รู้จัก “บทแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐ ฉบับ 25” กลไกปลด ปธน.ถูกพูดถึงอีกครั้งในยุคทรัมป์
หลังท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ต่อกรีนแลนด์ บทแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐ ฉบับ 25 ถูกพูดถึงอีกครั้งในฐานะช่องทางทางกฎหมายพิเศษในการปลดประธานาธิบดี แม้จะไม่เคยถูกใช้จริงในประวัติศาสตร์สหรัฐ
วันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 13.34 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การปลดประธานาธิบดีสหรัฐออกจากตำแหน่งตามกฎหมาย ไม่ได้มีเพียงกระบวนการถอดถอน (impeachment) ที่ดำเนินการโดยรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังมีอีกกลไกหนึ่งที่ถูกพูดถึงน้อยกว่า นั่นคือ การใช้บทแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐ ฉบับที่ 25 (25th Amendment) ซึ่งเปิดช่องให้ผู้นำระดับสูงในฝ่ายบริหารสามารถปลดประธานาธิบดีได้ในกรณีพิเศษ
โดยล่าสุด สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตบางส่วนได้หยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อถกเถียงถึงความเป็นไปได้ในการใช้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพฤติกรรมที่พวกเขามองว่าไม่แน่นอน โดยเฉพาะท่าทีแข็งกร้าวต่อประเด็นกรีนแลนด์ ทั้งที่แนวคิดนี้ก็เคยถูกพูดถึงมาแล้วในสมัยดำรงตำแหน่งแรกของทรัมป์เช่นกัน
บทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 ระบุว่า ประธานาธิบดีสามารถถูกปลดออกจากตำแหน่งได้ หากรองประธานาธิบดีและเสียงข้างมากของ “หัวหน้าหน่วยงานฝ่ายบริหารหลัก” หรือคณะรัฐมนตรี เห็นตรงกันว่าประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจตามตำแหน่งได้ หากประธานาธิบดีคัดค้านการประเมินดังกล่าว และรองประธานาธิบดีกับคณะรัฐมนตรียังคงยืนยันความเห็นเดิม รัฐสภาจะเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้าย โดยต้องได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าสองในสามจากทั้งสองสภา จึงจะปลดประธานาธิบดีได้อย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ บทแก้ไขดังกล่าวยังอธิบายกระบวนการสืบทอดอำนาจในกรณีที่ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งกลางคัน หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เช่น ระหว่างการผ่าตัดใหญ่
เหตุผลที่ต้องมีบทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกิดจากช่องว่างในรัฐธรรมนูญดั้งเดิม ซึ่งไม่ได้อธิบายรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน ตัวอย่างสำคัญคือเมื่อประธานาธิบดีวิลเลียม แฮร์ริสัน เสียชีวิตในปี 1841 จนเกิดข้อถกเถียงว่า รองประธานาธิบดีจอห์น ไทเลอร์ ควรเป็นเพียงรักษาการ หรือเป็นประธานาธิบดีเต็มตัว บทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 ถูกเสนอและให้สัตยาบันโดยรัฐต่าง ๆ หลังการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในปี 1963 ซึ่งช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความสับสนว่า ใครควรบริหารประเทศ หากประธานาธิบดีรอดชีวิตแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ
ที่ผ่านมา บทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 ไม่เคยถูกใช้เพื่อปลดประธานาธิบดีที่ยังดำรงตำแหน่ง แต่เคยถูกใช้สองครั้งเพื่อแต่งตั้งรองประธานาธิบดีแทนตำแหน่งที่ว่างลง ครั้งแรกในปี 1973 หลังสไปโร แอกนิว ลาออกจากตำแหน่งรองประธานาธิบดีจากคดีเลี่ยงภาษี ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จึงเสนอชื่อเจอรัลด์ ฟอร์ด และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ต่อมาเมื่อนิกสันลาออกในปี 1974 ฟอร์ดขึ้นเป็นประธานาธิบดี และเสนอชื่อเนลสัน ร็อกกีเฟลเลอร์ เป็นรองประธานาธิบดี ซึ่งได้รับการรับรองเช่นกัน
เหตุที่บทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 ถูกพูดถึงอีกครั้งในปัจจุบัน มาจากกลุ่มสมาชิกรัฐสภาเดโมแครตที่แสดงความกังวลต่อท่าทีของทรัมป์เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้เดนมาร์ก โดยทรัมป์ยืนยันอย่างแข็งกร้าวว่าสหรัฐต้องครอบครองเกาะแห่งนี้ และข่มขู่จะใช้มาตรการภาษีตอบโต้ประเทศยุโรป หากมีการคัดค้าน อย่างไรก็ตาม แตกต่างจากสมัยแรกของเขา ตรงที่คณะรัฐมนตรีในปัจจุบันประกอบด้วยบุคคลที่แสดงความจงรักภักดีต่อทรัมป์อย่างชัดเจน
ในสมัยแรกของทรัมป์ แนวคิดการใช้บทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 ก็เคยถูกหยิบยกขึ้นมา โดยสื่ออย่าง The New York Times และ ABC News รายงานในปี 2561 ว่า ร็อด โรเซนสไตน์ รองอัยการสูงสุดในขณะนั้น เคยหารือถึงความเป็นไปได้ในการชักชวนคณะรัฐมนตรีใช้บทแก้ไขดังกล่าว แม้โรเซนสไตน์จะออกมาปฏิเสธในภายหลัง หลังเหตุการณ์บุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านมติเรียกร้องให้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ใช้บทแก้ไขนี้ปลดทรัมป์ออกจากตำแหน่ง แต่เป็นเพียงมติเชิงสัญลักษณ์ และไม่มีผลผูกพัน ขณะที่อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศไมค์ ปอมเปโอ ยอมรับภายหลังว่า มีการพูดถึง “บทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25” ในวงสนทนาบางช่วง แต่ไม่เคยมีการพิจารณาใช้อย่างจริงจัง
โดยสรุป แม้บทแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 25 จะเป็นกลไกทางกฎหมายที่มีอยู่จริง แต่การนำมาใช้เพื่อปลดประธานาธิบดี ถือเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีอุปสรรคทางการเมืองสูงมาก และจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์สหรัฐ
อ้างอิง : bloomberg.com