AOC 1441 เผยกลโกง AI พร้อมเตือนภัย คนวัยทำงานปี 69
AOC 1441 เตือนภัยปี 69 คนวัยทำงานเสี่ยงสุด กลโกงโจรออนไลน์ ใช้ AI ปลอมหน้าคนรู้จัก-QR Code ปลอมดูดเงินแบบไร้รอยต่อ
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตประจำวันของเราผูกพันกับโลกออนไลน์มากขึ้นทุกวัน แต่เบื้องหลังความสะดวกสบาย กลับมีภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441 ขอเตือนภัยประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงาน ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มมิจฉาชีพที่นำเทคโนโลยี AI และเทคนิคการหลอกลวงที่ซับซ้อนมาใช้ในการก่ออาชญากรรมที่แนบเนียนแบบไร้รอยต่อ
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ กระทรวงดีอีมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ การหลอกลวงของมิจฉาชีพ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด
คนวัยทำงานเสี่ยงสูงสุด
จากข้อมูลของศูนย์ AOC 1441 พบว่า สถิติในปี 2568 ที่ผ่านมาเผยให้เห็นข้อมูลที่น่าวิตกกังวลคือกลุ่มอายุ 20-49 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานและมีกำลังซื้อสูง กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ ด้วยจำนวนผู้เสียหายมากถึง 405,929 เคส และความเสียหายทางการเงินสูงถึง 23,403 ล้านบาท
โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยที่สุด คือ การหลอกลวงในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ, การหลอกให้โอนเงินภายใต้ข้ออ้างการหารายได้พิเศษ และการหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
4“สแกม” อันตรายที่พึงระวังในปี 2569
สำหรับแนวโน้มวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันที่พบมากที่สุด มี 4 รูปแบบดังนี้
(1) ข้อความหลอกลวงผ่าน SMS และไลน์แนบลิงก์
มิจฉาชีพจะส่งข้อความสั้นอ้างว่ามาจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน โดยแจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายค้างชำระ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา หรือกลับกัน อ้างว่ามีเงินคืนให้รับ แล้วแนบลิงก์ให้กดเข้าไป หากประชาชนคลิกลิงก์ดังกล่าว อาจถูกหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่มีมัลแวร์เพื่อดูดเงินในบัญชี หรือถูกพาไปยังเว็บไซต์ปลอมเพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ หน่วยงานราชการและธนาคารไม่มีนโยบายส่งลิงก์ผ่านทาง SMS หรือช่องทางโซเชียล ให้กับประชาชน
(2) เทคโนโลยี AI Deepfake
ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นดาบสองคมในมือของมิจฉาชีพ เทคโนโลยี AI สามารถเลียนแบบเสียงพูดและสร้างภาพใบหน้าเคลื่อนไหวของบุคคลที่เรารู้จักได้อย่างสมจริง คนร้ายใช้เทคนิคนี้โทรหาเหยื่อโดยแกล้งเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักขอยืมเงิน หรือแม้กระทั่งปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อข่มขู่ว่าเหยื่อมีความเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ เพื่อหลอกให้โอนเงิน ดังนั้นการได้ยินเสียงหรือเห็นภาพคนที่เรารู้จักผ่านหน้าจอไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเป็นบุคคลในจอจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือเจ้าหน้าที่รัฐตัวจริงอีกต่อไป
(3) QR Code ปลอมที่ซ่อนอยู่รอบตัว
