ตัดจบ 'ดีล' ปิดตำนานโควต้า 'บิ๊ก ด.' จาก บิ๊กเล็ก-บิ๊กแก้ว สู่ 'อนุทิน' ควบ กห. จับตา 'บิ๊กดุลย์' บนสมการอำนาจ ตท.26 'บิ๊กวิน-ปูด้วง-บิ๊กหยอย' เสริมแกร่ง กห.
รายงานพิเศษ
ตัดจบ ‘ดีล’ ปิดตำนานโควต้า ‘บิ๊ก ด.’
จาก บิ๊กเล็ก-บิ๊กแก้ว สู่ ‘อนุทิน’ ควบ กห.
จับตา ‘บิ๊กดุลย์’ บนสมการอำนาจ ตท.26
‘บิ๊กวิน-ปูด้วง-บิ๊กหยอย’ เสริมแกร่ง กห.
ทุกครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาล หรือปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังการเลือกตั้งปี 2566 จนมาถึงครั้งนี้ เลือกตั้ง 2569 มักจะมีชื่อ บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตรองเลขาธิการสำนักพระราชวัง (สนว.) และอดีต ผบ.ทบ. เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม มาทุกครั้ง หลังจากที่พ้นจากหน้าที่ ผบ.ทบ. เมื่อตุลาคม 2563 และแม้จะปฏิบัติหน้าที่ รองเลขาธิการ สนว. อยู่ก็ตาม ก็ยังมีกระแสข่าว จะได้ลาออกมารับตำแหน่ง
แต่โดยบทบาทหน้าที่ของ พล.อ.อภิรัชต์ ในเวลานั้น ทั้ง รองเลขาฯ สนว. และ รอง ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ แล้ว ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวในทางการเมืองได้
ด้วยเพราะตอนนั้นเป็นรัฐบาลยุค หลัง “ดีลลังกาวี” ที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ท่ามกลางกระแสข่าว “ดีลทักษิณกลับบ้าน” และเป็นดีลที่ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ถูกเชื่อว่าน่าจะมีส่วนรับรู้ และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับไทยในเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อยู่
เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อภิรัชต์ มีความผูกพันใกล้ชิดสนิทสนม และภายในพรรครู้กันดีว่า แม้ พล.อ.อภิรัชต์ จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ก็เป็นห่วงชาติบ้านเมืองและมีใจกับการขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค โดยที่นายพีระพันธุ์ก็เป็นเพื่อนรุ่นพี่ ที่สนิทสนมมายาวนานของ พล.อ.อภิรัชต์
อาจกล่าวได้ว่าในเวลานั้น นายพีระพันธุ์ทำหน้าที่แทน พล.อ.อภิรัชต์ ในการสู้ศึกทางการเมืองเคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ และมีนายทหารที่ใกล้ชิด หลายคนมาช่วยงานแบบเงียบๆ
ก่อนที่ต่อมา กรณี “ดีลลังกาวี” ที่ปรากฏเป็นข่าวและมีการเปิดภาพลังกาวี ที่ถูกเชื่อว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ พล.อ.อภิรัชต์ ต้องถูกลงโทษ ด้วยการ “ดองเวรโทษ 30 วัน”
ยังเป็นเรื่องเล่าและความกังขาของคนในแวดวงว่า ภาพ พล.อ.อภิรัชต์ ที่สนามบินลังกาวี นั้นหลุดออกมาได้อย่างไร
ก่อนที่ต่อมา พล.อ.อภิรัชต์ จะกราบบังคมทูลฯ ขอลาออก เพื่อไปรักษาสุขภาพ ด้วยเจ็บป่วยในหลายจุด จนมีคำสั่งโปรดเกล้าฯ ให้ลาออก เมื่อกันยายน 2567
หลัง พล.อ.อภิรัชต์ ไปรักษาสุขภาพในต่างประเทศ และไปใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา เพราะลูกสาวไปเรียนต่อ ผ่านไปกว่า 1 ปี พล.อ.อภิรัชต์สุขภาพแข็งแรงดี
เดินทางไปมาระหว่างไทยกับสหรัฐ
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า มีผู้พบเห็นใครบางคนแถวบ้านจันทร์ส่องหล้า หลังนายทักษิณออกจาก รพ.ตำรวจชั้น 14 มาอยู่บ้าน เสมือนว่า เวลานั้น “ดีล” ยังคงดำเนินต่อไป จากยุคของนายเศรษฐา ทวีสิน จนมาถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
