โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“Iranflation” ป่วนเกมธนาคารกลางเอเชีย เสี่ยงดันเงินเฟ้อพลังงานพุ่ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 10.15 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 03.15 น.

ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง-ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาพลังงานโลกพุ่งสูง จุดความกังวลเงินเฟ้อครั้งใหม่ในเอเชีย ธนาคารกลางต้องเผชิญโจทย์ยากควบคุมราคาหรือพยุงเศรษฐกิจ

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 04.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางกำลังทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางในเอเชียซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงได้จุดกระแสความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้หลายประเทศในภูมิภาคอยู่ในสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ภายหลังมาตรการภาษีของ Donald Trump ในปี 2568 คลี่คลายลงและแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งถูกมองว่าจะชะลอการปรับลดดอกเบี้ยหรือคงอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 อย่างไรก็ตามการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันล่าสุดได้สร้างความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มดังกล่าว

ความท้าทายนี้อาจเห็นได้ชัดเป็นพิเศษในกรณีของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งกำลังอยู่ในวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีท่าทีแตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาค แม้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจช่วยควบคุมเงินเฟ้อได้ แต่ก็เสี่ยงกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ทาเคชิ ยามากูจิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจาก Morgan Stanley MUFG Securities ระบุว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มใช้ท่าทีระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งจะทำให้โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้นลดลง เขาเตือนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจเผชิญภาวะคล้าย “stagflation” ในระยะสั้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จะดันเงินเฟ้อผ่านราคานำเข้าที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนจะลดลง ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนอ่อนแอลง

หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นกรณีฐานของนักวิเคราะห์ อาจถูกเลื่อนออกไปอีก

ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลด้วยการปิดเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่าง Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางที่รองรับการค้าขายน้ำมันทางทะเลของโลกประมาณ 30% ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน Kpler ระบุว่า เกือบ 90% ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบแห่งนี้ในเดือนมกราคมถูกส่งไปยังประเทศในเอเชีย

การหยุดชะงักของอุปทานพลังงานดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลกปรับตัวขึ้นเกือบ 30% แตะระดับราว 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันเบรนท์ในไตรมาสสองขึ้นอีก 10 ดอลลาร์ โดยประเมินว่าราคาเฉลี่ยอาจอยู่ที่ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และคาดว่าราคาในไตรมาสสี่ปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าคาดการณ์เดิม 6 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตามธนาคารเตือนว่าความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้งกับอิหร่านยังคงไม่แน่นอน หากสถานการณ์ยกระดับจนราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีก อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เผชิญความผันผวน ขณะที่ค่าเงินในภูมิภาคถูกกดดันให้ปรับตัวอ่อนค่า ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบที่ยังดำเนินต่อไป โดย Donald Trump ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า การเจรจากับอิหร่านจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข

อย่างไรก็ตาม โฮมายูน ฟาลักชาฮี หัวหน้าทีมวิเคราะห์น้ำมันดิบของ Kpler คาดว่า ความขัดแย้งอาจยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบและจบลงในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงเมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย

แต่ในระยะสั้น ความเสี่ยงยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันเบรนท์อาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยกระดับ เช่น การหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน หรือเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค และในกรณีรุนแรงที่สุด หากการขนส่งถูกปิดกั้นเกิน 4 สัปดาห์ ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นมีกำหนดประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไปในวันที่ 18-19 มีนาคม ขณะที่ข้อมูลจาก Totan Research และ Totan ICAP ระบุว่า ความน่าจะเป็นที่ญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเมษายนอยู่ที่ประมาณ 59% โดย ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น Kazuo Ueda ระบุว่า ธนาคารกลางจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไปหากเศรษฐกิจเป็นไปตามคาดการณ์ แต่ก็เตือนว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจญี่ปุ่น

ในประเทศเอเชียอื่น ๆ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์และไทยเพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ธนาคารกลางมาเลเซียเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกและเพิ่มความเสี่ยงด้านขาลง

เดวิด โรลลีย์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนด้านตราสารหนี้ของ Loomis Sayles ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Natixis Investment Managers ระบุว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซเป็นเวลานานถือเป็นภาวะช็อกด้านอุปทาน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ธนาคารกลางรับมือได้ยาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสามารถควบคุมอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาด้านอุปทานได้

เขากล่าวว่า หากเงินเฟ้อในระยะแรกยังไม่สูง ธนาคารกลางส่วนใหญ่มักเลือกมองผ่าน ผลกระทบด้านราคาชั่วคราว และคงนโยบายการเงินไว้ก่อน แต่หากเงินเฟ้อในประเทศยังสูงอยู่แล้ว ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน

ก่อนเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตทางการค้าในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ภาคเทคโนโลยีที่ขยายตัว และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่

ลอยด์ ชาน นักวิเคราะห์ค่าเงินอาวุโสจาก MUFG Global Markets Research ระบุว่า เกาหลีใต้และไต้หวันอาจได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งสองประเทศพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูง ทำให้ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดจากพลังงานอาจทำให้ธนาคารกลางของทั้งสองประเทศต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวคล้ายกับช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานหลังการระบาดของโควิด-19 โดย อาตารุ โอคุมูระ นักกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยอาวุโสจาก SMBC Nikko Securities ระบุว่า สงครามดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นและเร่งเงินเฟ้อ จนทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันตลาดพันธบัตรทั่วโลกก็เผชิญความผันผวนเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนยังคงถกเถียงกันว่า ธนาคารกลางจะเลือกขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หรือปรับลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...