อีกหนึ่งรูปแบบการหลอกลวงคือการใช้ QR Code ปลอมโดยมิจฉาชีพจะแปะ QR Code ปลอมทับของจริงตามจุดบริการสาธารณะ เช่น ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน หรือส่งมาทางอีเมลโดยอ้างว่าเป็นโปรโมชัน เมื่อประชาชนสแกน QR Code เหล่านี้ จะถูกลิงก์ต่อไปยังเว็บไซต์ หรือแอพลิเคชันปลอมที่ออกแบบมาเพื่อขโมยรหัสผ่านหรือดูดเงินจากบัญชีทันที การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจสอบแหล่งที่มาของ QR Code ทุกครั้งก่อนสแกน และหากพบว่าลิงก์ที่ปรากฏขึ้นดูผิดปกติ ควรปิดทันที
(4) การหลอกลงทุนออนไลน์
การหลอกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยังคงเป็นรูปแบบอาชญากรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิจฉาชีพจะล่อใจด้วยผลตอบแทนที่สูงเกินจริง และสร้างโปรไฟล์ปลอมเป็นผู้มีชื่อเสียงหรือนักลงทุนมืออาชีพเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อเหยื่อโอนเงินเข้าไปแล้ว เงินก็จะถูกส่งต่อจากบัญชีม้าหนึ่งไปยังอีกหลายๆบัญชี หรือถูกแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลในเวลาอันรวดเร็ว
อุทาหรณ์จากผู้เสียหาย
ถูกลวงลงทุนเปิดร้านค้าออนไลน์ สูญเงินกว่า6 ล้านบาท
AOC 1441 ขอยกตัวอย่างกรณีจริงที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายหญิงสาวรายหนึ่ง โพสต์ขายสินค้ามือสองผ่านเฟซบุ๊ก ต่อมามีบุคคลมาคอมเมนต์ใต้โพสต์แนะนำกลุ่มซื้อขายสินค้ามือสอง เมื่อผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อสอบถามรายละเอียดกับผู้ดูแลกลุ่ม และได้รับแจ้งว่าจะต้องโอนเงินเป็นค่าเปิดบัญชีร้านค้าก่อน หลังจากนั้นคนร้ายได้เรียกเก็บเงินเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าเปิดการมองเห็น ค่าเพิ่มการโฆษณา และค่าส่วนกลาง โดยอ้างว่าจะได้รับเงินคืนเมื่อมียอดขาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปมากถึง 6,172,641 บาท แต่กลับไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น ผู้เสียหายรู้สึกผิดสังเกต เมื่อตรวจสอบจึงพบว่าถูกหลอก
ขณะที่ผู้เสียหายอีกราย พบโฆษณารับสมัครคนร่วมทีมแจกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ดังยี่ห้อหนึ่งผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสอบถามรายละเอียด ต่อมาได้รับการชักชวนลงทุนขายสินค้าแบรนด์ดังกล่าว โดยโอนเงินร่วมลงทุนแล้วรอรับผลตอบแทน ผู้เสียหายจึงโอนเงินไป 1,040,915 บาท เพื่อเริ่มลงทุน ช่วงแรกได้รับเงินคืนกลับมาจริงพร้อมทั้งค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับเงินคืน เมื่อตรวจสอบทำให้ทราบภายหลังว่าเป็นมิจฉาชีพ
แนวทางการป้องกันตนเอง
การรู้เท่าทันภัยออนไลน์ ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ประชาชนควรระมัดระวังไม่กดลิงก์จากข้อความที่ไม่รู้จัก ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนโอนเงิน ไม่เชื่อผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ ระวังการสแกน QR Code ในที่สาธารณะ และหากมีข้อสงสัยควรโทรกลับไปยืนยันตัวตนจากหมายเลขโทรศัพท์จริงของหน่วยงานนั้น
ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่า โลกออนไลน์เต็มไปด้วยโอกาสและความสะดวกสบาย แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เราทุกคนต้องตระหนักรู้ การป้องกันตนเองที่ดีที่สุดคือการมีสติ รอบคอบ และไม่ประมาท โดยยึดหลัก“4 ไม่” คือ “ไม่กดลิงค์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เมื่อเราเข้าใจวิธีการของมิจฉาชีพ เราจะสามารถปกป้องทรัพย์สินและความปลอดภัยของตนเองและคนที่เรารักได้
หากพบเห็นหรือตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความได้ทันทีที่สายด่วน AOC 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง การรายงานอย่างรวดเร็วอาจช่วยให้สามารถติดตามคนร้ายและได้เงินคืน รวมถึงป้องกันผู้อื่นไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้