และเป็นที่รู้กันว่า บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เป็นผลพวงของดีลนั้น จากการต่อรองให้เป็น รมว.กลาโหม แต่ก็ได้เป็นเพียงเลขานุการ รมว.กลาโหม เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ยอมปล่อยเก้าอี้นี้ แต่ให้นายสุทิน คลังแสง แกนนำพรรคมาเป็น รมว.กลาโหมพลเรือนคนแรก ที่ไม่ได้เป็นนายกฯ แทน
ก่อนที่ต่อมาเมื่อพรรคเพื่อไทยให้นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยให้ พล.อ.ณัฐพลเป็น รมช.กลาโหมเท่านั้น แต่ก็ถือว่า พล.อ.ณัฐพลยังเหนียวอยู่ในอำนาจ
และในห้วงที่มีการปรับคณะรัฐมนตรียังเคยมีชื่อของ บิ๊กแก้ว พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด การนำเตรียมทหารรุ่น 21 จะมาเป็น รมว.กลาโหม แต่เนื่องจากในเวลานั้นยังติดเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปีหลังพ้นจากการเป็นสมาชิกวุฒิสภา จึงมีการเว้นว่างยังไม่ทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง รมว.กลาโหม โดยมีการเว้นว่างเอาไว้เพื่อรอ พล.อ.เฉลิมพล
ในเวลานั้นเชื่อกันว่า พล.อ.เฉลิมพล ก็เป็นตัวแทนของ พล.อ.อภิรัชต์ ในการมานั่งเป็น รมว.กลาโหมนั่นเอง เพราะเพื่อนรุ่นน้องที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างมากถึงขั้นที่พาคณะไปลังกาวีด้วย
แต่ในที่สุด รัฐบาลแพทองธารอวสาน ด้วยคลิปบทสนทนากับ “อังเคิล” ที่สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา เพื่อนสนิทของบิดา นำมาแฉ และเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทย และการเมืองไทย และพรรคเพื่อไทย ไปตลอดกาล
เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินเกมการเมืองโดยจับมือกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม และเจรจากับพรรคประชาชน ให้โหวตสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ไม่ร่วมรัฐบาล ก่อกำเนิดรัฐบาลนายอนุทินขึ้น
โดยครั้งนี้ พล.อ.ณัฐพลได้เป็น รมว.กลาโหมครั้งแรก แต่อายุรัฐบาลก็สั้น แค่ 3 เดือน เพราะมีสัญญากับพรรคประชาชน
อีกทั้งนายทักษิณต้องกลับเข้าเรือนจำรับโทษ จากที่เลี่ยงกฎหมาย ไปพักที่ รพ.ตำรวจ และจบด้วยการที่พรรคเพื่อไทย แพ้เลือกตั้ง 2569 ที่มาเป็นพรรคอันดับสาม ได้ ส.ส.ต่ำร้อย ที่คาดกันว่าเป็นผลจากเรื่องกัมพูชาและคลิปอังเคิล
และในทางกลับกันพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทินที่แสดงบทแข็งกร้าว และสนับสนุนกองทัพในการเปิดการสู้รบกับกัมพูชารอบ 2 จนสามารถยึดแผ่นดินไทยกลับคืนมาได้เกือบทั้งหมดได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างท่วมท้นกว่า 190 ที่นั่ง
กล่าวได้ว่าการขึ้นสู่อำนาจของนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ “ดีล” ขั้วอนุรักษนิยม กับนายทักษิณ อันยาวนานนั้น สิ้นสุดลง
แต่ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายอนุทินกับ พล.อ.ประยุทธ์ และคีย์แมนขั้วอนุรักษนิยม ยังคงเป็นไปด้วยดี อีกทั้งตลอดเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทินก็เดินตามรอยเท้าลุงตู่ ทั้งนโยบายรัฐบาล และการประพฤติปฏิบัติตนของนายอนุทิน ที่เชื่อกันว่าอาจจะมีส่วนที่ทำให้ผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หันมาเลือกนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย จนชนะท่วมท้นด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชื่อของ พล.อ.ณัฐพล ยังเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม ในรัฐบาลใหม่ ของนายอนุทิน หรือ “ครม.อนุทิน 2”
