คิดว่าตอนนี้โซเชียลมีเดียกำลังกำหนดมื้ออาหารของเราแทนการชิมด้วยปากหรือไม่?
LSA Says: ก่อนจะจองร้านอาหารในวันนี้ เราทำอะไรเป็นอย่างแรก? ไม่ใช่การโทรถามเพื่อน ไม่ใช่การเปิดหนังสือแนะนำร้านอาหาร และไม่แม้แต่การเดินสำรวจด้วยตัวเอง แต่คือการเลื่อนหน้าจอ ค้นหาแฮชแท็ก ดูรีวิว 30 วินาที และอ่านคอมเมนต์ใต้คลิปไวรัล เพราะปัจจุบันโลกดิจิทัลได้กลายเป็น “นักชิม” คนใหม่ที่คอยชี้นำว่าเราควรกินอะไร ที่ไหน และเมื่อไร โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว
ในอดีตการเลือกร้านอาหารคือผลลัพธ์ของคำบอกต่อ ความไว้วางใจ และประสบการณ์ตรง ร้านหนึ่งร้านอาจค่อยๆ เติบโตจากคุณภาพของรสชาติและความสัมพันธ์กับลูกค้า แต่ในปัจจุบันร้านสามารถโด่งดังข้ามคืนได้จากคลิปสั้นเพียงคลิปเดียว ความนิยมไม่ได้ถูกวัดด้วยรสชาติเท่านั้น หากวัดด้วยยอดวิว ยอดแชร์ และการถูกผลักดันโดยอัลกอริทึม ระบบที่มองไม่เห็นนี้คัดเลือกสิ่งที่ “น่าดู” มากกว่าสิ่งที่ “น่ากิน” และเมื่อภาพคือสิ่งแรกที่เรารับรู้ อาหารจึงเริ่มถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อสายตาก่อนปลายลิ้น
เราจึงเห็นจานอาหารที่จัดวางอย่างประณีต สีสันจัดจ้าน หรือมีลูกเล่นเหนือความคาดหมาย ชีสที่ไหลเยิ้มแบบสโลว์โมชั่น เครื่องดื่มที่ไล่เฉดสีราวกับงานศิลปะ คาเฟ่ที่ออกแบบมุมถ่ายรูปมากกว่าพื้นที่นั่งจริง ร้านจำนวนไม่น้อยไม่ได้คิดแค่เมนู แต่คิดถึง “มุมกล้อง” ไปพร้อมกัน ความอร่อยยังสำคัญ แต่ความ “ถ่ายขึ้น” กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนตาม เราเผลอจัดจานก่อนกิน เลือกโต๊ะที่แสงดี เลื่อนดูรีวิวระหว่างรออาหาร และบางครั้งตัดสินร้านจากฟีดอินสตาแกรมโดยยังไม่ทันชิม
โซเชียลมีเดียยังสร้างวัฒนธรรม “FOMO” หรือความกลัวที่จะตกกระแส ร้านป๊อปอัพที่เปิดช่วงสั้นๆ เมนูพิเศษที่มีเวลาจำกัด หรือร้านที่ต้องต่อคิวหลายชั่วโมงเพราะกำลังไวรัล ล้วนกระตุ้นให้การกินกลายเป็นกิจกรรมที่ต้องทันเวลามากกว่าจะเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เราไม่ได้แค่ไปกินเพื่อความอิ่ม แต่ไปเพื่อมีส่วนร่วมในบทสนทนาร่วมสมัย ไปเพื่อโพสต์รูป ไปเพื่อยืนยันว่าเราไม่พลาดสิ่งที่คนอื่นกำลังพูดถึง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าร้านนั้นอร่อยหรือไม่ แต่คือเราเลือกร้านเพราะอยากกินจริงๆ หรือเพราะอยากอยู่ในกระแส
ขณะเดียวกันด้านบวกของปรากฏการณ์นี้ก็ชัดเจนไม่แพ้กัน โซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้ร้านเล็กๆ ที่ไม่มีงบโฆษณามหาศาลสามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ อาหารท้องถิ่นที่เคยจำกัดอยู่ในชุมชนสามารถกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เชฟไม่จำเป็นต้องพึ่งสื่อกระแสหลักเพียงอย่างเดียว แต่สามารถสื่อสารเรื่องราว แรงบันดาลใจ และเบื้องหลังการทำงานผ่านแพลตฟอร์มของตนเองได้โดยตรง อำนาจในการนิยามความอร่อยจึงกระจายตัวมากขึ้น ผู้บริโภคมีข้อมูลมากขึ้น และสามารถเปรียบเทียบทางเลือกได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตามเมื่อทุกอย่างถูกแปลงเป็นคอนเทนต์ อาหารก็ไม่ใช่แค่อาหารอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ เราเลือกกินบางอย่างเพราะมันสะท้อนภาพลักษณ์ที่เราอยากนำเสนอ เช่น การเลือกร้านออร์แกนิกเพื่อสื่อถึงสุขภาพ การเลือกไฟน์ไดนิ่งเพื่อสะท้อนรสนิยม หรือการเลือกสตรีทฟู้ดเพื่อแสดงความติดดิน อาหารกลายเป็นภาษาอีกชุดหนึ่งที่ใช้บอกเล่าว่าเราเป็นใคร และสิ่งที่น่าสนใจคืออัลกอริทึมไม่ได้เพียงสะท้อนความนิยม แต่ยังสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาเอง เมื่อเรากดไลก์หรือดูคลิปเกี่ยวกับอาหารประเภทหนึ่ง ระบบก็จะป้อนเนื้อหาคล้ายกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ “ทุกคน” กำลังพูดถึง ทั้งที่แท้จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงโลกเล็กๆ ที่ถูกคัดกรองมาให้เราโดยเฉพาะ รสนิยมของเราจึงค่อยๆ ถูกหล่อหลอมโดยการมองเห็นซ้ำๆ มากกว่าการทดลองจริง เราอาจเชื่อว่าเรากำลังเลือกเอง แต่การเลือกนั้นเกิดขึ้นภายในกรอบที่ถูกจัดวางไว้แล้ว
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วจะรู้ว่าโซเชียลมีเดียไม่ได้ทำลายประสบการณ์การกิน หากแต่เปลี่ยนเงื่อนไขของมันเพราะมื้ออาหารในยุคนี้มีทั้งรสชาติ แสง สี เสียง และยอดไลก์ปะปนอยู่ในจานเดียวกัน ความอร่อยยังคงมีความหมายแต่ต้องแข่งขันกับความสวยงามและการแชร์ได้ คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรเลิกถ่ายรูปอาหารหรือไม่ หากคือเรายังรับรู้รสชาติอย่างตั้งใจหรือเปล่า เรายังเปิดพื้นที่ให้ความเงียบของการลิ้มลองโดยไม่ต้องรีบโพสต์หรือไม่ นี่แหละคืออิทธิพลหลักอย่างหนึ่งว่าภาพลักษณ์อาจมาก่อนการได้ชิมรสชาติจริง และเกมของโลกแห่งวงการอาหารอาจจะเป็นเช่นนี้ไปอีกสักระยะโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเองผ่านรสชาติในขั้นตอนแรกหรือไม่…
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.