เปิดเส้นทางการแสดงของ “เบ็คกี้-รีเบคก้า” จากบทสมทบสู่ Global Star!
LSA Thailand
อัพเดต 16 มกราคม 2569 เวลา 19.57 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Lifestyle Asia Thailandเส้นทางการแสดงของ “เบ็คกี้-รีเบคก้า แพทริเซีย อาร์มสตรอง” คืออีกหนึ่งในการเดินทางที่น่าจับตาที่สุดในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากเด็กสาวที่เริ่มต้นด้วยบทนักแสดงสมทบและค่อยๆ สร้างการจดจำผ่านผลงานทีละขั้น จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก และก้าวสู่บทบาทที่ผู้คนให้ความสนใจที่สุดในปัจจุบันอย่าง “แนนโน๊ะ” ซึ่งเส้นทางของเธอไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความดัง แต่คือภาพของการเติบโตอย่างเป็นระบบผ่านการเลือกบทที่หลากหลายและการพิสูจน์ตัวเองในหลายแนว ทั้งซีรีส์ ภาพยนตร์ พีเรียด ไซไฟ และสยองขวัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่าเบ็คกี้คืออีกหนึ่งในนักแสดงรุ่นใหม่ที่พร้อมยืนระยะบนเวทีอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างแท้จริง
หากย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น เบ็คกี้ก้าวสู่วงการด้วยภาพลักษณ์สาวน้อยลูกครึ่งที่มีเสน่ห์และการแสดงที่เป็นธรรมชาติ ช่วงปี 2020–2022 คือช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ผู้ชมเริ่มคุ้นหน้าและจับตาเธอมากขึ้น โดยผลงานแรกที่ทำให้เธอเริ่มเป็นที่รู้จักคือ “TharnType ซีซั่น 2” (2020) ซึ่งเบ็คกี้เปิดตัวด้วยบท “ธัญญ่า” นี่คือก้าวแรกที่ทำให้ผู้ชมเริ่มจดจำเธอได้จากจอทีวี ก่อนที่ในปี 2022 เธอจะได้รับบทสมทบอีกครั้งใน “แอบหลงรักเดอะซีรีส์ Secret Crush On You” (2022) รับบท “ฝน” ซึ่งเป็นบทที่เริ่มฉายแววเคมีสาธารณะ และเป็นครั้งแรกที่เธอได้ร่วมงานกับ “ฟรีน-สโรชา จันทร์กิมฮะ” จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “คู่จิ้น” ที่ต่อมาเติบโตเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก
หลังจากสร้างฐานการจดจำได้อย่างต่อเนื่อง ช่วงปี 2022–2024 คือยุคที่เบ็คกี้ก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงแถวหน้าอย่างเต็มตัว และเป็นช่วงที่ชื่อของเธอถูกพูดถึงเป็นวงกว้างที่สุด โดยเฉพาะในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางของปรากฏการณ์ “ฟรีน–เบค” ที่ขับเคลื่อนกระแสซีรีส์ GL ในไทยให้กลายเป็นที่รู้จักในระดับสากล ผลงานที่เป็นหมุดหมายสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือ “ทฤษฎีสีชมพู GAP The Series” (2022–2023) ซึ่งเบ็คกี้รับบท “ม่อน” ซีรีส์แนว Girls’ Love ยุคบุกเบิกของไทยที่สร้างกระแสถล่มทลายไปทั่วโลก และมียอดวิวรวมใน YouTube กว่า 800 ล้านครั้ง ผลงานนี้ไม่เพียงทำให้เบ็คกี้กลายเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ แต่ยังตอกย้ำสถานะของเธอในฐานะ “Global Star” ที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมแฟนด้อมและอุตสาหกรรมซีรีส์ไทยอย่างชัดเจน
ในปี 2023 เบคกี้ยังขยายขอบเขตงานแสดงสู่ภาพยนตร์ด้วยการก้าวสู่จอเงินครั้งแรกใน “Long Live Love!” (2023) รับบท “นะโม” ลูกสาวจอมแก่นของ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” และ “ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ซึ่งเป็นบทบาทที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอสามารถรับมือกับทั้งคอมเมดี้และดราม่าครอบครัวได้อย่างเนี้ยบไม่แพ้รุ่นใหญ่ นี่คือการยืนยันว่าเบ็คกี้ไม่ได้ยืนอยู่ได้ด้วยกระแสเพียงอย่างเดียว แต่มีความสามารถในการแสดงที่ยืดหยุ่นและพัฒนาได้จริงตามบทที่ได้รับ
