โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

EXIM BANK ตั้งเป้าท้าทาย ส่งออกโต 2%-ปรับบทบาทหนุน SME

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 03.47 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 04.12 น.
ชลัช รัตนบุญนิธิ

“ในมุมมองของ EXIM Bank การตั้งเป้าเชิงบวกมีความสำคัญต่อแรงจูงใจของผู้ประกอบการ และเชื่อว่าการผลักดันให้การส่งออกเติบโต 2% เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้” นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ล่าสุด

ตั้งเป้าเชิงบวกมองส่งออกโตได้ 2%

“ชลัช” กล่าวว่า EXIM Bank คาดการณ์การส่งออกของไทย สามารถจะขยายตัวมากกว่า 2% ต่อปีได้ ยกตัวอย่าง เช่น ในปี 2567 ที่เคยคาดการณ์กันว่าการส่งออกจะไม่ดี แต่ผลออกมาขยายตัวถึง 8% ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อรองรับความต้องการเงินทุนของผู้ประกอบการ ในการขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันไว้ที่ 60,000 ล้านบาท

โดยมีวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (Working Capital) กว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับออร์เดอร์และการขยายตัวของผู้ประกอบการ ซึ่งสินเชื่อหมุนเวียนนั้นมีความยืดหยุ่นสูง สามารถหมุนเวียนได้ 2-3 รอบตามรอบการค้าปกติ (3-6 เดือน) ทำให้ยอดสะสมการสนับสนุนจริงอาจสูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้ หรือราว 1 แสนล้านบาท

“ธนาคารตั้งเป้าไม่ให้ลดลงจากปีก่อน ซึ่งก็มีโอกาสที่ส่งออกจะเติบโตมากกว่า 2-3% หรืออาจขยายตัวได้สูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณคำสั่งซื้อ โดยลักษณะการดำเนินงานของ EXIM Bank แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เนื่องจากประเมินการปล่อยสินเชื่อจากออร์เดอร์ส่งออก ไม่ได้ประเมินจากแผนลงทุนหรือการขยายกิจการโดยตรง หากผู้ส่งออกมีคำสั่งซื้อเพิ่ม ธนาคารก็พร้อมสนับสนุนวงเงินเพิ่ม”

นอกจากนี้ยังมีโอกาสจากตลาดโลกที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย และยังมีพื้นที่ใหม่ที่ไทยยังไม่เข้าไปทำตลาดอย่างเต็มที่ ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์และการค้าผ่านระบบออนไลน์เอื้อต่อเอสเอ็มอีมากขึ้น การส่งสินค้าราคาต่ำก็สามารถทำได้ แต่เอสเอ็มอียังมีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร การทำตลาด และการสร้างแบรนด์

ปักธงสินเชื่อใหม่ปีนี้ 6 หมื่นล้าน

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ผ่านมา EXIM Bank ได้อนุมัติสินเชื่อใหม่ไปรวม 54,346 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท สะท้อนว่าการปล่อยสินเชื่อยังดำเนินต่อเนื่อง ส่วนปี 2569 ตั้งไว้ที่ 60,000 ล้านบาท

“ชลัช” กล่าวว่า ในโอกาสที่ธนาคารจะเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการครบ 32 ปี ก้าวสู่ปีที่ 33 ซึ่งตรงกับวันที่ 17 ก.พ.นี้ EXIM Bank ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จึงมุ่งปรับบทบาทสู่การเป็น “Export Co-pilot” ที่เข้าใจทิศทางการส่งออก วิธีบริหารจัดการความเสี่ยง และสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในทุกช่วงจังหวะของธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ก้าวข้ามความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ

“จะเน้นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงผ่านแพ็กเกจสินเชื่อควบคู่บริการประกันการส่งออก และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก”

หนุนเอสเอ็มอีหา “ตลาดใหม่”

“ชลัช” กล่าวว่า ภาคเกษตร อาหาร และบริการ ยังเป็นจุดแข็งของไทย แต่ส่วนใหญ่ยังส่งออกในลักษณะสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ได้เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมหรือการสร้างแบรนด์ จึงควรยกระดับสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกประมาณ 2.7 หมื่นราย เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ประมาณ 5,000-6,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นเอสเอ็มอีราว 2.2 หมื่นราย จากจำนวนเอสเอ็มอีทั้งประเทศที่มีประมาณ 3 ล้านราย

“เอสเอ็มอีที่เหลือกว่า 2.9 ล้านราย ยังพึ่งพาตลาดในประเทศ ซึ่งมีประชากรราว 66 ล้านคน ส่งผลให้การแข่งขันสูงและโอกาสเติบโตจำกัด หากไม่มีการพัฒนานวัตกรรมหรือขยายตลาดใหม่ อาจประสบปัญหาการแข่งขันด้านราคาและความอยู่รอดในระยะยาว”

โดย EXIM Bank พร้อมช่วยเอสเอ็มอีในการหาช่องทางตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะหากมีฐานการส่งออกที่ดีอยู่แล้ว แต่สามารถขยายตลาดใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือจากตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา หรือจีน จะช่วยเพิ่มคำสั่งซื้อและเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อ พร้อมพิจารณาวงเงินตามออร์เดอร์ทั้งหมด หากวงเงินมีขนาดใหญ่เกินขีดความสามารถ ธนาคารได้เตรียมความร่วมมือกับสถาบันการเงินอื่นไว้รองรับ โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) และธนาคารพาณิชย์ เพื่อร่วมสนับสนุนวงเงิน

“ธนาคารพร้อมผลักดันการกระจายความเสี่ยงด้วยการรุกตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง”

NPLs ลดเหลือ 3.66%

“ชลัช” กล่าวว่า ด้านแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของธนาคารมีการปรับลดลง จากการปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยปัจจุบันอัตรา NPLs อยู่ที่ประมาณ 3.66% ซึ่งธนาคารมีแนวทางรักษาระดับ NPLs ให้คงที่ แม้สินเชื่อใหม่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เป็น NPLs ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในประเทศมากกว่าผู้ส่งออก

“ธนาคารยังคงให้การสนับสนุนลูกค้าที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะหากเป็นธุรกิจส่งออก แม้สถานะปัจจุบันจะเป็น NPLs ก็ยังสามารถให้การช่วยเหลือต่อเนื่อง เนื่องจากหากหยุดสนับสนุนจะไม่มีโอกาสฟื้นตัว และอาจกลายเป็น NPLs ระยะยาว”

หนุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

กรรมการผู้จัดการ EXIM Bank กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องให้บริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของเงินบาท โดยใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น การทำสัญญา Forward แทนการเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งธนาคารมีมาตรการจูงใจด้วยการลดค่าธรรมเนียมหรือให้สิทธิพิเศษในการจอง Forward เพื่อส่งเสริมการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และชี้ให้เห็นว่าการอุดหนุนเงินจากภาครัฐเพื่อประกันความเสี่ยงไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน แต่ควรเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้จัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ธนาคารยังมอบประกันภัยการส่งออกและประกันภัยอัตราแลกเปลี่ยนให้กับลูกค้าผู้ส่งออกทุกราย เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเงินบาทผันผวน

“ในส่วนตลาดสหรัฐ ผู้ส่งออกไทยได้ปรับตัวรับมาตรการภาษีของสหรัฐ ด้วยการเจรจาปรับขึ้นราคาสินค้า แม้สหรัฐยังเป็นตลาดหลัก แต่ควรกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่เพิ่มเติม”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : EXIM BANK ตั้งเป้าท้าทาย ส่งออกโต 2%-ปรับบทบาทหนุน SME

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...