อีกทั้ง พล.อ.ณัฐพลก็เพิ่งเป็น รมว.กลาโหมได้แค่ไม่กี่เดือน อาจเรียกได้ว่ายังไม่สุด ยังไม่เต็มวาระ จึงทำให้ในกระทรวงกลาโหมมีลุ้น ว่า พล.อ.ณัฐพลจะได้ไปต่อหรือไม่
ถึงขั้นมีกระแสข่าวว่า หากนายอนุทินควบ รมว.กลาโหมเอง พล.อ.ณัฐพลก็อาจจะยอมลดชั้น จากรัฐมนตรีว่าการ มาเป็น รมช.กลาโหม เท่านั้น เพราะไม่ถือว่าเป็นการลดเกรด เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นนายกรัฐมนตรี
อนุทิน ชาญวีรกูล กับ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์
หรือหากนายอนุทินไม่ควบ รมว.กลาโหม พล.อ.ณัฐพลก็ยิ่งมีลุ้น เพราะในแง่ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำงานทั้งในกองทัพ และหลายตำแหน่งในทำเนียบรัฐบาล จนถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเป็นทั้งเลขานุการกลาโหมและ รมช.กลาโหม มาต่อเนื่องหลายปี ถือว่า พล.อ.ณัฐพล ไม่เป็นรองใคร
หากในกรณีที่นายอนุทินอาจจำเป็นต้องควบเก้าอี้ รมว.มหาดไทยต่อไป เพราะเหตุผลทางการเมืองและเรื่องตัวบุคคลที่จะมานั่งเป็น มท.1 ยังหาผู้เหมาะสมไม่ได้
จนเคยมีข่าวว่านายอนุทินพยายามมองหาอดีตบิ๊กทหาร ยศพลเอก เพื่อให้มาเป็น รมว.กลาโหม แต่ก็ยังหาที่เหมาะสมในทุกประการทุกด้านยังไม่ได้
เพราะสำหรับ พล.อ.ณัฐพลเองมีจุดอ่อนอยู่ที่ภาพลักษณ์ ที่มักจะถูกทัวร์ลง ถูกโจมตีทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์หรือสั่งการในเรื่องการแก้ไขปัญหากับกัมพูชามาตลอด
สถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้มีกระแสข่าวว่า หาก พล.อ.ณัฐพลไม่ได้ไปต่อ บรรดาคีย์แมนขั้วอนุรักษนิยม จะดันชื่อ พล.อ.อภิรัชต์ ให้มาเป็น รมว.กลาโหมตัวจริง หลังจากที่ผ่านมา มอบหมายให้ พล.อ.ณัฐพล เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 20 รับหน้าที่แทนมาตลอด
แต่หากจะเรียงไทม์ไลน์ทางการเมืองแล้ว “ดีลลังกาวี” หรือดีลใดๆ ระหว่างนายทักษิณกับคีย์แมนขั้วอนุรักษนิยม น่าจะถือได้ว่าจบลงแล้ว จบลงพร้อมกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ของนายทักษิณ
แต่ที่ยังคงเหลืออยู่คือ สายสัมพันธ์ระหว่างนายอนุทินกับ พล.อ.ประยุทธ์ และคีย์แมนในขั้วอนุรักษนิยม รวมทั้งนายทุนคนสำคัญ และนายทักษิณ ที่ยังทำให้พรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาล และต้องไม่แผลงฤทธิ์ ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ในภายภาคหน้า
เช่นนี้ จึงทำให้มีกระแสข่าวว่า พล.อ.อภิรัชต์ จะมาเป็น รมว.กลาโหม แทน พล.อ.ณัฐพล จึงแพร่สะพัด
อีกทั้งมีการเอาไปเชื่อมโยงกับการปรากฏตัวครั้งแรกของ พล.อ.อภิรัชต์ ที่มาร่วมงานวันกองทัพบก เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา จะรีเทิร์นสู่การเมือง รับศึกแทน พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องไปทำหน้าที่องคมนตรีหรือไม่
แต่ที่สุดก็เป็นแค่ข่าวลือ เพราะ พล.อ.อภิรัชต์ยืนยันผ่านคนใกล้ชิด ยืนยันว่าจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง และยังคงใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ไม่คิดจะเล่นการเมือง ไม่ยุ่งการเมือง ขอพักผ่อนกับครอบครัว อย่างสงบ
อีกทั้งด้วยจำนวน ส.ส.ที่พรรคภูมิใจไทย ได้รับเลือกเข้ามา ทำให้นายอนุทินมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น และแทบจะไม่จำเป็นต้องเกรงใจใคร แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ อีกทั้งนายอนุทิน กับ พล.อ.อภิรัชต์ แม้จะรู้จักกัน แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก อีกทั้งอาจเรียกได้ว่า มี ‘แบ็กอัพ’ คนละสายคนละขั้ว
ประการสำคัญคือ มีรายงานยืนยันว่า ในที่สุดนายอนุทิน ก็จะควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม ด้วยตนเอง แน่นอน
พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์
จุดที่น่าสังเกตคือ จากที่นายอนุทินเคยตอบคำถามสื่อว่า นายกฯ ไม่จำเป็นต้องนั่ง รมว.กลาโหมก็คุม รมว.กลาโหมได้อยู่แล้ว เพราะนายกฯ คุมทั้งหมด
แต่เมื่อสื่อตีความว่า นายอนุทินส่งสัญญาณว่า จะไม่ควบกลาโหม และอาจจะนั่งควบ รมว.มหาดไทยต่อ ก็ทำให้นายอนุทินต้องออกมาแก้ข่าว
“ผู้สื่อข่าวถามผมว่าจะต้องนั่งกลาโหมเองไหม ถ้าไม่นั่งจะคุมได้ไหม ผมก็ต้องตอบว่าเป็นนายกฯ ก็ต้องคุมทุกกระทรวงอยู่แล้ว ผมไม่ได้ตอบว่า ผมจะไม่ไปนั่งกลาโหม แต่แป๊บเดียว ก็ไปพาดหัวกันแบบนั้น งานก็เข้าผมอีก” นายอนุทินกล่าว
จนถูกตีความอีกครั้งว่าการตอบเช่นนี้ คือการยอมรับว่าจะควบเก้า รมว.กลาโหมเอง
ดังนั้น ชื่อของอดีตบิ๊กทหาร รวมถึงชื่อของ พล.อ.อภิรัชต์ ก็จะเป็นแค่ข่าวลือ
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ
แต่ที่ยังคงลุ้นคือ พล.อ.ณัฐพล ที่อาจจะเป็น รมช.กลาโหม ช่วยงานนายอนุทิน ต่อไปหากนายกฯ ต้องควบ รมว.กลาโหม
หรืออีกคนหนึ่ง อาจเป็น บิ๊กดุลย์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม สายตรงบุรีรัมย์ ที่อาจจะได้ รมช.กลาโหมต่อไปอีกสมัย เพราะในห้วงหลายเดือนที่ผ่านมารับหน้าที่ดูแลเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้กองทัพ
อีกทั้ง พล.ท.อดุลย์ เพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ของนายอนุทินเองและเพื่อนร่วมรุ่น เตรียมทหาร 26 ของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทางบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. ที่จะมีความได้เปรียบในเรื่องการประสานงานกับกองทัพ
แม้ว่าในห้วงหลายเดือนของการเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทินจะโทร.ประสานพูดคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพด้วยตนเองก็ตาม โดยเฉพาะการพูดคุยกับ เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกและเลขาธิการ กอ.รมน. การนำเตรียมทหาร 26 เช่นกัน
ดังนั้น จึงจะกลับไปสู่สูตรเดิม คือนายอนุทินควบ รมว.กลาโหม และหากยังมีโควต้ารัฐมนตรีคนนอกเหลือพอ 1 ที่นั่ง ก็อาจจะตั้ง พล.ท.อดุลย์ เป็น รมช.กลาโหม แต่หากโควต้าคนนอกเต็ม ก็อาจจะใช้วิธีการตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีแทน
และคาดว่าจะให้ บิ๊กวิน พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข อดีต รอง ผบ.ทร. เตรียมทหาร 25 และที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเพื่อนร่วมรุ่นอัสสัมชัญ 98 และ วปอ.61 ของนายอนุทิน เป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม
พล.อ.อ.เสกสรร คันธา
คาดการณ์ว่าในการแต่งตั้งโยกย้าย กันยายน 2569 นี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์จะขยับจาก เสธ.ทบ. ไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ช่วยงานใกล้ชิดนายอนุทิน ที่จะควบ รมว.กลาโหม เพราะถือว่าทำงานเข้าขากัน และเป็นเสมือนที่ปรึกษาส่วนตัวของนายอนุทิน ซึ่งโดยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังควบ ผอ.รมน.อีกด้วย เพราะ พล.อ. ชัยพฤกษ์เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. ที่ต้องทำงานประสานใกล้ชิดกับนายอนุทินอยู่แล้ว
นอกจากนี้ นายอนุทินยังทำงานสนิทสนมใกล้ชิดกับ บิ๊กหยอย พล.อ.กฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แกนนำเตรียมทหารรุ่น 24 ตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทินมอบหมายให้บัญชาการการช่วยเหลือประชาชน และลงไปลุยน้ำท่วมด้วยกันมา
และโดยเฉพาะในห้วงการสู้รบกับกัมพูชารอบ 2 ที่ผ่านมา ได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกันตลอด จนถึงห้วงที่เกิดการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลกับอิหร่าน ที่นายอนุทินก็มอบหมายให้ พล.อ.อุกฤษฎ์ ในนามกองทัพไทยและเหล่าทัพเป็นกำลังหลักในการประสานกับกระทรวงการต่างประเทศในการติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือคนไทยในประเทศที่เกี่ยวข้อง
โดยที่ พล.อ.อุกฤษฎ์มีอายุราชการถึงตุลาคม 2570 ยังสามารถทำงานต่อเนื่องได้ พร้อมกับ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. แกนนำเตรียมทหาร 26 ที่จะเกษียณตุลาคม 2570 พร้อมกัน
ขณะที่ บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. แกนนำเตรียมทหารรุ่น 26 เช่นกัน มีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 ดังนั้น กองทัพจึงจะยังคงนิ่งไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการเหล่าทัพอย่างน้อย เกือบ 2 ปีต่อจากนี้
โดยมีการเปลี่ยนเพียง 2 ตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารเรือเท่านั้น ที่จะเกษียณ 30 กันยายน 2569 นี้ แต่คาดการณ์ว่าอำนาจจะยังคงอยู่ในมือเตรียมทหารรุ่น 26 รุ่นของ พล.อ.พนา และพล.อ.อ.เสกสรรต่อไป
เพราะแคนดิเดตที่มีแนวโน้มจะได้เป็นปลัดกลาโหมและผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ ก็เป็นเตรียมทหารรุ่น 26 คือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ และบิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ. กร.)
แต่อย่างไรก็ตาม หากนายอนุทินควบเก้าอี้สนามไชย 1 กลุ่มกลาโหมด้วยตัวเอง โดยจะได้จัดโผโยกย้ายทหารครั้งแรก เป็นโผกลางปีที่กำลังจัดทำกันอยู่ในห้วงเดือนมีนาคม ที่จะต้องเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งนายอนุทินยังคงเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี และมี พล.อ.ณัฐพลเป็นรักษาการ รมว.กลาโหมอยู่ โดยจะมีการประชุมบอร์ด 7 เสือกลาโหมเพื่อพิจารณาโผโยกย้ายนายทหาร แต่โผนี้ยังถือว่าเป็นโผเล็ก ที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่จับตากันที่กองทัพภาค 1 ว่าจะมีขยับบางตำแหน่งในการโยกย้ายกลางปีหรือไม่
ส่วนโยกย้ายปลายปีซึ่งเป็นโผใหญ่ ที่เวลานั้นนายอนุทินจะเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็มมือแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเก้าอี้ รมว.กลาโหมก็ยิ่งมีอำนาจแบบทวีคูณ
โดยสิ่งที่นายอนุทินจะต้องพบเจอ คือการจัดวางตัวขุนพลของกองทัพบก เพื่อเตรียมที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ. คนต่อจาก พล.อ.พนาในตุลาคม 2570
