า YOY ยังคงโต เพราะครบรอบเปลี่ยนจากช่วงโควิด และเครื่องที่ใช้วินโดวส์ 10 ต้องเปลี่ยน เพราะไมโครซอฟท์ไม่ซัพพอร์ตแล้ว”
“ส่วน Advice จะทำอย่างไร ? เราเน้นโตจากมือถือ แต่อาจปรับเป้าโตจากที่เคยบอกว่าจะโต 30% ตอนนี้ปรับเป้าเหลือ 25%”
สินค้าไอที “ขึ้นราคา” เสียภาพลักษณ์
สินค้าไอที ฝั่งค้าปลีกไอทีรายใหญ่ โดย “เกษม ศรีเลิศชัยพานิช” รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายตลาด บริษัท ไอทีซิตี้ จำกัด (IT City) มองว่า “ในวงการไอที การขึ้นราคาสินค้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ และทำให้ขายไม่ออก ดังนั้น ทั้งผู้ประกอบการค้าปลีก และเวนเดอร์ ในตอนนี้ต่างต้องช่วยกันพยายามประคับประคองร่วมกันทั้งอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ร้านค้ามักมีนโยบายไม่ลดราคาสินค้าหน้าบิลเพื่อแข่งกันเอง เพราะจะทำให้ราคาในอุตสาหกรรมปั่นป่วน แต่เลือกที่จะใช้การให้ของแถมหรือการจัดชุดสินค้า (Bundle) เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าแทน และรักษาเสถียรภาพของราคาและภาพลักษณ์ของสินค้าไอทีที่มักจะปรับขึ้นราคาได้ยาก”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตแรมแพงป่วนโลก ‘คอมพ์-มือถือ’ ลดสเป็ก-ลดเป้า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net