“Iranflation” ป่วนเกมธนาคารกลางเอเชีย เสี่ยงดันเงินเฟ้อพลังงานพุ่ง
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง-ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาพลังงานโลกพุ่งสูง จุดความกังวลเงินเฟ้อครั้งใหม่ในเอเชีย ธนาคารกลางต้องเผชิญโจทย์ยากควบคุมราคาหรือพยุงเศรษฐกิจ
วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 04.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางกำลังทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางในเอเชียซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงได้จุดกระแสความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้หลายประเทศในภูมิภาคอยู่ในสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ภายหลังมาตรการภาษีของ Donald Trump ในปี 2568 คลี่คลายลงและแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งถูกมองว่าจะชะลอการปรับลดดอกเบี้ยหรือคงอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 อย่างไรก็ตามการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันล่าสุดได้สร้างความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มดังกล่าว
ความท้าทายนี้อาจเห็นได้ชัดเป็นพิเศษในกรณีของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งกำลังอยู่ในวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีท่าทีแตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาค แม้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจช่วยควบคุมเงินเฟ้อได้ แต่ก็เสี่ยงกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ทาเคชิ ยามากูจิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจาก Morgan Stanley MUFG Securities ระบุว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มใช้ท่าทีระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งจะทำให้โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้นลดลง เขาเตือนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจเผชิญภาวะคล้าย “stagflation” ในระยะสั้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จะดันเงินเฟ้อผ่านราคานำเข้าที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนจะลดลง ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนอ่อนแอลง
หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นกรณีฐานของนักวิเคราะห์ อาจถูกเลื่อนออกไปอีก
ราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลด้วยการปิดเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่าง Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางที่รองรับการค้าขายน้ำมันทางทะเลของโลกประมาณ 30% ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน Kpler ระบุว่า เกือบ 90% ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบแห่งนี้ในเดือนมกราคมถูกส่งไปยังประเทศในเอเชีย
การหยุดชะงักของอุปทานพลังงานดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลกปรับตัวขึ้นเกือบ 30% แตะระดับราว 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันเบรนท์ในไตรมาสสองขึ้นอีก 10 ดอลลาร์ โดยประเมินว่าราคาเฉลี่ยอาจอยู่ที่ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และคาดว่าราคาในไตรมาสสี่ปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าคาดการณ์เดิม 6 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตามธนาคารเตือนว่าความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้งกับอิหร่านยังคงไม่แน่นอน หากสถานการณ์ยกระดับจนราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีก อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เผชิญความผันผวน ขณะที่ค่าเงินในภูมิภาคถูกกดดันให้ปรับตัวอ่อนค่า ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบที่ยังดำเนินต่อไป โดย Donald Trump ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า การเจรจากับอิหร่านจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข
อย่างไรก็ตาม โฮมายูน ฟาลักชาฮี หัวหน้าทีมวิเคราะห์น้ำมันดิบของ Kpler คาดว่า ความขัดแย้งอาจยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบและจบลงในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงเมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย
แต่ในระยะสั้น ความเสี่ยงยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันเบรนท์อาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยกระดับ เช่น การหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน หรือเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค และในกรณีรุนแรงที่สุด หากการขนส่งถูกปิดกั้นเกิน 4 สัปดาห์ ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นมีกำหนดประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไปในวันที่ 18-19 มีนาคม ขณะที่ข้อมูลจาก Totan Research และ Totan ICAP ระบุว่า ความน่าจะเป็นที่ญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเมษายนอยู่ที่ประมาณ 59% โดย ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น Kazuo Ueda ระบุว่า ธนาคารกลางจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไปหากเศรษฐกิจเป็นไปตามคาดการณ์ แต่ก็เตือนว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ในประเทศเอเชียอื่น ๆ ธนาคารกลางฟิลิปปินส์และไทยเพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ธนาคารกลางมาเลเซียเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกและเพิ่มความเสี่ยงด้านขาลง
เดวิด โรลลีย์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนด้านตราสารหนี้ของ Loomis Sayles ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Natixis Investment Managers ระบุว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซเป็นเวลานานถือเป็นภาวะช็อกด้านอุปทาน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ธนาคารกลางรับมือได้ยาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสามารถควบคุมอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาด้านอุปทานได้
เขากล่าวว่า หากเงินเฟ้อในระยะแรกยังไม่สูง ธนาคารกลางส่วนใหญ่มักเลือกมองผ่าน ผลกระทบด้านราคาชั่วคราว และคงนโยบายการเงินไว้ก่อน แต่หากเงินเฟ้อในประเทศยังสูงอยู่แล้ว ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน
ก่อนเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตทางการค้าในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ภาคเทคโนโลยีที่ขยายตัว และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่
ลอยด์ ชาน นักวิเคราะห์ค่าเงินอาวุโสจาก MUFG Global Markets Research ระบุว่า เกาหลีใต้และไต้หวันอาจได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งสองประเทศพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูง ทำให้ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดจากพลังงานอาจทำให้ธนาคารกลางของทั้งสองประเทศต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวคล้ายกับช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานหลังการระบาดของโควิด-19 โดย อาตารุ โอคุมูระ นักกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยอาวุโสจาก SMBC Nikko Securities ระบุว่า สงครามดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นและเร่งเงินเฟ้อ จนทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันตลาดพันธบัตรทั่วโลกก็เผชิญความผันผวนเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนยังคงถกเถียงกันว่า ธนาคารกลางจะเลือกขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หรือปรับลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
อ้างอิง : asia.nikkei.com