และจะยิ่งเข้มข้นหากว่า พล.อ.พนา ต้องส่งออกบิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผช.ผบ.ทบ. ความหวังของเตรียมทหารรุ่น 27 ที่ขับเคี่วเบียดเก้าอี้กับเตรียมทหารรุ่น 26 มาตลอด โดยถูกจับตามองว่าจะมีการขยับ พล.อ.อมฤต ให้ข้ามไปรองปลัดกระทรวงกลาโหมหรือไม่ เพื่อเตรียมจ่อเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ในตุลาคม 2570 หากว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์ รุ่นพี่เตรียมทหาร 26 ได้ข้ามจากกองทัพบกไปนั่งเสียบเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมเลยโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้
คาดว่านายอนุทินก็จะได้รู้จักกองทัพมากขึ้นว่าเวลาแต่งตั้งโยกย้าย จะมีแรงกดดันและเข้มข้นมากแค่ไหน จากที่เคยอยู่วงนอก และได้มาเป็นประธานของบอร์ด 7 เสือกลาโหมในฐานะ รมว.กลาโหม
เพราะกฎเหล็กที่ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.กลาโหมปี 2551 การแต่งตั้งโยกย้ายชั้นนายพลต้องผ่านบอร์ด7 เสือกลาโหมเท่านั้น การเมืองไม่สามารถแทรกแซง ในการแต่งตั้งโดยเฉพาะผู้บัญชาการเหล่าทัพได้
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.อมฤต เป็นน้องรักลุงตู่ เป็นความหวังของทหารเสือราชินี ร.21 รอ. เดิม ที่เติบโตมาตามครรลอง ผ่านมาทุกตำแหน่งในสายคอมแมนด์ ทั้งผู้บังคับการกรม ร.21 รอ. เดิม ผบ.พล.ร.2 รอ. และแม่ทัพภาค 1 ก่อนขึ้นเป็นห้าเสือกองทัพบก นั่ง ผช.ผบ.ทบ.
หากว่า พล.อ.อมฤตยังมีพลังแบ็กอัพที่แข็งแกร่ง ก็อาจจะได้อยู่ในกองทัพบกต่อไป เพื่อชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. กับบิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ที่เชื่อกันว่า พล.อ.พนาจะเสนอชื่อเป็น ผบ.ทบ.คนใหม่ต่อจากตนเองที่จะเกษียณตุลาคม 2570 เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 และเติบโตมาในสายรบพิเศษ
แต่โอกาสที่ พล.อ.อมฤตจะได้อยู่กองทัพบกต่อไป ในโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้ก็มีโอกาสน้อย เพราะตำแหน่งในห้าเสือกองทัพบกก็มีจำนวนจำกัด อีกทั้งเตรียมทหารรุ่น 26 ก็จ่อขึ้นมาหลายคน
เมื่อนั้นนายอนุทินก็ต้องร่วมตัดสินใจ แต่ไม่อาจแทรกแซงได้
อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันดีในกองทัพว่านายอนุทินเป็นนักการเมืองสีน้ำเงินเข้มและมีแบ็กอัพที่ไม่ธรรมดา และทำให้ฝ่ายทหารและผู้บัญชาการเหล่าทัพมีความเกรงใจไม่น้อย
นายอนุทินทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและหากควบกลาโหมด้วยแล้ว ก็อาจจะพอมีน้ำหนักในการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างขั้วอำนาจได้อยู่บ้างแต่ไม่อาจแทรกแซงได้ ยกเว้นการล็อบบี้เสียงของผู้บัญชาการเหล่าทัพเพราะในเจ็ดเสือกลาโหมมีฝ่ายการเมืองสองคน คือ รมว.กลาโหม และ รมช.กลาโหม แต่ฝ่ายผู้บัญชาการเหล่าทัพหรือข้าราชการประจำมีถึง 5 เสียง
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด หากนายอนุทินควบกลาโหมด้วยตนเองจึงน่าจับตามองบทบาทของนายกฯ ที่เป็นสนามไชย 1 พลเรือนอย่างยิ่งว่า จะทำให้การผ่องถ่ายอำนาจในกองทัพเกิดแรงกระเพื่อมหรือไม่ ที่จะทำให้นายอนุทินได้รู้จักกองทัพและรู้จักทหารลึกซึ้งกว่าที่เคยรู้จักมายาวนาน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตัดจบ ‘ดีล’ ปิดตำนานโควต้า ‘บิ๊ก ด.’ จาก บิ๊กเล็ก-บิ๊กแก้ว สู่ ‘อนุทิน’ ควบ กห. จับตา ‘บิ๊กดุลย์’ บนสมการอำนาจ ตท.26 ‘บิ๊กวิน-ปูด้วง-บิ๊กหยอย’ เสริมแกร่ง กห.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly