“ธนาคารกลางฟิลิปปินส์” เตือนราคาน้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย
"ธนาคารกลางฟิลิปปินส์" เตือนราคาน้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อทะลุกรอบเป้าหมาย 4% และบีบให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง
วันที่ 6 มีนาคม 2569 เวลา 10.35 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Eli Remolona Jr. ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ธนาคารกลางต้องพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้น เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมายของธนาคารกลาง
Remolona ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นราว 10% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 50% สถานการณ์ดังกล่าวจะจำเป็นต้องมีมาตรการตอบสนองที่เข้มข้นมากขึ้น
เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television ที่กรุงเทพฯ ว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นถึงระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้ออาจทะลุช่วงความทนทานของธนาคารกลางที่กำหนดไว้ที่ 4% เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังมีแนวโน้มผลักดันต้นทุนสินค้าอื่น ๆ ให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
“หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เราจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติม” Remolona กล่าว
คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากธนาคารกลางฟิลิปปินส์เพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามขณะนี้ธนาคารกลางกำลังเผชิญความเสี่ยงใหม่จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น
Remolona ยังระบุว่า ธนาคารกลางมีพื้นที่จำกัดในการใช้นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังเศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตเพียง 3% ในไตรมาส 4 ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพของประเทศที่ประเมินไว้ที่ 5.5–6%
เขาอธิบายว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์กำลังเผชิญวงจรเชิงลบที่ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอส่งผลให้การเติบโตชะลอลง และการเติบโตที่ต่ำก็ยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม Remolona ระบุว่าธนาคารกลางยังคงหวังว่าจะไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หากความเสี่ยงต่าง ๆ ไม่เกิดขึ้นจริง โดยในสถานการณ์ปัจจุบันธนาคารกลางมีแนวโน้มจะคงนโยบายการเงินในระดับเดิม
แม้เผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ยังแสดงความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารของประเทศ โดยระบุว่ามีความแข็งแกร่ง มีสภาพคล่องเพียงพอ และมีเงินทุนสำรองรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง
อ้างอิง : www.bloomberg.com