โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามอิหร่าน! สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
สงครามอิหร่าน! สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู

เอาประเทศของพวกคุณคืนมา…

President Donald Trump

คำแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ถึงประชาชนอิหร่าน

หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเกิดขึ้น

28 February 2026

มี 2 มุมมองในอิหร่านปัจจุบัน พอตกกลางคืน จะมีชาวอิหร่านส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาเต้นรำ ฉลอง และร้องไห้ด้วยความดีใจต่อการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และมีความหวังว่า การเสียชีวิตครั้งนี้จะเป็นจุดจบของการปกครองของพวกนักบวช และการโดดเดี่ยวตัวเองของอิหร่านออกจากตะวันตก แต่ในตอนกลางวัน ก็จะมีฝูงชนอีกส่วนหนึ่งที่ออกมาร้องห่มร้องไห้เสียใจรวมตัวกันอยู่ที่จตุรัสในเตหะรานและอิสฟาฮาน เรียกร้องให้แก้แค้นลงโทษต่อการกระทำที่เกิดขึ้น และคร่ำครวญต่อการสูญเสียผู้นำอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา

Patrick Wintour

Diplomatic Editor, The Guardian

1 March 2026

ในช่วงของการประท้วงใหญ่บนท้องถนนในอิหร่านในเดือนมกราคม คาเมเนอีถูกย้ายไปยังสถานที่ที่มั่นใจว่ามีความปลอดภัยสำหรับตัวเขา แต่ในวันเสาร์ ( 28 กุมภาพันธ์) เขารู้สึกมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงได้จัดประชุมด้านความมั่นคงขึ้นในคอมปาวด์ของตนเองในเตหะราน

CIA ได้ติดตามข้อมูลการประชุมนี้มาล่วงหน้าแล้ว และส่งต่อข้อมูลข่าวกรองให้แก่อิสราเอล [ทำให้ในเวลาต่อมา] เครื่องบินขับไล่อิสราเอลทำการบินราว 2 ชั่วโมง และเปิดการโจมตีคอมปาวด์ดังกล่าวด้วยอาวุธปล่อยระยะไกลจำนวน 30 ลูก

Dan Sabbagh

Defense and Security Editor, The Guardian

1 March 2026

เรือแม่ของการก่อการร้ายกำลังจมลง กัปตันตายแล้ว [และ] การก่อการร้ายที่สนับสนุนโดยรัฐที่ใหญ่ที่สุดคืออิหร่าน ได้เข้าใกล้การล่มสลาย [เพราะ] ผู้นำของการก่อการร้ายที่สนับสนุนโดยรัฐและทีมวงในของเขาตายไปหมดแล้ว

Republican Senator Lindsey Graham

[ผู้นำปีกขวาในการเมืองอเมริกัน]

1 March 2026

เป็นเรื่องที่น่ากังวลว่า เรากำลังสูญเสียพันธมิตรไปต่อหน้าต่อตาเรา เริ่มต้นที่เวเนซุเอลาล้มลง ตอนนี้อิสราเอลเผาอิหร่านเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พรุ่งนี้คิวบาอาจจะกระดิกหางจากไป [และ] เราจะถูกทอดทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว

General Andrey Gurulev

Deputy of the State Duma of the Russian Federation

2 March 2026

สิ่งนี้ไม่ใช่สงครามของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างที่เรียกกัน แน่นอนว่า ระบอบเปลี่ยนไปแล้ว และโลกก็ดีขึ้นจากการเปลี่ยนเช่นนี้

Pete Hegseth

US Defense Secretary

2 March 2026

การโจมตีด้วยจรวดเริ่มต้นขึ้นแล้ว จากนี้ไป โลกทั้งใบจะได้ดูอิสราเอลถูกทำลาย

Ayatollah Alireza Arafi

รักษาการผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

2 March 2026

นับตั้งแต่สงครามใหญ่ของโลกเกิดที่ยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 แล้ว เห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของแบบแผนสงคราม ซึ่งก่อนที่สงครามยูเครนจะเกิดขึ้นนั้น นักยุทธศาสตร์ นักการทหารมักจะให้ความสนใจกับ ‘สงครามอสมมาตร’ (Asymptomatic Warfare) ที่มีลักษณะเป็นสงครามภายใน หรือเป็นไปในแบบของ ‘สงครามของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ’ (Non-State Warfare)

สงครามในลักษณะเช่นนี้มีนัยของ ‘สงครามก่อการร้าย’ หรือสงครามก่อความไม่สงบ เช่นที่ปรากฏให้เห็นในยุคหลังสงครามเย็น และหลังเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐฯ ในกรณี 9/11 ซึ่งมีลักษณะของสงครามที่ดำเนินการโดยตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actors) ไม่ใช่สงครามตามแบบปกติที่เราคุ้นเคย อันเป็น ‘สงครามของรัฐและรัฐ’ เป็นคู่สงคราม

ดังนั้น เมื่อสงครามชุดใหม่เกิดในปี 2022 แล้ว เห็นได้ชัดว่า สงครามหลังจากนั้น เริ่มหวนกลับสู่ความเป็น ‘สงครามสมมาตร’ ที่มีความหมายของสงครามระหว่างรัฐมากขึ้น และวันนี้ของปี 2026 สงครามระหว่างรัฐในแบบเดิมได้หวนคืนสู่เวทีการเมืองโลกอีกครั้งคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลและอิหร่าน

แน่นอนว่า ในบริบทของสงครามนั้น สงครามอิหร่านครั้งนี้มีความท้าทายอย่างยิ่ง ซึ่งไม่เพียงมีโอกาสที่จะขยายตัวเป็น ‘สงครามใหญ่’ ในภูมิภาคเท่านั้น หากยังมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงของโลกอีกด้วย

ฉะนั้น บทความนี้จะทดลองสำรวจสภาวะของสงครามนี้อย่างสังเขป พร้อมทั้งพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดกับการเมืองและเศรษฐกิจโลกในระดับมหภาค

สงครามปีม้าไฟ

จากปฏิบัติการของทรัมป์ที่เวเนซุเอลาในวันที่ 3 มกราคม 2026 แล้ว คำถามที่เกิดตามมาก็คือ ผู้นำสหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการต่ออิหร่านหรือไม่ …

ใครเลยจะคิดว่าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ จะเป็น ‘วันมหาสงคราม’ อีกวันหนึ่งของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังจากเขาเปิดสงครามกับเวเนซุเอลามาแล้วในการฉลองเทศกาลปีใหม่ในวันที่ 3 มกราคม แล้วในที่สุด ผู้นำสหรัฐฯ ก็ตัดสินใจเปิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งว่าที่จริงแล้ว ก็ไม่ผิดคาดเท่าใดนัก เพราะด้วยบุคลิกของทรัมป์ โอกาสที่สหรัฐฯ จะประนีประนอมในการแก้ปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านนั้น ‘น่าจะเป็นไปได้ยาก’

นอกจากนี้ ทรัมป์มีท่าทีที่อยากจัดการปัญหานี้ให้จบโดยเร็ว ดังจะเห็นได้จากการประสานการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา แต่ปฏิบัติการทางทหารครั้งนั้น ก็ ‘ไม่สามารถ’ ทำให้อิหร่านต้องประกาศยุติโครงการนิวเคลียร์ของตนเองแต่อย่างใด จนในที่สุด ทรัมป์ได้เปิดปฏิบัติการทางทหารซ้ำอีกครั้งดังที่กล่าวแล้ว

ดังนั้น ปีนี้ 2026 คงต้องยอมรับว่าเป็น ‘ปีม้าไฟ’ อย่างแท้จริง…บางทีในอีกมุมหนึ่ง อยากจะขอเรียกว่าเป็น ‘ปีม้าสงคราม’ ก็คงไม่ผิดนัก

ในทางทหาร สัญญาณสงครามมาชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว เราเห็นการวางกำลังขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือเข้าสู่พื้นที่ และตามมาด้วยการกดดันของทำเนียบขาวให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน อันนำไปสู่การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ ผลการเจรจาดูจะไม่ถูกใจผู้นำสหรัฐฯ เท่าใดนัก อันทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า สหรัฐฯ จะเปิดการโจมตีอิหร่าน