จากนั้นในปี 2024 เธอพลิกบทบาทอีกครั้งสู่ความสง่างามแบบพีเรียดใน “ปิ่นภักดิ์ The Royal Pin” (2024) รับบท “หม่อมเจ้าหญิงอนิลภัทร” ซึ่งเป็นบทที่ต้องใช้ภาษาที่สวยงาม กิริยาท่าทางที่ละเอียดอ่อน และความสง่างามในทุกจังหวะการแสดง การเปลี่ยนผ่านจากความร่วมสมัยไปสู่ความเป็นพีเรียดได้อย่างมั่นใจ ทำให้เห็นชัดว่าเบ็คกี้กำลังขยายขีดจำกัดของตัวเองอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเดินหน้าไปสู่บทที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2024–2025 เส้นทางของเบ็คกี้เริ่มขยายจักรวาลไปสู่โปรเจกต์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่มีความหลากหลายทางแนวและโปรดักชั่นสูง โดยหนึ่งในผลงานสำคัญคือ“Uranus2324” (2024) ที่เบ็คกี้รับบท “แคท” ในภาพยนตร์แนวไซไฟอวกาศ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เธอได้โชว์ทักษะการแสดงในสภาวะจำลอง และงานโปรดักชั่นระดับสากลอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนจะต่อยอดความสามารถด้านการแสดงไปอีกแนวทางใน “4 ป่าช้า (Graveyards Horror)” (2025) รับบท “ปั้น” ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเธอสามารถเล่นแนวสยองขวัญ–ระทึกขวัญได้เช่นกัน การกระโดดข้ามจากโรแมนติก ดราม่าครอบครัว พีเรียด ไซไฟ ไปจนถึงสยองขวัญ เป็นภาพที่ชัดเจนมากของนักแสดงที่กำลังสะสม “ความหลากหลาย” ให้กลายเป็นอาวุธหลักในอาชีพ
และในปี 2026 เส้นทางของเบ็คกี้เดินทางมาถึงจุดที่ถูกมองว่าเป็น “การรีเซ็ตครั้งใหญ่” สู่บทบาทที่ท้าทายที่สุดในอาชีพ โดยข่าวใหญ่ที่เพิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนเมื่อกลางเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา คือการเปิดตัวเบ็คกี้ในบทบาท “แนนโน๊ะ” ในโปรเจกต์ “เด็กใหม่ The Reset (Girl From Nowhere: The Reset)” ซึ่งเป็นจักรวาลใหม่แบบรื้อภาพจำที่ไม่ได้เป็นการสานต่อจากเวอร์ชั่นเดิม โปสเตอร์แรกของโปรเจกต์ยังเผยให้เห็นภาพลักษณ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน ผ่านสายตาที่เยือกเย็นและรอยยิ้มปริศนาที่เป็นเอกลักษณ์ของแนนโน๊ะ พร้อมสลัดภาพ “ลูกสาวคนสวย” หรือ “ท่านหญิง” ไปจนหมดสิ้น และยิ่งทำให้ผู้ชมตั้งตารอว่าเบ็คกี้จะถ่ายทอดบทบาทนี้ออกมาในเวอร์ชั่นของเธอได้อย่างไร
หากมองเส้นทางทั้งหมดนี้ในภาพใหญ่ เบ็คกี้-รีเบคก้า คือกรณีศึกษาของนักแสดงที่เติบโตผ่าน “วิวัฒนาการแห่งความหลากหลาย” อย่างชัดเจน เธอเป็นตัวอย่างของนักแสดงที่กล้าเสี่ยง ตั้งแต่การเล่นซีรีส์ GL ในวันที่แนวนี้ยังไม่แมสจนกลายเป็นผู้นำเทรนด์ในตอนนี้ เธอพัฒนาอยู่เสมอจากบทน้องสาวสู่ท่านหญิง และล่าสุดคือบทบาทที่ถูกมองว่าเป็น “ตัวแทนแห่งกรรม” อย่างแนนโน๊ะ และยังสะท้อนแนวคิด “Global Mindset” ผ่านการร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง CHANEL ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นสากลของเธอในทุกบทบาท
เส้นทางของเบ็คกี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเติบโตจากบทสมทบสู่บทนำ แต่คือการเดินทางของนักแสดงที่กล้าขยายกรอบของตัวเองอย่างต่อเนื่อง และใช้ทุกโปรเจกต์เป็นพื้นที่พิสูจน์ศักยภาพใหม่ๆ ในทุกช่วงเวลา และเมื่อมาถึงปี 2026 ที่เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่บทบาท “แนนโน๊ะ” อย่างเต็มตัว เส้นทางนี้ก็ยิ่งน่าจับตามองขึ้นไปอีก เพราะนี่อาจเป็นบทที่ไม่เพียงเปลี่ยนภาพจำของเธอ แต่เปลี่ยนบทสนทนาของวงการบันเทิงไทยในระดับสากลได้เช่นกัน
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.