TREND TALK : SCC
#ทันหุ้น # SCC- ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ทะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1500-1506 ขึ้นไป หลังจากปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 1470 ทำให้แนวโน้มในระยะสั้นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1525-1530 แต่ถ้าปรับตัวลดลงไปเคลื่อนไหวต่ำกว่า 1500 จะมีแนวรับถัดไปที่ 1470
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจวันนี้ คือ SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
ดำเนินธุรกิจการลงทุน (Holding company) ในกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ 2. เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง 3. เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล 4. เอสซีจี เดคคอร์ 5. เอสซีจี เคมิคอลส์ (เอสซีจีซี)6. เอสซีจีพี
SCC รายงานผลการดำเนินงานสำหรับปี 2568 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 14,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไร 6,341 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121.96%
ปี 2568 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติ ที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) 55,012 ล้านบาท แข็งแกร่งกว่าปี 2567 คิดเป็น 6% ขณะที่หนี้ลดลง 14,845 ล้านบาทจากปีก่อน แม้เศรษฐกิจโลกและไทยท้าทายกว่าเดิม เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7% จากปีก่อน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง แต่เอสซีจียังเดินหน้าเข้มข้นด้วยวินัยการเงิน เข้มแข็งด้วยการเพิ่มขีดความสามารถทั่วองค์กร เสริมแกร่งโดยรุกธุรกิจเติบโตระยะยาว
ผลประกอบการปี 2568 มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยใช้ AI & Robotics ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างการเติบโตให้องค์กรในระยะยาว ขณะเดียวกันยังพัฒนาและขยายตลาดสินค้า – บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) สินค้ากรีน อาทิ ปูนคาร์บอนต่ำ และสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (SVP)
สำหรับผลจากมาตรการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มข้นในปี 2568 ได้แก่ 1.) บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนลดลง 10,535 ล้านบาท 2.) ปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และประหยัดค่าใช้จ่าย ได้รวมกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี 3.) ควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) เน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็วได้ตามแผน 30,737 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.5 เท่า จากเดิม 6.3 เท่า สถานะทางการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 52,447 ล้านบาท
ปี 2568 เอสซีจียังสามารถสร้างการเติบโตของปริมาณการขายในทุกธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและไทย ส่งผลให้เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 496,925 ล้านบาท EBITDA 51,249 ล้านบาท และกำไรสำหรับปี 14,075 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจและรายการพิเศษ และการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจีซี ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการดังกล่าว Adjusted EBITDA ของปีจะอยู่ที่ 55,012 ล้านบาท และกำไรสำหรับปีเมื่อไม่รวมรายการดังกล่าวจะอยู่ที่ 4,962 ล้านบาท
SCC ตั้งเป้าปี 69 รายได้โต 1-3% ทะลุ 5 แสนลบ. รับธุรกิจแพคเกจจิ้ง-ชีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างขยายตัว ดัน Adjusted EBITDA มากกว่า 5.5 หมื่นลบ. อัดงบลงทุน 3 หมื่นลบ. ใช้ปรับปรุงเครื่องจักรและลงทุนในโครงการ LSPE วางเป้าปรับโครงสร้างธุรกิจ หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร หวังอัตราหนี้สินต่ำกว่า 5 เท่า
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่าแนวโน้มผลประกอบการปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้จะเติบโตมากกว่าระดับ 5 แสนล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 1-3% จากปีก่อนที่ทำได้ 496,925 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) มากกว่าปีก่อนที่ทำได้ 55,012 ล้านบาทแน่นอน
ทั้งนี้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยชะลอตัว แต่เริ่มเห็นโอกาสจากหลายสัญญาณบวก เช่น ธุรกิจเคมิคอลล์มีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ของโลกลดลงและราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มอ่อนตัว ประกอบกับคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐมีความต่อเนื่อง ซึ่งเอื้อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง คาดว่าความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังเติบโตต่อเนื่องจากการบริโภคในประเทศของกลุ่มอาเซียนที่ภาพรวมเศรษฐกิจเติบโตและความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้ม นอกจากนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามแนวโน้มดีต่อเนื่องเอื้อต่อการลงทุนและขยายตลาด
ขณะที่บริษัทวางงบลงทุนปีนี้ประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อใช้เพิ่มศักยภาพในการขยายการเติบโตของธุรกิจ โดยแบ่งเป็นการปรับปรุงเครื่องจักรประมาณ 1 ใน 3 ของงบลงทุนรวม และเงินลงทุนโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP (LSPE) รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งและลดต้นทุนที่บริษัทยังต้องดำเนินการต่อ
สำหรับด้านกลยุทธ์ในปี 69 บริษัทวางแนวทางหลักเพื่อเร่งคว้าโอกาสดังกล่าวไว้ 4 ด้าน ได้แก่
1.เข้มข้น ด้วยวินัยการเงิน โดยบริษัทตั้งเป้าบริหารกระแสเงินสดให้มั่นคง ใช้เงินลงทุนอย่างระมัดระวัง มุ่งลดต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics
2.เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทั่วทั้งองค์กร โดยจะเดินหน้ากลยุทธ์ “Regional Optimization” ชูประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตสินค้า เช่น ปูนชีเมนต์คาร์บอนต่ำกระเบื้องเกรชพอร์ชเลนและการลงทุน ซึ่งคิดเป็น 27% ของสินทรัพย์รวมของเอสชีจีในปัจจุบัน เพื่อรองรับการบริโภคในประเทศและการส่งออกสู่ตลาดโลก จากปัจจัยบวกที่คาดว่าปี 69 ระดับ GDP เวียดนามจะโต 7.0% ต้นทุนทุนที่แข่งขันได้และความได้เปรียบด้านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับกว่า 60 ประเทศ รวมถึงขยายพอร์ตสินค้าและบริการเติบโตสูง ทั้งสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (SVP) และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA)รวมถึงสินค้ากรีน (Green Products)
3.เสริมแกร่ง รุกธุรกิจเติบโตระยะยาว เช่น โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงาน LSP หรือ ลองเชิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) เพื่อเพิ่มความยึดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ โดยโครงการคืบหน้าตามแผน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 70
4.เอาอยู่ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย โดยประเมินทั้งโอกาสและความท้าทายรอบด้านอยู่เสมอ เพื่อพร้อมสู้กัมสู้กับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้วางเป้าอยากจะเห็นอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ของบริษัทปีนี้ลดลงมาต่ำกว่าระดับ 5 เท่า จาก ณ สิ้นปี 68 ที่อยู่ระดับ 5.5 เท่า โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร