โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เด็กข้ามชาติแย่งสิทธิการศึกษาเด็กไทย ข้อเท็จจริง หรือแค่อคติ?

TODAY

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 08.25 น. • TODAY

“แม้ว่าสถานะของหนูจะไม่เหมือนกับคนอื่น แต่คนไทยดีกับหนูมาก ไม่เคยมองว่าประเทศไทยเป็นแค่สถานที่พักพิง หรือเป็นแค่ทางผ่าน” ชีวิตที่ต้องย้ายที่เรียน ไปตามวิถีการทำงานของพ่อแม่ที่เป็รแรงงานข้ามชาติ ต่อให้ไม่สะดวกสบาย แต่ความมุมานะก็พา พลอย เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำ ด้วยความหวังที่อยากทำเพื่อสังคมและคนเปราะบาง

นางสาวพลอย (ไม่มีนามสกุล)นักศึกษาสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอเป็นคนไร้สัญชาติ ที่พื้นฐานครอบครัวเป็นแรงงานข้ามชาติ อพยพจากเมียนมา เพราะปัญหาสงคราม และมาทำงานอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 20 ปีแล้ว

ว่าไปแล้วทั้งชีวิตของ พลอย จึงมีประเทศไมยเป็น ‘บ้าน’ มาตลอดนับตั้งแต่เกิดและเติบโต เธอเข้าเรียนตามระบบการศึกษา และย้ายถิ่นฐานไปตามที่ทำงานของผู้เป็นแม่ แม้จะต้องเผชิญเงื่อนไขข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ขัดขวางความฝันของพลอย ที่อยากเรียนให้จบปริญญาตรีเป็นคนแรกของครอบครัว

“หนูอยากช่วยเหลือสังคม อยากช่วยคนที่เปราะบางเหมือนหนู อยากตอบแทนบุญคุณประเทศไทยที่ทำให้หนูได้เรียน และทำให้ครอบครัวหนูมีโอกาสได้อยู่ในประเทศไทย”

ด้วยความที่ชีวิตของเธอต้องคลุกคลีกับการเดินทางไปที่ว่าการอำเภอตั้งแต่เด็กจนโต เพราะเรื่องเอกสารทางทะเบียน ทำให้พลอยมีความฝันอยากเป็นปลัดอำเภอเรื่อยมา

จนในวันนี้ที่กระแสความเกลียดชัง และการกีดกันสิทธิการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยรุนแรงขึ้นด้วยหลากปัจจัย บ้างก็ตั้งคำถามถึงการจัดสรรทรัพยากรในประทเศไทย ว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่ พลอย จึงไม่รู้สึกสบายใจนัก คล้ายคนบางกลุ่มไม่ได้มองพวกเธอเป็นมนุษย์เท่ากัน

ย้อนกลับไปในสัปดาห์ก่อน ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ.2568 จนกลายเป็นประเด็นนถกเถียงในโลกออนไลน์ ถึงล่ารายชื่อคัดค้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า เงินภาษี ควรนำมาพัฒนาประเทศ และดูแลสิทธิในการเรียนฟรีของเด็กไทยเป็นลำดับแรก

พลอย เล่าต่อว่า เส้นทางการเรียนของเธอ ล้วนต้องแลกด้วยความพยายามทั้งสิ้น เธอต้องทำผลการเรียนให้อยู่ในระดับที่ดี ร่วมกิจกรรมโรงเรียน ดำรงตำแหน่งรองประธานนักเรียน และทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม อย่างการเป็นล่ามภาษากะเหรี่ยง ให้กับโครงการรักษาปากแหว่งเพดานโหว่ ของสภากาชาดไทย ดังนั้น ในมุมมองของเธอ ความเชื่อที่ว่า เด็กไร้สัญชาติได้สิทธิเรียนฟรีทุกอย่างนั้น จึงไม่ใช่ความจริง

อย่างไรก็ดี ในระดับชั้นประถมศึกษา พลอยได้รับงบสนับสนุนรายหัว จากกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงที่ต้องรับผิดชอบ เช่นนักเรียนสัญชาติไทยคนอื่นๆ เช่น ค่าชุดนักเรียน, ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเทอม และค่ากิจกรรมต่างๆ เป็นต้น

จนถึงในระดับมหาวิทยาลัยที่เธอสมัครเข้าเรียนตามระบบปกติ ทำให้ต้องหาทุนสนับสนุนจากภายนอก ที่ไม่ใช่ภาครัฐ ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาด้วยตนเอง

เด็กข้ามชาติได้เรียน ไม่เท่ากับ เด็กไทยหลุดจากระบบ

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2567 ระบุว่า มีจำนวนเด็กนักเรียนที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานทางทะเบียนราษฎรทั้งสิ้น 95,724 คน โดยมีการจัดสรรงบประมาณให้กับนักเรียนกลุ่มนี้ในปีเดียวกัน ตัวเลขอยู่ที่ 399,248,105 บาท สำหรับ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ได้ให้ข้อมูลกับทางสำนักข่าว TODAY ว่ากลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย จะต้องเสียค่าใบอนุญาตทำงาน 1,000 บาท ต่อคน / ต่อปี เป็นอย่างน้อย โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติอยู่ระบบประมาณ 3 ล้านคน คิดเป็นเงินที่คนกลุ่มนี้จ่ายให้ภาครัฐตกปีละ 3,000 ล้านบาท

“การให้โอกาสเด็กข้ามชาติเรียนหนังสือ มันคนละเรื่องกับการที่เด็กไทยเข้าไม่ถึงการศึกษา”

ผศ.ดร.พิสิษฏ์ นาสีอาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศาสตร์การศึกษา ภาควิชาพื้นฐานและการพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็นกับสำนักข่าว TODAY ไว้อย่างน่าสนใจ

อ.พิสิษฏ์ กล่าวว่า แท้จริงแล้วปัญหาเด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการควรออกมาชี้แจ้งถึงสาเหตุ โดยไม่ควรปล่อยให้สังคมไทยเข้าใจผิด จนมองไปว่า เป็นเพราะการให้สิทธิเด็กข้ามชาติมาเรียน

ด้วยเหตุว่า การที่เด็กคนหนึ่งหลุดออกจากระบบการศึกษา มักมาจากการไม่มีโรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่นั้นๆ หรือการขาดแคลนครู และความยากจน รวมทั้งการที่หลักสูตรการศึกษาไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน

“ต่อให้เรานำเด็กข้ามชาติออกจากระบบการศึกษาทั้งหมด ปัญหาการเข้าไม่ถึงการศึกษาของเด็กไทยก็จะไม่หมดไป”

อ.พิสิษฏ์ กล่าวต่อว่า หากวันนี้ไม่หลงเหลือเด็กนักเรียนข้ามชาติในโรงเรียนไทย ก็ไม่ได้ทำให้การศึกษาของเด็กไทยพัฒนาขึ้น อีกทั้งความหลากหลายในห้องเรียนเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่อดีตแล้ว โดยสังคมไทยประกอบสร้างจากกลุ่มคน ที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม และเป็นหน้าที่ของการศึกษา ที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการความหลากหลาย และวัฒนธรรมของผู้เรียน ในทัศนะของ อ.พิสิษฏ์ การโจมตีเด็กข้ามชาติ จึงเป็นเพียงข้ออ้าง ในการกลบเกลื่อนความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย

“ตรรกะแบบที่เราเป็นอยู่ทำให้สังคมหลงทาง หล่อเลี้ยงจากกระแสชาตินิยม เพื่อปิดบังความล้มเหลวของระบบการศึกษาตนเอง”

อ.พิสิษฏ์ มองว่า ภาครัฐและภาคการเมืองต่างรู้ดีว่า ไทยมีพันธกิจที่ลงนามไว้ภายใต้นโยบาย Education for All ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้รับโอกาสในการศึกษาโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทว่า ในวันนี้ภาครัฐและฝ่ายการเมือง กลับไม่กล้าแตะ และสื่อสารกับสังคมไทยในเรื่องดังกล่าว เพราะกลัวว่าการพูดเรื่องนี้ จะไปทำลายฐานความนิยมของตนเอง

“ถ้าเรายังปล่อยให้สังคมเป็นแบบนี้ต่อไป สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่ไม่สนใจเรื่องของข้อเท็จจริง” อ.พิสิษฏ์กล่าว

“ในอีกมุมหนึ่ง ประเทศไทยประสบความสำเร็จทางการศึกษา แบบที่สร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน เราอยากนิยามความสำเร็จของเราแบบนี้ไหม ความสำเร็จในการสร้างสังคมที่ทำให้คนเกลียดชัง”

อ.พิสิษฏ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ความเกลียดชังลักษณะเดียวกันนี้ กลับไม่เคยเกิดกับเด็กนักเรียนที่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว อีกทั้งงานวิจัยพบว่า‘การศึกษาฟรีไม่มีอยู่จริงในประเทศไทย’

ไม่ใช่เฉพาะกับเด็กไร้สัญชาติเท่านั้น แต่กับเด็กทุกคนในประเทศไทย ที่เมื่อยิ่งเรียนสูงขึ้น จะพบกับข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจที่พ่อแม่ จำเป็นต้องให้ลูกออกมาทำงาน สืบเนื่องจาก นโยบายเรียนฟรี สามารถช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายได้เฉพาะแค่บางส่วนเท่านั้น

“จะมีเด็กข้ามชาติสักกี่สิบคน ที่จะได้เรียนระดับสูงๆ จนถึงฝั่งฝันที่ตนเองตั้งใจ” อ.พิสิษฏ์ กล่าวสรุป

“คนกลุ่มนี้เกิดที่ไทย โตที่ไทย เรียนภาษาไทย ดูสื่อไทย อยู่ในสังคมไทย ทำไมเราไม่ใช้ศักยภาพของคนเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ด้วยการให้เขาได้เรียน ให้เขาได้ทำงาน และรัฐก็ได้บุคลากรที่มีคุณภาพมาทำงานจ่ายภาษีให้กับสังคม”

อ.พิสิษฏ์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้มองว่าการศึกษาคือเครื่องมือของการสร้างสังคม และการลงทุนของประเทศไทย ตอนนี้เรามีโอกาสในการลงทุน เพื่อที่จะรับประกันว่า วันข้างหน้าเราจะมีสังคมที่ดีพร้อมไปกับบุคลากรที่มีคุณภาพ

16 ปี บนการศึกษาชายแดน ความจริงจากโรงเรียนชายแดน

“พวกเขาจะสามารถเข้าใจภาษาไทย และเข้าใจกฎระเบียบของสังคมไทย ทำให้พวกเขาตระหนักรู้ และพร้อมที่จะปฏิบัติตนในสังคมได้อย่างเหมาะสม”

จอว์ จอว์ มิน ทุทผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้ง BEAM Foundation ซึ่งทำงานจัดการศึกษาให้กับประชากรกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ชายแดนมาเป็นเวลา 16 ปีแล้ว กล่าวถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลง หลังจากเด็กข้ามชาติได้รับการศึกษาในระบบไทย

เขากล่าวว่า ถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับความรู้ และเข้าใจระบบที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ พวกเขาจะสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมไทยได้ในอนาคต และจากประสบการณ์ส่วนตัว เขาเองก็ไม่เคยพบเหตุการณ์เด็กไทยถูกแย่งสิทธิในการเรียน เพราะเด็กข้ามชาติ ในทางกลับกัน เด็กข้ามชาติ มักจะถูกจัดลำดับความสำคัญเป็นตัวเลือกสุดท้ายเสมอ เช่น การถูกรับเข้าเรียน ที่โรงเรียนมีสิทธิในการปฏิเสธ และการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาและการแสดงต่างๆ สำหรับเด็กข้ามชาติ จะต้องมีการใช้เงินสนับสนุนจากองค์กรภายนอก

“ผู้ปกครองไทยมักมองเด็กเหล่านี้ผ่านภาพของแรงงานข้ามชาติ เด็กจึงถูกมองว่าเป็นลูกแรงงาน เป็นเด็กยากจน บางกรณีถูกมองว่าอาจเป็นขโมย หรือเป็นเด็กมีพฤติกรรมไม่ดี”

จอว์ จอว์ มิน ทุท ปรารถนาที่จะสื่อสารว่า เด็กเหล่านี้คือมนุษย์ เป็นลูกหลานของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเด็กเหล่านี้ก็นำความรู้ทางวัฒนธรรมติดตัวมาด้วย ซึ่งสามารถเปิดมุมมองการเรียนรู้ภายในห้องเรียนได้

“ห้องเรียนที่มีความหลากหลาย สามารถสร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรมที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็กทุกคน เด็กควรถูกมองว่าเป็นผู้ที่สามารถนำความรู้ทางวัฒนธรรม มาร่วมแบ่งปันในห้องเรียนได้”

เมื่อกล่าวถึงความเกลียดชัง หรืออคติที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงเวลานี้นั้น จอว์ จอว์ มิน ทุท มองว่า ความกลัวเกิดจากโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งสร้างภาพลวงตา ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ตลอด 16 ปีที่เขาทำงาน

ประกอบกับการเหมารวมว่า คนเหล่านี้คือแรงงานราคาถูก หรือเป็นคนผิดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดภาพลบตามมาว่า ลูกหลานของคนเหล่านี้ ไม่สมควรนั่งอยู่ในห้องเรียนเดียวกันกับเด็กไทย

“พวกเขาคืออนาคตที่เติบโตไปพร้อมกับเด็กไทย คำถามคือเรากำลังสร้างอนาคตแบบไหน?” จอว์ จอว์ มิน ทุท กล่าว

“เรากำลังสร้างช่องว่างระหว่างเด็กสองกลุ่มนี้ หรือเราจะสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเด็กเหล่านี้เพื่อให้เกิดสันติภาพ และการพัฒนาร่วมกัน นี่คือสิ่งที่ผมอยากแลกเปลี่ยน และทำความเข้าใจกับสังคมไทยในระยะยาว”

ความฝันของเด็กข้ามชาติคนหนึ่ง

“การที่หนูเกิดและโตจนถึงวันนี้ ประเทศไทยคือบ้าน หนูไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากคนอื่น แม้ว่าสถานะของหนูจะไม่เหมือนกับคนอื่น แต่คนไทยดีกับหนูมาก ไม่เคยมองว่าประเทศไทยเป็นแค่สถานที่พักพิง หรือเป็นแค่ทางผ่าน”

สำหรับ พลอย เธอค่อนข้างเสียใจกับการเห็นความคิดเห็นในโลกออนไลน์ ที่มักไม่เห็นด้วยกับการให้สิทธิการศึกษาคนอย่างเธอ แต่ในโลกความเป็นจริงนั้นกลับเป็นอีกแบบ ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ ล้วนให้กำลังใจ และมอบโอกาสให้เธอมาโดยตลอด

“เวลาเห็นคอมเมนต์ที่เกลียดชังคนอย่างพวกหนู มันมีความรู้สึกว่า ตอนที่เขาพิมพ์ เขาไม่ได้มองเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหรอ หรือเขามองเราเป็นสิ่งของที่ถูกกระทำอย่างไรก็ได้”

สำหรับพลอยและครอบครัว การเรียนจบระดับปริญญาตรี คือความฝันและความภาคภูมิใจ แม่ของเธอทำงานเป็นแรงงานมาตลอดชีวิต ดังนั้นใบปริญญาจึงไม่ใช่แค่ความฝันส่วนตัว แต่คือความฝันร่วมของแม่เธอด้วย ครอบครัวของเธอตระหนักดีว่า การเข้าไม่ถึงการศึกษาทำให้ชีวิตของพวกเขายากลำบากเพียงใด

“สิ่งที่หนูอยากบอกคือ หนูคือมนุษย์คนหนึ่ง เป็นลูกหลานของคนที่อพยพมาจากพื้นที่ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา การให้คนอย่างพวกหนูมีโอกาสในการเรียน มันเป็นประตูแห่งโอกาส ที่ทำให้พวกหนูสามารถทำอะไรได้มากกว่าการเป็นแรงงาน”

“อยากให้มองเราเป็นเพื่อนร่วมโลกที่ไม่ได้ทำร้ายซึ่งกันและกัน หนูอยากขอบคุณที่ประเทศไทยให้โอกาสหนูมากขนาดนี้ ขอบคุณประเทศไทยที่ดูแลครอบครัวหนู และครอบครัวอื่นๆ ที่มีความเปราะบาง” พลอย กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...