จนในที่สุด การโจมตีก็เกิดขึ้นจริง…ไม่ใช่การโจมตีของสหรัฐฯ ฝ่ายเดียว หากเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่าง ‘สหรัฐฯ -อิสราเอล’ อันส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะเท่ากับมีนัยว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นกับอิหร่านนั้น เป็นฝีมือของอิสราเอลด้วย อีกทั้งต้องยอมรับว่า ปฏิบัติการนี้ลักษณะของ ‘การสังหารผู้นำ’ เช่นในแบบที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ในปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะการมุ่งสังหารผู้นำระดับบน หรือถ้าเป็นไปได้ก็จัดการสังหารในระดับสูงสุด

ทัศนะเช่นนี้ดูจะเป็นความเชื่อในแบบ ‘สงครามต่อต้านการก่อการร้าย’ ที่มักมีความเชื่อพื้นฐานประการหนึ่งที่สำคัญว่า การสังหารตัวผู้นำ จะทำให้ขบวนการก่อการร้ายนั้น ‘ต้องสิ้นสุด’ หรือล้มลง หรืออย่างน้อยก็หมดประสิทธิภาพลง การตามล่าสังหารตัวผู้นำจึงเป็นหนทางปฏิบัติหนึ่งที่สำคัญของสงครามของฝ่ายรัฐ

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าในปี 2025 ที่ผ่านมา อิสราเอลและสหรัฐฯ ก็เปิดการโจมตีทางอากาศกับอิหร่านมาแล้ว ซึ่งมีผลอย่างมากในการลดทอนศักยภาพทางทหารอิหร่าน ฉะนั้น การโจมตีอิหร่านในปี 2026 จึงเป็นเสมือนการโจมตีเป้าหมายเดิม แต่เป็นเป้าเดิมที่ขาดศักยภาพในการป้องกันตัวเองอย่างมาก อันจะเห็นได้ชัดว่า การรับมือกับการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในปัจจุบันนั้น เป็นสิ่งที่กองทัพอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน ‘รับมือได้ยากมาก’

ถ้าเราเรียกสงครามยูเครนว่า ‘สงครามของปูติน’ แล้ว สงครามอิหร่านทั้งในกรณีของเดือนมิถุนายน 2025 และในวาระปัจจุบัน ก็อยากจะขอเปรียบเปรยสงครามอิหร่านครั้งนี้ว่าเป็น ‘สงครามของทรัมป์และเนทันยาฮู’…ถ้าปูตินขับเคลื่อนสงครามยูเครน ฉันใด ทรัมป์และเนทันยาฮูก็คือ ‘ผู้ขับเคลื่อนสงครามอิหร่าน’ ฉันนั้น

สงครามของการเปลี่ยนระบอบการปกครอง

น่าสนใจอย่างมากว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกำหนดเวลาการสังหารอย่างชัดเจน โดยเปิดการโจมตีในเวลาที่ ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจัดการประชุมกับผู้นำระดับสูงอีก 3 คนคือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (Ali Shamkhani) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Mohammad Pakpour- IRGC) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (Amir Nasirzadeh)

การโจมตีครั้งนี้ สามารถสังหารผู้นำสูงสุด พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านครั้งใหญ่ได้ในคราวเดียวกัน และเป็นความหวังอย่างมากว่า การเสียชีวิตในครั้งนี้ จะนำไปสู่ ‘การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง’ (Regime Change) ในแบบที่สหรัฐฯเคยทำมาแล้วในอัฟกานิสถาน และอิรัก

อีกทั้งปฏิบัติการทางทหารในการเปลี่ยนระบอบการปกครองล่าสุดคือ การบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็คงต้องยอมรับว่าการกระทำต่ออิหร่านในครั้งนี้ ‘อาจไม่ง่ายทั้งหมด’ เช่นในแบบของเวเนซุเอลา หรือที่กล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า อิหร่านไม่ใช่เวเนซุเอลา และก็อาจจะไม่จบแบบง่ายๆ เช่นในกรณีเวเนซุเอลา

แน่นอนว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดครั้งนี้ จะส่งผลให้ ‘ระบอบศาสนจักร’ เปลี่ยนเป็น ‘ระบอบนิยมตะวันตก’ หรือเกิดระบอบใหม่ที่มีท่าทีไปในนิยมทางตะวันตกมากขึ้น และเป็นระบอบการปกครองที่ไม่ต่อต้านตะวันตก และไม่เป็นศัตรูกับอิสราเอล

ในทางปฏิบัติ การจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้จริง อาจมีนัยถึงการส่งกำลังรบเข้าควบคุมสถานการณ์ในประเทศเป้าหมาย และยังต้องส่งคณะที่ปรึกษาเข้าไปช่วยจัดการในการปกครองประเทศดังกล่าวด้วยการนำเอาแนวคิดทางทฤษฎี ‘การสร้างชาติ’ (Nation Building) มาใช้ ดังที่ปรากฏให้เห็นในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถานมาแล้ว

ทั้งยังต้องไม่ลืมบทเรียนในอดีตว่า สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในอิรักนั้น เป็นจำนวนมากกว่า 1 แสนนาย ซึ่งเป็นคำตอบบ่งบอกชัดในเวลาต่อมาว่า แม้จะมีทหารอเมริกันและชาติพันธมิตรตะวันตกเป็นจำนวนมากทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน แต่สุดท้ายก็ ‘ไม่สามารถ’ ควบคุมสงครามการก่อความไม่สงบในประเทศทั้ง 2 ได้จริง และต้องถอนตัวออกมา ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่สหรัฐฯ ต้องถอนตัวออกจากเวียดนามใต้ในปี 1975

ในอีกด้านหนึ่งของปัญหา การเปิดสงครามครั้งนี้ก็กลายเป็นปัญหาด้านงบประมาณและพันธะด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ อย่างมาก และทรัมป์เองได้หาเสียงอย่างชัดเจนที่จะไม่ดำเนินนโยบายในทิศทางเช่นนั้นอีก ซึ่งฐานเสียงของเขาในการเมืองอเมริกันก็คิดในทางเช่นนั้น จึงได้เลือกเขาเป็นประธานาธิบดี และถ้าต้องเอากำลังภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่านแล้ว สังคมอเมริกันโดยรวมน่าจะ ‘ไม่ตอบรับ’ กับการกระทำเช่นนี้อย่างแน่นอน ซึ่งในเวลาปัจจุบัน หลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่า ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ตัดสินใจเช่นนั้น เพราะจะกลายเป็นปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน

กรณีเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างมากว่า ผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการของทรัมป์ในครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไรกับ ‘การเลือกตั้งกลางเทอม’ ที่จะเกิดขึ้นในการเมืองอเมริกันในช่วงปลายปีนี้ ทรัมป์จะสร้างกระแสชาตินิยมได้จริงเพียงใดจากการโจมตีต่ออิหร่าน จนกลายเป็นคะแนนเสียงจากคนในสังคมอเมริกันให้แก่พรรครีพับลิกันอีกครั้งในตอนปลายปี…สงครามอิหร่านในบริบทนี้ จึงเป็น ‘เกมเสี่ยง’ ของทรัมป์อย่างแน่นอน แต่ทรัมป์ก็เล่นเกมเสี่ยงในเวทีระหว่างประเทศมาโดยตลอด

ความท้าทายของการเปลี่ยนระบอบการปกครอง

การสังหารผู้นำสูงสุดอย่างเดียว และหวังว่าจะเกิดปรากฏการณ์ ‘การลุกฮือของมวลชน’ ในแบบอาหรับสปริงในปี 2010-2011 ก็อาจจะไม่ง่ายเช่นนั้น และถ้าเปลี่ยนระบอบได้จริง และถ้าผู้นำคนใหม่ของประเทศมาจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้ว ผู้นำคนนั้น ก็อาจจะประสบกับแรงต้านภายใน และอาจกลายเป็นปัญหา ‘ความนิยมทางการเมือง’ ได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเขาผู้นั้น อาจจะถูกมองจากสังคมภายในว่า เป็น ‘ตัวแทน’ ของฝ่ายตะวันตก

แม้ชาวอิหร่านจำนวนมากอาจไม่พอใจกับความเข้มงวดของระบอบเดิม แต่พวกเขาก็อาจไม่ชอบอเมริกาและอิสราเอลด้วย … การเข้ามาแทรกแซงของสหรัฐฯ อาจจะได้รับความพอใจบางส่วนจากฝ่ายต่อต้านระบอบเดิมที่เป็นปีกเสรีนิยม แต่สำหรับคนอีกส่วนที่เป็นสายจารีตนิยม พวกเขาอาจจะรับไม่ได้เลย เพราะปฏิบัติการครั้งนี้มาจากความร่วมมือของอิสราเอลด้วย

นอกจากนี้ หากสนับสนุนบุตรชายของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านให้กลับมาเป็นผู้นำรัฐบาล ก็ไม่ชัดเจนว่า สังคมอิหร่านยุคปัจจุบันจะยอมรับหรือไม่ แต่ทรัมป์ได้กล่าวกับสื่อว่า เขามีคนอยู่ในใจแล้ว…เขามองคนไว้แล้ว

ดังนั้น จึงน่าติดตามว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของทรัมป์ในอิหร่านจะเป็นเช่นไร และจะกลายเป็น ‘กับดักทางทหาร’ ให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามามีปัญหาเช่นในกรณีของอิรัก และอัฟกานิสถานอีกหรือไม่

อีกทั้ง การเปลี่ยนระบอบครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลแล้ว ก็อาจจะเป็น ‘สินค้าทางการเมือง’ ที่ขายได้ยากในโลกอาหรับ แม้จะมีชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ บางประเทศให้การสนับสนุนอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็อาจเผชิญแรงต้านจากโลกมุสลิมโดยรวม

นอกจากนี้ การสร้างระบอบการปกครองใหม่ต้องการ ‘ผู้นำที่เก่งและมีประสิทธิภาพ’ เพราะหลังการโค่นระบอบเก่าแล้ว ผู้คนมักจะมีความคาดหวังอย่างมาก เช่น พวกเขาต้องการเห็นประเทศเป็นเสรีนิยมมากขึ้น มีการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีมากขึ้น ตลอดรวมถึงความหวังว่า ชีวิตโดยทั่วไปของคนในสังคมจะดีขึ้น หรือคนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขี้น เป็นต้น ดังนั้น ‘โจทย์ผู้นำ’ จึงเป็นปัญหาที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และระบอบใหม่จะดำรงอยู่ได้ยากมาก ถ้าปราศจาก ‘ผู้นำที่เก่งและมีประสิทธิภาพ’

ดังนั้น เราอาจกล่าวเป็นข้อสังเกตที่สำคัญได้ว่า กระบวนการการสร้างชาติจะไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพของชาติมหาอำนาจที่เข้าไปแทรกแซงในการให้กำเนิดระบอบใหม่เท่านั้น หากแต่ผู้ปกครองที่เป็นตัวแทนของคนในท้องถิ่นจะต้องเก่งและมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ด้วย มิเช่นนั้นแล้ว ความอยู่รอดของระบอบใหม่อาจจะมีปัญหาได้ไม่ยาก

ผลกระทบเชิงมหภาคต่อโลก

สิ่งที่ต้องติดตามอย่างมากในอีกประการในสงครามที่เกิดขึ้นคือ ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านนั้น จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญกับเวทีโลกอย่างไร

ผลในเวทีโลก

1. การโจมตีที่เกิดขึ้นจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะภูมิภาคตะวันออกกลางมีสถานะเป็น ‘แหล่งพลังงานของโลก’ และยังเป็นฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกด้วย

2. สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงาน ทั้งในกรณีของน้ำมันและแก๊สธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นสูตรสำเร็จที่คาดได้ว่า สงครามที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น จะมีผลโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก และจะส่งผลให้ราคาพลังงานในแต่ละประเทศขยับตัวตามไปด้วย

3. ดังที่เห็นชัดเจนในช่วงที่ผ่านมาว่า สงครามทำให้คนจะยิ่งแสวงหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ซึ่งเท่ากับยิ่งผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้นไปอีก สงครามอิหร่านครั้งนี้ทำให้ราคาทองคำทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทย ขยับราคาตามไปไม่หยุด

4. สภาวะเช่นนี้จะกระทบต่อปัญหาค่าครองชีพของผู้คนในประเทศต่างๆ อย่างมาก อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะทำให้ราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ต้องมีราคาสูงตามไปด้วย

5. การขนส่งทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นในทะเลแดง หรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะมีปัญหา และส่งผลให้การขนส่งทางทะเลในบริเวณนี้ มีความเสี่ยง และทำให้ผู้ส่งสินค้าออกอาจต้องจ่ายค่าระวางสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย

6. การสู้รบทำให้ต้องประกาศปิดน่านฟ้า และการเปลี่ยนเส้นทางการบิน ซึ่งจะส่งผลค่าใช้จ่ายของสายการบินเพิ่มมากขึ้น หรือในภาพรวมทำให้การเดินทางทางอากาศในภูมิภาคตะวันออกกลางมีปัญหามากขึ้น

7. การเมืองโลกมีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น และอาจมีผลที่คาดเดาไม่ได้ในทางการเมืองและความมั่นคงตามมาในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะที่เกิดขึ้น จะนำไปสู่การขยายตัวของสงคราม หรือจะทำให้เกิดการยกระดับเป็น ‘สงครามภูมิภาค’ เช่นที่เคยเกิดมาแล้วในปี 1967 และ 1973 หรือไม่

8. จีนและรัสเซียจะมีบทบาทอย่างไรในกรณีนี้ เพราะอิหร่านเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของ 2 มหาอำนาจนั้น ฉะนั้นทั้งจีนและรัสเซียคงไม่สามารถปล่อยให้สหรัฐเข้าแทรกแซงแบบฝ่ายเดียวได้ และคงต้องหาทางปกป้องอิหร่านในทางหนึ่งทางใด เช่นที่จีนให้ความสนับสนุนรัสเซียอยู่เบื้องหลัง โดยไม่ออกหน้าและเปิดเผย ซึ่งจีนก็อาจทำในลักษณะเดียวกันในกรณีของอิหร่าน

9. การตอบโต้ทางทหารของอิหร่านจะดำเนินไปแค่ไหน และจะขยายวงการโจมตีออกไปเพียงใด อันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาค รวมถึงการตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะมีผลอย่างมากกับปัญหาเศรษฐกิจและพลังงาน

10. ความคาดหวังของทรัมป์ที่ยุติปัญหาอิหร่านให้ได้ภายใน 4-5 สัปดาห์ จะเป็นจริงเพียงใด หรือสงครามอาจจะเดินไปไกลกว่านั้น ซึ่งก็จะยิ่งทำให้โลกในด้านต่างๆ มีความผันผวนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลสืบเนื่องที่สำคัญกับการเมืองภายใน

1. ปฏิบัติการเช่นนี้จะทำให้ทรัมป์และพรรครีพับลิกันมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งกลางเทอมหรือไม่ คำถามนี้คงต้องติดตามกัน เพราะกลุ่มประชานิยมปีกขวาที่มีแนวคิดในแบบ ‘ลัทธิโดดเดี่ยวนิยม’ (Isolationism) อาจไม่ตอบรับกับนโยบายสงครามอิหร่านของทรัมป์ เช่นที่ฝ่ายเสรีนิยมในสังคมอเมริกัน ก็คงไม่ตอบรับกับนโยบายเช่นนี้อย่างแน่นอน

2. ในทำนองเดียวกัน การโจมตีอิหร่านจะเป็นคะแนนเสียงให้แก่นายกฯ เนทันยาฮูในการเมืองอิสราเอลหรือไม่ เพราะเขาเองมีปัญหากับการเมืองภายในอย่างมาก ดังนั้น สงครามอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของเนทันยาฮูในการปกป้องตัวเองในการเมืองอิสราเอล

อนาคตและความท้าทาย

สุดท้ายนี้ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ความขัดแย้งชุดนี้จะคลี่คลายไปอย่างไร และทรัมป์จะดำเนินนโยบายสงครามนี้ไปอีกนานเท่าใด แต่ก็อาจจะพอคาดได้ประการหนึ่งว่า สถานการณ์ไม่น่าจะจบลงอย่างง่ายดายในแบบที่ผู้นำอเมริกันและอิสราเอล ‘ฝัน’ ไว้ …ปัญหาอิหร่านไม่ง่ายแบบเวเนซุเอลาอย่างแน่นอน ซึ่งคงต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคตว่าจะเป็น ‘ฝันค้าง’ ของทรัมป์และเนทันยาฮูหรือไม่

ในอีกด้าน ประเทศไทยจะเตรียมตัวรับความผันผวนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกอย่างไร…ในสถานการณ์ที่ภูมิรัฐศาสตร์มีความเข้มข้นจากปัญหาในตะวันออกกลางเช่นนี้ ผู้นำไทยควรต้องเอาประเทศออกจากกระแสชาตินิยมในปัญหาไทย-กัมพูชาให้ได้ เพราะอย่างน้อยที่ผ่านมา ผู้นำไทยที่กำลังจะตั้งรัฐบาลใหม่นั้น ก็ได้รับผลพวงจากกระแสชาตินิยมมากพอจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแล้ว

ฉะนั้น ที่เหลือจากนี้สำหรับรัฐบาลคือ การตั้งหลักประเทศเพื่อรับมือกับ ‘วิกฤตใหญ่’ ของโลกให้ได้ ไม่ใช่การปลุกและยึดโยงอยู่กับกระแสชาตินิยม ที่อาจนำไปสู่ ‘สงครามไทย-กัมพูชา รอบที่ 3’ ได้ ซึ่งก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า อะไรคือ ‘ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์’ ของสงครามนี้ เว้นแต่หวังว่า สงครามในอนาคตจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกระแส ‘ชาตินิยม-เสนานิยม’ ต่อไปไม่หยุด เพื่อให้บรรดากลุ่มผู้ ‘เสพกระแสสงคราม’ ทั้งในและนอกเครื่องแบบทั้งหลาย คอยค้ำจุนรัฐบาล ทั้งที่โจทย์ในอนาคตของไทยในวันนี้ ใหญ่กว่าปัญหากัมพูชามาก

แต่กระแสเช่นนี้ก็ชวนให้รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมามีวิสัยทัศน์คับแคบที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องของกัมพูชา จนเป็นเหมือนผู้นำไทย (ทั้งงานด้านต่างประเทศและความมั่นคง) กำลังเข้าไป ‘ติดกับดัก’ อยู่กับชายแดนกัมพูชา…ไม่มีชายแดนพม่า ไม่มีชายแดนใต้ …หรือบางที มีแต่ประเด็นสันปันน้ำ เอ็มโอยู ที่ผู้นำในระดับต่างๆ ของรัฐบาลพูดออกมาแล้ว ก็ผิดประวัติศาสตร์ ผิดข้อเท็จจริงไปเสียอีก (อยากขอให้กรมสนธิสัญญาฯ กระทรวงต่างประเทศ และกรมกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ช่วยติว ‘ข้อมูล-ข้อเท็จจริง’ เรื่องนี้ ให้ผู้นำรัฐบาล นักการเมือง และผู้นำทหารที่เกี่ยวข้องรับทราบเรื่องเหล่านี้บ้าง)

ภาวะเช่นนี้ ชวนให้ต้องคิดต่อไม่ได้ว่า ในท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเช่นนี้ รัฐบาลใหม่ที่กรุงเทพฯ จะรับมืออย่างไร…แล้วก็จะเอาประเทศออกจากความขัดแย้งในปัจจุบันได้อย่างไรด้วย เพราะประเทศไทย ‘ติดหล่มกัมพูชา’ มานานพอสมควรแล้ว ช่วยกันหันประเทศไปรับมือกับโลกดีกว่าไหมครับ!

แฟ้มภาพ: Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...